0 Views

หยางฉีไม่รู้สึกแย่ไปกว่านี้แล้ว

หลัวฮั่นทำลายทะเลปราณของเขาด้วยฝ่ามือเดียว ทำลายพลังฝีมือและพื้นฐานการบ่มพลังจนพิการ หมดหวังในการก้าวเดินในเส้นทางนี้อีกต่อไป

นอกจากนี้ ใครเล่าจะคาดว่าเขาจะโชคร้ายซ้ำซากถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่อีก?

ช่วงเวลาที่สายฟ้าขนาดมหึมาผ่าเข้าใส่ต้นไม้และเขาที่ถูกมัดติดอยู่นั้น ดวงตาของเขารู้สึกราวกับจะระเบิดออก ได้แต่ฝืนทนข่มตาให้หลับลงเท่านั้น

‘ข้ากำลังจะตาย?’ นี่เป็นสิ่งที่เขาคิด ‘ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องทนอยู่เป็นตัวตลกไปตลอดชีวิต’

ขณะที่สายฟ้าลุกล้ำเข้ามาภายในร่างเขา เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความร้อนที่เกิดขึ้นอันมากล้นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ราวกับถูกคมมีดนับล้านเฉือนเข้าที่เลือดเนื้อและกระดูก

แต่อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่ตกตายไป อานุภาพของสายฟ้าฉีกกระชากกล้ามเนื้อของเขา รวมถึงกระดูกและเส้นชีพจรทั่วทั้งร่าง ในที่สุดมันกลับไปรวมอยู่ในตันเถียนของเขา ควบแน่นก่อเกิดกลายเป็นพายุหมุนอยู่ภายใน

ผลลัพธ์ที่ได้ช่างน่าทึ่งยิ่ง ทะเลปราณที่ถูกทำลายกลับประสบกับการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาด พายุหมุนที่เกิดขึ้นจากสายฟ้าเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นอย่างช้าๆ จนกระทั่งกลายเป็นช้างแมมมอธคลุ้มคลั่ง ดุร้ายดั่งมังกร

หากได้มีใครได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร่างของเขาแล้วละก็ พวกมันย่อมได้เห็นสิ่งที่ดูคล้ายกับช้างแมมมอธขนาดยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นจากสายฟ้า กำลังกู่ก้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง

สายฟ้าที่ผ่าลงมากลับไม่จางหายไป มันกลับไหลผ่านต้นไม้เข้าสู่ตัวหยางฉี ทิ้งให้ต้นไม้ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง

ภาพสุดท้ายที่หยางฉีเห็นคือเงาร่างผู้ชายเรืองแสงสีทองภายในกลุ่มก้อนสายฟ้าอันบ้าคลัั่ง พุ่งเข้าใส่หน้ากลางหน้าผากของเขา หัวสมองของเขารู้สึกราวกับกำลังจะระเบิดออกมาจนทนไม่ได้กระทั่งหมดสติไป

ทหารที่หนีออกไปจากป่าไปเกิดผงะขึ้นมา พวกมันอยู่ไม่ห่างเกินไปจึงได้เห็นภาพสายฟ้าลูกมหึมาผ่าเข้าใส่ต้นไม้จนลุกเป็นไฟได้ชัดเจน พวกมันยังเห็นหยางฉีร่วงหล่นจากต้นไม้ ทรุดลงในโคลนตมราวกับได้ตายไปแล้ว

“เราทำอย่างไรต่อไปดี?” หนึ่งในทหารเอ่ยขึ้น

“การที่มันถูกฟ้าผ่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเรา” ทหารอีกคนตอบ

“เจ้ากลับไปที่เมืองเพื่อรายงานท่านหลัวฮั่น เด็กนี่แม้กระทำความผิดที่ไม่น่าให้อภัยแต่มันก็มาจากตระกูลที่มั่งคั่งและแข็งแกร่ง หากมันตกตายเยี่ยงนี้และเรื่องราวไม่ถูกจัดการให้ดีละก็ คงจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นในเมืองอย่างแน่นอน”

ทหารอีกคนเมื่อได้ยินก็หมุนกายวิ่งกลับไปที่เมืองในทันที

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวขาวิ่งออกไป สายตาก็สบเข้ากับร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหล็กที่ด้านหน้าเสียก่อน

มันหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมาในทันที มันรีบคุกเข่าลงกับพื้นโคลน “ท่านหลัวฮั่น!”

