0 Views

ลมปราณนับเป็นแก่นแท้ของทุกชีวิต

ศิลปะแห่งการใช้ลมปราณคือวิธีการหรือหนทางในการบ่มเพาะแก่นแท้แห่งชีวิตนี้เอง

การไปยังจุดสูงสุดแห่งการฝึกตนทำให้ผู้บ่มเพาะผู้นั้นมีศักยภาพอันน่าทึ่งและน่าอัศจรรย์

ผู้ชำนาญในศาสตร์แห่งการควบคุมลมปราณสามารถทำลายกำแพงด้วยมือเปล่า ได้ยินเสียงที่เบาราวกับเสียงมดเดิน ย่างกรายไปบนผืนน้ำ พ่นไฟจากลมหายใจ ตีรันฟันแทงด้วยอาวุธนานาชนิดไม่เข้า หลอมรวมพลังของตนเข้ากับหมู่เมฆ ยังชีพด้วยการดูดซับพลังรอบกายแทนอาหาร แม้กระทั่งตามติดตำแหน่งศัตรูจากวิญญาณของพวกมัน…

ณ ทวีปเฟิงเหรา เมืองหลวงหยาน

เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนและความมั่งคั่ง แม้ในยามราตรีเช่นนี้ก็ยังมีฝูงม้าและรถลากเคลื่อนตัวไปมาให้เห็นอยู่บนท้องถนน โคมไฟที่จุดขึ้นทั่วทุกที่ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วทั้งเมืองในยามค่ำคืน

ช่วงนี้นับเป็นหน้าร้อนพอดี เมฆดำลอยสูงปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า สามารถได้ยินเสียงฟ้าร้องดังสนั่นอื้ออึงอยู่เนืองๆ และจากความชื้นอันหนาแน่นในอากาศแล้ว ดูเหมือนว่าฝนอาจจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ

ในมุมอันเงียบสงบห่างไกลจากผู้คนมุมหนึ่งภายในเมือง จู่ๆพื้นดินก็สั่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ระเบิดออกเป็นหลุมขนาดเท่าตัวคนหลุมหนึ่ง

ปรากฏร่างชายหนุ่มกระโจนขึ้นจากหลุมนั้น ด้วยความคล่องแคล่วราวกับแมว ชายหนุ่มดังกล่าวดูแล้วน่าจะอายุราวสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี แต่งกายตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้าด้วยเสื้อผ้าสีดำสนิท พกพากล่องอะไรบางอย่างที่ดูสร้างขึ้นอย่างปราณีตมาด้วย

ชายหนุ่มดังกล่าวไม่ใช่ใครนอกจากหยางฉี ผู้ที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ

เขาเป็นนายน้อยจากตระกูลหยาง ตระกูลชั้นสูงภายในเมืองหลวงหยานแห่งนี้ นอกจากนี้ตัวเขายังมีชื่อเสียงไม่เบาในฐานะผู้ฝึกตนอันแข็งแกร่ง แม้อายุยังน้อยและไม่ได้มีร่างกายกำยำหรือตัวสูงตามที่หลายคนคาดไว้ แต่ในทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวของเขา เห็นได้ชัดเจนว่าพลังงานลึกลับที่โคจรอยู่ภายในร่างพร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ

เขายืนอยู่ที่ขอบปากหลุมนั้น จากนั้นจึงเริ่มโคจรพลังปราณของตน ไม่นานก็เกิดเสียงดังกึกก้องน่าตื่นตระหนกดังออกมาจากร่างของเขา

“ดูเหมือนว่าอีกไม่นานนัก ข้าจะไปถึงระดับที่ห้าของการบ่มเพาะพลัง ขั้นระเบิดพลังปราณ เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะสามารถปลดปล่อยปราณแท้ออกมาภายนอกได้ กลายเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง! ทะยานโลดแล่นในชั่วอึดใจเดียว!”

เมื่อกล่าวจบเขาก็หันมองไปที่กำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ใบหน้าแสดงความพึงพอใจออกมา จากนั้นเงาร่างของเขาก็กลายเป็นเลือนราง จางหายไปราวกับหมอกควัน เข้าสู่ป่าดำรอบนอกเมือง

หยางฉีนั้นบ่มเพาะพลังของตนจนถึงขั้นที่สี่มานานแล้ว ขั้นชำระปราณ

บนทวีปเฟิงเหราแห่งนี้ ยอดฝีมือที่เป็นผู้บ่มเพาะพลังถูกแบ่งออกเป็นเก้าระดับ

ระดับแรกคือขั้นกำเนิดปราณ เพาะสร้างพลังปราณภายในร่างของตน

ระดับที่สองเคือขั้นหมุนเวียนปราณ ผลักดันพลังชีวิตภายในให้หมุนเวียนไปตามเส้นชีพจร

ระดับที่สามคือขั้นหลอมรวมปราณ กักเก็บพลังชีวิตไว้ท่ามกลางทะเลปราณของตน

ระดับที่สี่คือขั้นชำระปราณ พลังชีวิตที่กักเก็บไว้จะถูกนำมาชำระล้างให้บริสุทธ์

ระดับที่ห้าคือขั้นระเบิดปราณ ในระดับนี้ ผู้บ่มเพาะสามารถปลดปล่อยพลังปราณของตนออกมาภายนอกเพื่อทำร้ายศัตรูได้

 

สี่ระดับแรกนั้น กำเนิด หมุนเวียน หลอมรวม และชำระล้าง ล้วนแต่เป็นการโคจรปราณภายในร่างเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะช่วยทำให้ร่างกายของผู้ฝึกแข็งแกร่งขึ้น แทบไม่มีประโยชน์ด้านใดอีก แต่การเข้าสู่ระดับที่ห้าหรือระเบิดปราณนั้น ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแทบทั้งหมด ทำให้สามารถปลดปล่อยพลังปราณในระหว่างการต่อสู้ได้

เมื่อผู้ใดเข้าสู่ระดับระเบิดปราณ มันผู้นั้นนับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งโดยแท้จริง

ดังนั้น ระดับที่ห้านี้นับเป็นกำแพงสูงคอยขวางกั้นในโลกของผู้ฝึกตน

ในระดับนี้นั้น การใช้หมัดสวรรค์ร้อยก้าวก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ กระบวนท่าซึ่งทำลายได้แม้กระทั่งไม้ใหญ่ห่างไกลไปถึงหนึ่งร้อยก้าว ความแข็งแกร่งอันน่าหวาดหวั่นในการต่อสู้เช่นนี้นับว่าพิเศษยิ่ง เรียกได้ว่าหากคนผู้หนึ่งมี มันก็สามารถต่อกรได้กับคนนับร้อยๆ

ระดับที่หกคือขั้นปราณศาสตรา ผู้ใช้สามารถเสกสร้างอาวุธขึ้นมาจากปราณได้

ระดับที่เจ็ดคือขั้นปราณปรากฏ ที่ขั้นนี้พลังปราณเป็นดั่งปรากฏการณ์ สามารถสรรค์สร้างอสูรปราณอันดุร้ายใหปรากฏได้ หรือแม้กระทั่งสร้างปีกให้ผู้ใช้ ออกโบยบินไปบนท้องฟ้าอย่างอิสระ

ระดับที่แปดคือขั้นปราณจุติ นับเป็นระดับขั้นอันสมบูรณ์แบบ สามารถสร้างโล่พลังปราณที่แข็งแกร่งเกินกว่าจินตการ มิอาจถูกทำลายได้โดยง่าย

ระดับที่เก้านั้นถูกเรียกว่าขั้นจ้าวแห่งปราณ แต่ช่างน่าเสียดาย หยางฉีไม่เคยนึกฝันว่าตนจะสามารถไปถึงระดับนั้นได้