“ถูกฟ้าผ่าตาย…?” หลัวฮั่นพึมเพาออกมาเบาๆ ดวงตาทอประกายวูบวาปราวกับสัตว์ป่าพร้อมกับเดินเข้าไปหาหยางฉี เขาเอื้อมมืออกมา ส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าสู่ร่างหยางฉีแต่กลับไม่พบอะไรผิดปกติ เส้นชีพจรและทะเลปราณของหยางฉียังคงอยู่ในสภาพถูกทำลายเช่นเดิม ร่างกายทั้งร่างล้วนถูกสายฟ้าย่างจนเกรียม “มันถูกฟ้าผ่าเข้าใส่ เส้นชีพจรและทะเลปราณเสียหายจนหมดสิ้น แต่มันยังไม่ตาย”

“จริงหรือ?”

ขณะที่หลัวฮั่นกำลังตรวจสอบหยางฉี คนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาพอดี พวกเขาล้วนแต่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บมาอย่างหรูหรา พวกเขาเป็นบุคคลสำคัญในเมืองหลวงหยานนี้เอง คนหนึ่งในกลุ่มที่มีผมยาวสีขาวดูเหมือนกับเป็นพ่อบ้านจากตระกูลใดตระกูลหนึ่งก้าวเดินออกมาตรวจสอบหยางฉีด้วยตนเอง “ก็ดี ตอนนี้พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องนำเจ้าเด็กนี่กลับไปสอบปากคำแล้ว และเราก็ไม่จำเป็นต้องประหารมัน พามันกลับไปที่ตระกูลหยาง และอย่าลืมส่งข้อความจากเจ้าเมืองด้วยว่า เนื่องด้วยตระกูลหยางกระทำความผิด ลักขโมยเม็ดยามังกรซ่อน ตระกูลหยางจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มมูลค่าของเม็ดยา แม้ว่าพวกมันจะต้องขายทุกสิ่งทุกอย่างทีมีอยู่

“ขอรับ!” เหล่าทหารรีบยกร่างหยางฉีขึ้น ก่อนจะลากไปกับพื้นกลับไปที่เมือง

 

ราตรีช่างผ่านไปรวดเร็ว เพียงพริบตาก็กลายเป็นเวลากลางวันอันเจิดจ้า

พายุฝนอันน่ากลัวเมื่อคืนวานได้ทำลายพืชผลและปศุสัตว์ไปเป็นจำนวนมาก เกิดน้ำท่วมขึ้นที่แม่น้ำหยานบริเวณภายนอกเมือง บัดนี้ฝนได้หยุดลงแล้ว อุณหภูมิค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

ที่ตระกูลหยาง หนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวยและแข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้กลับตกอยู่ความโกลาหล เหล่าคนรับใช้ต่างลนลานไปมา เหล่ายามต่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เหล่าหญิงใช้ต่างซุบซิบกันเองในทุกมุมของตระกูล

หญิงชราผู้มีฝีปากอันเผ็ดร้อนกำลังเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างออกรส แม้พยายามจะเบาเสียงแล้วแต่ก็ไม่สามารถปิดบังรอยยิ้มของนางได้

“จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับตระกูลหยางของเรา ได้ยินหรือไม่? เมื่อคืนวานนี้ หยางฉีลูกชายของเจ้าตระกูลหยางซานได้ขโมยสมบัติจากเจ้าเมือง เขาถูกทรมานจนเกือบตาย ทำลายพลังฝีมือจนพิการและถูกมัดไว้กับต้นไม้ จากนั้นก็ถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่! หลังจากนำเขากลับมาเขาก็ทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียงทั้งคืน แม้หายใจยังยากลำบาก ไม่รู้จะมีชีวิตรอดได้อีกนานเพียงใด…”

คนต่อมาที่เล่าเป็นหนึ่งในคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์กับตระกูล “ใช่แล้ว และทางเจ้าเมืองได้ยืนคำขาด ตระกูลหยางมีเวลาสามวันเท่านั้นในการชดใช้มูลค่าของสมบัติที่ขโมยไป นั่นหมายความว่าตระกูลหยางสมควรที่หมดสิ้นซึ่งทรัพย์สินเป็นแน่…”

หญิงรับใช้จำนวนมากต่างตื่นตระหนกกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง “ตระกูลกำลังจะล้มละลาย? แล้วจะฟื้นตัวกลับได้อีกหรือไม่?”