ตามตำนานกล่าวว่ายอดฝีมือในระดับจ้าวแห่งปราณสามารถแย่งชิงเอาพลังชีวิตจากสววรค์ได้ เข้าสู่ขอบเขตใหม่ เขตแดนการไขว่คว้าชีวิต ผู้คว้าชีพนั้นเหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง ได้รับอายุขัยยืนยาวยิ่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่าตัว แน่นอนว่าหยางฉีไม่เคยพบคนเช่นนี้มาก่อน

**

หลังจากวิ่งเข้ามาภายในป่าเป็นเวลาหนึ่ง สายตาของหยางฉีก็พบเห็นหญิงสาวนางหนึ่งในชุดสีฟ้าอ่อน กำลังยืนหันให้อยู่อย่างองอาจ ให้ความรู้สึกถือดีของชนชั้นสูง

“หลันเอ๋อ!” เขาส่งเสียงเรียก “ข้าได้เม็ดยามังกรซ่อนมาแล้ว! มันไม่ง่ายเลย ดีที่ข้ามีเส้นสายภายในเมืองไม่น้อย ข้าลอบเข้าไปในคฤหาสน์เจ้าเมืองได้โดยไม่มีใครรู้ และขโมยมันออกมาจากคลังสมบัติ!”

เขาเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นขณะที่มองไปที่หญิงสาว ในมือยังคงถือเอากล่องอันหรูหราที่นำติดตัวมาตั้งแต่ต้น

หญิงสาวหันกายกลับมา เผยให้เห็นใบหน้างดงามที่กำลังแสดงอาการตื่นเต้นอย่างไม่ปิดบัง

“หยางฉี ดูเหมือนว่าท่านจะทำสำเร็จ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นขณะยื่นนิ้วมือเรียวงามดั่งงาช้างออกมา “ส่งมันมาให้ข้าดูได้หรือไม่”

“แน่นอน” หยางฉีส่งกล่องให้กับหญิงสาวให้โดยไม่มีความลังเลแม้เพียงนิด

หญิงสาวรับกล่องไป จากนั้นจึงเปิดออกเผยให้เห็นเม็ดยาสีแดงสดอยู่ภายใน กลิ่นสมุนไพรจากเม็ดยาฟุ้งกระจายออกจากกล่องจนตลบอบอวนไปทั่วบริเวณในทันที ที่ผิวเม็ดยาดูส่องแสงกระพริบราวกับเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้ ทอแสงสีแดงสดไปบนใบหน้างามของหญิงสาว ขับเน้นให้นางดูมีสเน่ห์งดงามยิ่งกว่าเดิมไปอีกขั้น

“เอาล่ะหลันเอ๋อ” หยางฉีเอ่ยขึ้น “ข้านำเม็ดยามังกรซ่อนมาให้เจ้าแล้ว ตอนนี้เราก็สามารถหนีไปด้วยกันตามที่เจ้าสัญญาแล้วใช่มั้ย? ไปกันเถอะ”

“ข้าขอโทษด้วย หยางฉี” หญิงสาวกล่าวตอบขึ้นในทันทีพร้อมกับนำกล่องเก็บเข้าไปในเสื้อคลุม พร้อมกับหันมาจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา “ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องไปกระทำ ดังนั้นข้าจะไม่หนีไปกับเจ้า และที่สำคัญ ห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก”

คำพูดของนางราวกับสายฟ้าจากสวรรค์ผ่าเข้าใส่กลางทรวงอก

เขาเซไปข้างหลังสองสามก้าว ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด “หลันเอ๋อ ข้ายอมเสี่ยงถึงเพียงนี้เพื่อเจ้า! ข้าขโมยเม็ดยามังกรซ่อนจากเจ้าเมืองเพราะว่าเจ้าบอกว่าจะหนีไปกับข้า มาตอนนี้เจ้ากลับบอกว่าเจ้าเปลี่ยนใจแล้ว? ทำไม? ทำไมถึงทำเช่นนี้?”

ทันใดนั้น สุ้มเสียงหนึ่งดังออกมา “ให้ข้าเป็นผู้อธิบายดีหรือไม่?” ไม่นานนักก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งขึ้นจากความมืดของผืนป่ายามค่ำคืน มันเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง สวมชุดเกราะเต็มยศ ท่าทางที่มันเชิดหน้ามองมาที่หยางฉีบ่งบอกว่ามันเป็นคนหยิ่งยโสเพียงใด

“เจ้าคิดจริงๆหรือว่าหลันเอ๋อ ผู้เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งเมืองหยุนไห่จะคิดเป็นห่วงเด็กน้อยจากตระกูลหยางเช่นเจ้า? ตระกูลของเจ้าอาจสำคัญในเมืองหยานแต่ข้าจะบอกให้ฟัง แม้แต่เจ้าชายของเมืองนี้ก็ยังไม่นับว่าอยู่ในสายตาของหลันเอ๋อได้ นางหลอกใช้เจ้า! เข้าใจหรือยังเจ้าโง่? รู้จักคางคกกับห่านฟ้าหรือไม่? นั่นคือเจ้า!”

“ทั้งหมดนี้เป็นจริงหรือ? หลันเอ๋อ…” หยางฉีเอ่ยถามด้วยใบหน้าไร้สีเลือด แม้ถึงขณะนี้ก็ยังคงยึดติดกับความหวังเล็กๆที่ยังมีอยู่ภายในใจ

แต่ทว่า… สิ่งที่หลันเอ๋อกล่าวออกมาได้ทำลายความหวังนั้นจนหมดสิ้น

ด้วยใบหน้าเย็นชาอย่างยิ่ง หญิงสาวเอ่ยขึ้น “มันเป็นความจริง หยางฉี ข้าใช้เจ้าให้นำเม็ดยามังกรซ่อนมาให้ข้าดังที่กล่าวไปแล้ว ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า จงกลับไปเสียเถอะ”

“เจ้า…” หยางฉีร่างกายสั่นสะท้าน สองมือสองเท้ารู้สึกเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง “เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้? ให้ข้าไป? จะให้ข้ากลับไปที่ใดได้? ข้าขโมยเม็ดยามังกรซ่อนออกมา! ข้ากลับบ้านไม่ได้ ทหารในเมืองหยานก็คงจะเริ่มตามหาตัวข้าแล้ว เอาเป็นว่าอย่างน้อยเจ้าคืนเม็ดยามังกรซ่อนกลับมาให้ข้า จากนั้นเรานับว่าไม่มีอันใดติดค้างกันเป็นอย่างไร?”

ชายหนุ่มในชุดเกราะพลันหัวเราะเสียงเย็นออกมา “คืนมันให้เจ้า? ฝันไปเถอะเจ้าโง่ มีใครที่สติดีจะยอมเฉือนเนื้อตัดแบ่งให้หลังจากกัดกินเข้าไปแล้วกัน? ตัดใจซะ หากคิดที่จะก่อเรื่องละก็ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจ…”

“เจ้า…” โดยไม่มีใครตั้งตัว หยางฉีลงมือในทันที ด้วยความแข็งดุจดั่งพยัคฆ์และความอ่อนดั่งอสรพิษ เขากระโจนเข้าใส่ชายในชุดเกราะ ฝ่ามือเคลื่อนตัวผ่าอากาศดั่งคมขวานอันน่ากลัว

“พยัคฆ์ขาวขย้ำเหยื่อ!” เขาตะโกนออก ใช้กระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของประจำตระกูลหยางออกไป กระบวนท่านี้หากฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดแล้ว จะปรากฏเงาร่างพยัคฆ์ขาวอันดุร้ายขณะใช้กระบวนท่า แข็งแกร่งโหดเหี้ยมดังปีศาจ เพียงพอที่จะขย้ำทุกสิ่งให้กลายเป็นเพียงซากศพ แต่แน่นอนว่าหยางฉีนับว่ายังห่างไกลกับระดับนั้น

“เจ้ามองหาที่ตายรึ?” ชายหนุ่มในชุดเกราะเอ่ยขึ้น ดวงตาทอแววหยามเหยียดออกมาไม่ปิดบัง

พรึ่บ!