“แล้วตระกูลอื่นๆเล่า? ตระกูลเฉิน หวัง หง หลี่? พวกมันไม่เคยชอบขี้หน้าตระกูลหยางเราเลย พวกมันต้องคอยซ้ำเติมเราอย่างแน่นอน”

“ใช่แล้ว ตระกูลหยางประสบปัญหาร้ายแรงจริงๆในครั้งนี้ เจ้าคุณชายหยางฉีไม่ได้คิดเลยว่ามันทำอะไรลงไป ฮิฮิ พ่อของมันอาจเป็นถึงเจ้าตระกูลก็จริง แต่ข้าว่าตำแหน่งของเขาคงไม่มั่นคงอีกต่อไปแล้วหลังจากนี้”

“คนที่ทำงานที่คฤหาสน์เจ้าเมืองบอกข้ามาว่าหยางฉีทำไปเพราะหญิงสาวนางหนึ่ง เหตุนี้มันถึงลงมือขโมยสมบัติ”

“บ๊ะ! คุณชายเหลวไหลอย่างมันนี่แหละวายร้ายที่แท้จริง พวกมันเอาแต่สร้างปัญหาอยู่เรื่อย!” หนึ่งในข้ารับใช้เริ่มพูดจาหนักข้อขึ้น “สมควรแล้วที่พลังฝีมือของมันถูกทำลาย หากไม่มีการบ่มเพาะแล้ว มันย่อมกลายเป็นคนไร้ค่า”

ข้ารับใช้ส่วนหนึ่งต่างยินดีกับความโชคร้ายของหยางฉี ส่วนหนึ่งเป็นกังวลกับอนาคตของตระกูล บางส่วนแม้กระทั่งสาปแช่งหยางฉี

ในเวลาเดียวกัน ที่ลานกลางตระกูล รายล้อมไปด้วยทางเดินและทางเชื่อมอาคารเรือนของตระกูล ชายร่างสูงรูปร่างกำยำในชุดลายดอกยืนตระหง่านอยู่ที่นั่น รับฟังรายงานเรื่องราวเกิดขึ้น

ชายอยู่ที่กำลังพูดอยู่เป็นหมอ “นายท่าน นายน้อยหยางฉีอาการคงตัวแล้ว แต่เขาได้รับแผลไหม้แทบทั่วทั้งร่าง เส้นชีพจรทั้งหลายต่างถูกทำลายรวมถึงทะเลปราณแตกซ่าน พลังฝีมือทั้งหมดถูกทำลายลง! เขาจะกลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต!”

“พลังฝีมือถูกทำลาย?” หยางซานเอ่ยขึ้น “ทะเลปราณแตกซ่าน…?”

ตูม!

เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะอย่างรุนแรงจนกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

เศษซากโต๊ะต่างปลิวผ่านอากาศจนเกิดเสียงดังหวีดหวิวดั่งภูติผี ฝังไปตามพื้นและผนังเป็นจำนวนมาก

“ตระกูลหยางสามารถชดใช้เม็ดยามังกรซ่อนที่ถูกขโมยได้ก็จริง” หยางซานเอ่ยต่อ “แต่เหตุใดพวกมันถึงต้องทำลายพลังฝีมือลูกชายข้าด้วย? ตัดแขนมันไปสักข้างยังจะดีกว่า แม้จะเสียแขนไปสักข้างแต่พลังฝีมือยังคงอยู่ มันยังสามารถกลายเป็นยอดฝีมือได้อยู่ ด้วยพลังฝีมือที่ถูกลายลงไป มันจะไม่มีทางหลอมรวมพลังได้อีก”

พ่อบ้านประจำตระกูลก็อยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน “นายท่าน อะไรที่เกิดแล้วย่อมต้องเกิด ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกแล้ว เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือทางเจ้าเมืองเร่งรัดค่าชดใช้สำหรับเม็ดยามังกรซ่อน ข้าน้อยเกรงว่าพวกผู้อาวุโสคงไม่ยืนเฉยๆในดูตระกูลของเราล้มละลายเป็นแน่ พวกเขาต้องใช้สถานการณ์นี้พยายามยึดอำนาจ…”

หยางซานแค่นเสียงเย็นออกมา “จำได้หรือไม่ว่าข้าได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลมาตั้งแต่ต้นเพราะอะไร? ข้าไม่ได้มาด้วยเล่ห์ แทงข้างหลัง หรือจากสร้างมิตร หากเป็นเพราะพลังฝีมือและการบ่มเพาะของข้าไร้ผู้เทียบเทียม! และมันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป มาดูกันว่าจะมีใครแข็งแกร่งเพียงพอที่จะโค่นข้าได้ ไปบอกผู้อาวุโสว่าจะมีการเปิดประชุมตระกูลในอีกสามวัน เราจะปรึกษากับตระกูลสาขาว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี ทางเจ้าเมืองให้เวลาเราเพียงพอในการรวบรวมทรัพย์สิน”

“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านกล่าวพร้อมกับพยักศีรษะ จากนั้นก็หมุนกายจากไป แต่ก็หยุดลงเสียก่อนและหันกลับมาเอ่ยถาม “แล้วนายน้อยหยางฉีล่ะขอรับ? หากพิจารณาจากปัญหาที่นายน้อยก่อแล้ว ผู้อาวุโสคงไม่ปล่อยเขาเป็นแน่”

“พลังฝีมือของมันถูกทำลายแล้วยังถูกฟ้าผ่าอีก!” หยางซานเอ่ยขึ้นอย่างเดือดดาล “แม้กระทั่งสำนักเจ้าเมืองยังไม่สนใจมันแล้ว พวกผู้อาวุโสจะอยากได้อะไรอีก? ประหารมัน? หากมีใครหน้าไหนกล้าเสนอให้ลงมือกับลูกชายของข้า ข้าจะไม่ปล่อยไปแน่ และอีกเรื่องหนึ่ง ข้าจะเขียนจดหมายสักฉบับ ส่งไปให้ป้าของหยางฉีที่สำนักกึ่งอมตะ”

ดวงตาของพ่อบ้านเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ “ใช่แล้ว! ทำไมข้าน้อยถึงได้ลืมไปว่าเรายังมีนายหญิงอยู่กัน?”

นายหญิงที่พูดถึงนั้นคือพี่สาวบุญธรรมของหยางซาน ดังนั้นจึงนับเป็นป้าของหยางฉีด้วย นางเป็นหนึ่งในสำนักอันดับหนึ่งของทวีปเฟิงเหราแห่งนี้ สำนักกึ่งอมตะ ส่งผลให้สถานะของนางไม่เหมือนเดิมเช่นในอดีต นางเดินทางออกจากตระกูลไปนับสิบปีแล้ว แน่นอนว่าพรสวรรค์ของนางโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการที่่ได้รับการสั่งสอนจากหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งสำนักกึ่งอมตะตั้งแต่ยังเด็ก

“หมอเทวดาเฉา อาการของฉีเอ๋อเป็นเช่นไรบ้าง?” จางซานถาม “มียาอะไรที่สามารถฟื้นสติเขาได้บ้าง? ฝีมือการรักษาของท่านเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวงหยาน ท่านต้องรู้วิธีรักษาลูกชายข้าแน่”

“ข้าได้ทายารักษาเฉพาะจุดให้กับเขา” หมอชราตอบกลับ “และยังใช้ปราณของข้านวดรักษาอีกด้วย เขาน่าจะฟื้นคืนสติภายในไม่กี่วันนี้ อวัยวะภายในไม่ได้เสียหายอะไร มีเพียงเส้นชีพจรและทะเลปราณเท่านั้นที่เสียหาย แน่นอนว่าเขาจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้อีกต่อไปแล้วหลังจากนี้”

“มอบเม็ดยาหลอมพลังสิบเม็ดให้กับหมอเทวดาเฉาเป็นค่าตอบแทน” หยางซานเอ่ยขึ้นพร้อมกับวาดมือคราหนึ่ง “เมื่อฉีเอ๋อฟื้นข้าจะเรียกหาท่านอีกครั้ง ท่านหมอ”

เม็ดยาหลอมพลังนั้นถือเป็นค่าเงินที่ใช้กันในทุกร้านค้าและตลาดในทวีปเฟิงเหรา มันสามารถใช้ระหว่างการฝึกบ่มเพาะพลังได้เช่นกันเพื่อสะสมปราณแท้ บำรุงเส้นชีพจรและขยับขยายทะเลปราณ