คลื่นพลังที่มองไม่เห็นปลดปล่อยออกจากฝ่ามือของมัน พุ่งเข้ากระแทกใส่หยางฉี ก่อนที่เขาจะได้ทันออกกระบวนท่าพยัคฆ์ขาวขย้ำเหยื่อจนเสร็จสิ้นเสียอีก เขาถูกฟาดลงกับพื้นอย่างรุนแรงจนกระอักเลือดออกมา

ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาเงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก “เจ้า… เจ้าอยู่ในขั้นที่ห้าแล้ว ขั้นระเบิดปราณ… “

“ถูกต้อง” ชายในชุดเกราะตอบกลับ “สำหรับข้าแล้ว เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกให้ข้าบดขยี้ พยัคฆ์ขาวขย้ำเหยื่อเป็นกระบวนท่าที่ร้ายกาจก็จริง แต่เมื่อใช้ออกโดยเจ้าแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อย”

หยางฉีลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “เจ้าเป็นใคร…?”

“ข้าคือซ่งไห่ชาน เป็นญาติของหลันเอ๋อ หลายวันก่อนนางได้รับการรับเลือกให้เป็นศิษย์ของสำนักอันดับหนึ่งในทวีปเฟิงเหรา สำนักกึ่งอมตะ! เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันสำคัญเพียงใด? เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเจ้ามีความหวังอะไรเพื่อจะเข้าใกล้นางได้? เดี๋ยวก่อนนะ… เจ้าถามว่าข้าคือใครเพื่อจะได้มาตามล้างแค้นทีหลังใช่หรือไม่? อืม ดั่งสุภาษิต จะตัดหญ้าหากไม่ถอนราก ยามลมฝนมาหญ้าย่อมโตขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนการจะปล่อยเจ้าไปคงจะไม่ทางเลือกที่ดี”

ขณะที่คำพูดลอยออกจากปากของมัน พลังปราณในร่างของซ่งไห่ชานก็ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นภายในอย่างช้าๆ

“แล้วยังไง” หยางฉีคำรามออกมา “เจ้าอาจจะเก่งที่สุดในเมืองหยุนไห่ แต่ข้าก็จะฆ่าเจ้าอยู่ดี ส่วนสำหรับเจ้า หยุนไห่หลัน เจ้าโกหกข้า ข้าขอสาบานว่าวันหนึ่งข้าจะชดใช้คืนให้อย่างสาสม”

“ดูเหมือนว่าการปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปคงจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้…” ซ่งไห่ชานเอ่ยเสียงเย็น เตรียมตัวลงมือ

“พอแล้ว” หยุนไห่หลันเอ่ยขัด พร้อมกับเอื้อมมือออกมาขวางเอาไว้ พร้อมกับมองไปที่เมืองหลวงหยาน “ทหารกำลังมาที่นี่ ไม่มีเหตุผลอะไรต้องฆ่ามัน รีบไปกันเถอะ…” เมื่อกล่าวจบเงาร่างบางก็จางหายไป กลมกลืนไปกับความมืดยามราตรี ทิ้งไว้เพียงประโยคสั้นๆคำหนึ่งเท่านั้น “หลังจากที่ข้าได้เข้าเป็นศิษย์ที่สำนักกึ่งอมตะแล้ว ข้าจะชดใช้ให้เจ้า หยางฉี”

ซ่งไห่ชานมองมาที่หยางฉีอย่างรังเกียจ “ฮึ่ม ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังได้มีชีวิตต่อไปอีกสักพักนะ เจ้าเด็กน้อย หลันเอ๋อไม่อยากให้เจ้าตายเพราะไม่อยากให้มีเลือดสกปรกเปรอะเปื้อนมือของนาง แต่ว่าทางเจ้าเมืองคงไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ เจ้าคงมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นาน”

เมื่อกล่าวจบมันก็ดีดลิ้นด้วยใบหน้าอำมหิตครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนกายจากไปตามหยุนไห่หลัน

“หยุนไห่หลัน…” หยางฉีพึมพัมกับตนเองพร้อมกับกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เขามองไปทิศทางที่อีกฝ่ายจากไป ตระหนักได้ว่าทั้งสองนั้นเหนือกว่าตนในด้านการบ่มเพาะพลัง

ทันใดนั้น เขาได้นึกย้อนไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ในการช่วยเหลือธุรกิจของตระกูล เขาได้พบกับหยุนไห่หลัน ผู้ที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ เธอปฏิบัติกับเขาด้วยความเมตตาเป็นเวลาหนึ่ง จากนั้นจึงได้ขอให้เขานำเม็ดยามังกรซ่อนมาให้ เขาไตร่ตรองในเรื่องนี้อยู่เป็นเวลานานก่อนตัดสินใจลงมือเช่นนี้ และสุดท้ายก็มาถึงจุดๆนี้

เขายืนอยู่อย่างนั้น โคจรพลังภายในพร้อมกับพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เขาทราบดีว่าทหารในเมืองกำลังติดตามเขามา เขานำความอัปยศมาสู่ตระกูล และย่อมถูกลงโทษอย่างหนักอย่างแน่นอนหากถูกจับได้

ขณะที่เขาพยายามที่จะรักษาฟื้นฟูร่างกายกลับมา ใบหูพลันได้ยินเสียงบางอย่าง จากนั้นเพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏเงาร่างคนจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของเขา

หนึ่งในนั้นเป็นชายสวมชุดเกราะเหล็กหนักกว่าหนึ่งร้อยจิน(1 จิน = 0.5 กิโลกรัม) ดูน่ากลัวราวกับสัตว์ร้าย เมื่อหยางฉีเห็นใบหน้าของชายในชุดเกราะคนดังกล่าวแล้ว จิตของเขาก็จมลงเข้าสู่ความสิ้นหวัง

ชายตรงหน้าคือหลัวฮั่น หนึ่งในทหารประจำคฤหาสน์เจ้าเมือง ชายผู้โหดเหี้ยมป่าเถื่อนที่มีระดับการบ่มเพาะสูงกว่าระดับระเบิดปราณมานานแล้ว

“ส่งเม็ดยามังกรซ่อนที่เจ้าขโมยไปคืนมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า หยางฉี…”

ดวงตาหลัวฮั่นทอประกายราวกับสัตว์ป่า เหมือนดั่งมันไม่ใช่มนุษย์ เมื่อรวมกับชุดเกราะหนักอึ้งที่กำลังสวมอยู่แล้ว ส่งให้ร่างใหญ่แผ่บรรยากาศฆ่าฟันออกมาจนต้องสั่นสะท้าน โดยไม่รอคำตอบใดๆ มันก้าวออกมาพร้อมกับกระแทกฝ่ามือไปที่จุดตันเถียนของหยางฉี เล็งไปที่ทะเลปราณอย่างแม่นยำยิ่ง

เป็นอีกครั้งที่เลือดจำนวนมากทะลักออกจากปากของหยางฉี พลังปราณที่เคยฝึกฝนบ่มเพาะมาตั้งแต่ห้าขวบจนถึงอายุสิบแปดปีเหือดแห้งหายไปจนหมดสิ้น เขากลายเป็นคนพิการไปแล้ว

“ท่าน… ท่านทำลายการบ่มเพาะของข้า…?” ความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมใบหน้าของเขาจนหมดสิ้น ด้วยทะเลปราณในตันเถียนที่ถูกทำลายแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรวบรวมพลังได้ นับต่อจากนี้ไปเขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไป

“เจ้ามีความกล้าที่จะขโมยเม็ดยามังกรซ่อน” หลัวฮั่นเอ่ยขึ้นเสียงเย็น “การทำลายการบ่มเพาะของเจ้าจริงๆนับว่าถือว่าลดโทษให้แล้ว เพราะเจ้าก็เป็นถึงนายน้อยตระกูลหยาง และเห็นแก่ป้าของเจ้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าในตอนนี้”

“พวกเจ้ามัดมันไว้กับต้นไม้ต้นนั้น ข้าจะกลับไปรายงานท่านเจ้าเมืองเพื่อรับคำสั่งใหม่ คอยอยู่ที่นี่รักษาที่เกิดเหตุเอาไว้ ข้าจะให้คนจากตระกูลหยางมาดูสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ขอรับ” เหล่าทหารขานเสียงรับ พวกมันจับหยางฉีมัดไว้กับต้นไม้ใกล้ๆโดยไม่ลังเล ก่อนที่จะเริ่มลาดตระเวนไปรอบๆบริเวณ

สำหรับหลัวฮั่นแล้ว ไม่สำคัญเลยว่าเขาจะสวมชุดเกราะที่หนักกว่าร้อยจิน เขาเคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็วราวกับฝูงนกโบนบินบนท้องฟ้า มุงหน้ากลับไปยังเมืองหลวงหยาน

ในเวลาเดียวกัน เริ่มมีเสียงสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ประทุก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าอันมืดครึ้ม เม็ดฝนบนเมฆก็ดูเหมือนจะถึงจุดอิ่มตัวและเริ่มสาดเทลงมาอย่างหนัก ประกอบกับฟ้าผ่าที่มีอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ดูราวกับฝูงอสรพิษสีเงินกำลังฉกผืนแผ่นดิน

“ฝนตกหนังจริงๆ” หนึ่งในทหารเอ่ยออกมา ก่อนแหงนใบหน้าขึ้นมองอย่างเคร่งเครียด “แล้วสายฟ้าพวกนั้นนี่มันอะไรกัน?”

ทันใดนั้น สายฟ้าเส้นหนึ่งก็ผ่าลงมาเข้าใส่ต้นไม้ต้นหนึ่งห่างออกไปไม่มากนัก แผดเผาต้นไม้ต้นนั้นจนเปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นมาแม้ว่าฝนกำลังตกหนักอยู่เช่นนี้ ภาพฟ้าผ่าจำนวนมากภายใต้ฝนตกหนักนั้นดูน่ากลัวโดยแท้จริง

ทหารอีกคนที่ใบหน้าตอนนี้แสดงหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งเอ่ยขึ้น “สายฟ้านี้ดูแปลกจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่จ้าวแห่งปราณยังมิอาจรอดชีวิตได้จากสายฟ้าจากสวรรค์เช่นนี้ หากเรายังอยู่ในป่านี้ต่อไปเราต้องตายเป็นแน่! รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ!”

“แล้วเจ้าเด็กนี่เล่า?”

“ไม่ต้องกังวลไป ตันเถียนของมันถูกทำลายแล้ว นอกจากนี้มันยังถูกมัดอย่างแน่นหนา มันจะหนีไปได้อย่างไร? ติดปีกบินหนีไปรึ?”

เมื่อกล่าวจบ เหล่าทหารที่กำลังสั่นด้วยความกลัวก็รีบหมุนกายจากไป หนีออกไปจากพื้นที่นี้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้พวกทหารจะออกไปจากป่านี้ได้อย่างปลอดภัย กลับปรากฏสายฟ้าเส้นหนึ่งที่สว่างไสวเจิดจรัสยิ่งกว่าสายฟ้าปกติพุ่งลงไปที่กลางป่า ผ่าเข้าใส่ต้นไม้ต้นที่หยางฉีถูกมัดอยู่อย่างพอดิบพอดี

ทั่วทั้งร่างหยางฉีเต็มไปด้วยสายฟ้าระยิบระยับในทันที จากนั้นกลิ่นเหม็นเนื้อไหม้ก็คละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