“ขอรับ…” พ่อบ้านชราขานรับและนำหมอเทวดาจากไป

หยางซานยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือกำหมัดจนแน่น เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ “ฉีเอ๋อ แม่ของเจ้าจากไปไวนัก มาตอนนี้ยังต้องพบกับโชคร้ายอันใหญ่หลวง ข้าจะทำทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อรักษาทะเลปราณของเจ้า ให้เจ้าได้บ่มเพาะพลังเพิ่มพูนพลังฝีมือได้อีกครั้ง ในโลกที่เราอยู่นี้นั้น ไม่มีที่ยืนสำหรับผู้อ่อนแอ…”

 

อีกสถานที่อื่น ลึกเข้าไปในภายในตระกูลหยาง หยางฉีรู้สึกตัวแล้ว แต่ยังคงนอนนิ่งเงียบๆอยู่บนเตียง

ห้องที่เขาอยู่นั้นตกแต่งด้วยผ้ากำมะหยี่ราคาแพงสีแดงสดดูงดงาม ภาพวาดโบราณหลายภาพ และยังมีกระถางธูปทองแดงตกแต่งด้วยเต่าและนกกระเรียน พร้อมกับธูปหอมมากราคากำลังจุดส่งกลิ่นไปทั่วห้อง ความมั่งคั่งที่แสดงชวนให้ผู้คนที่พบเห็นต้องซวนเซ

แม้ภายนอกห้องอากาศจะร้อน แต่สายลมเย็นกลับลอยล่องอยู่ในภายในห้อง ซึ่งมาจากสระน้ำที่ปกคลุมด้วยหมอกตรงกลางห้องนี้เอง มีต้นไม้ใกล้ๆคอยให้ร่มเงารวมถึงก้อนน้ำแข็งจำนวนหนึ่งวางไว้รอบๆช่วยให้ความเย็นอีกด้วย ที่ใกล้ประตูห้องมีสาวใช้วัยราวสิบเอ็ดถึงสิบสองปีที่ศีรษะกำลังส่ายเอนไปมาจากการต่อสู้กับความง่วง

หยางฉีไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป เขานอนอยู่อย่างนั้น พยายามนึกดูว่าสายฟ้าที่ผ่าใส่ได้ทำอะไรกับเขาไป เมื่อเขาหลับตาลง เขาจะเห็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนช้างแมมมอธขนาดเท่ากำปั้นที่สร้างมาจากสายฟ้าลอยอยู่ท่ามกลางทะเลปราณของเขา หากมีสิ่งเร้าอะไรกระทำจากภายนอก เจ้าแมมมอธขนาดเท่ากำปั้นนี้ก็จะหดลดขนาดลงอย่างรวดเร็วยิ่ง หดลงจนเหลือเพียงจุดเล็กๆเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดี ยอดฝีมือที่ตรวจสอบเขาจะได้ไม่่พบสิ่งใดแปลกประหลาด

หยางฉีสัมผัสได้ว่าแมมมอธสายฟ้านี้กักเก็บพลังทำลายล้างอันน่ากลัวยิ่งเอาไว้ มากมายถึงขนาดที่หากเขาสามารถปลดปล่อยมันออกมาได้ มันสมควรทำลายทั้งคฤหาสน์ของตระกูลนี้ได้ในอึดใจเดียว

เขาถูกฟ้าผ่าแต่ไม่ตาย กลับกลายเป็นว่าสายฟ้าเข้าสู่ร่างของเขาและก่อร่างเป็นแมมมอธและภูติตนหนึ่ง ไม่ว่าหยางฉีขบคิดเพียงใดก็หาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อได้ขบคิดจนถึงจุดหนึ่ง หยางฉีก็มีความคิดที่จะลองโคจรพลังปราณดู ภูติทองคำก็ปรากฏขึ้นที่หน้าผากของเขาอีกครั้ง

ภูติตนนั้นเอ่ยขึ้นกับเขาในจิตด้วยน้ำเสียงก้องกังวาลทรงพลังโดยที่คนอื่นไม่ได้ยิน

“ล้มเหลวจึงสัมฤทธิ บุบสลายจึงปรากฏ ไร้ผู้เทียมในใต้หล้า…”