0 Views

บทที่ 112: กรากอซ (2)

 

 

 

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ

กวานแจแย้มยิ้มขณะที่เขามองไปยังภาพเบื้องหน้า

‘มันเกือบจะเสร็จสิ้นแล้ว’

ในไม่ช้า เขาก็จะสามารถทำเป้าหมายของเขาให้สำเร็จได้

จากนั้นจะไม่มีผู้ใดยืนอยู่เหนือเขาอีก

‘ดี ดี ดีมาก’

กวานแจที่กำลังตรวจสอบพิราบสื่อสารจำนวนมากที่บินอยู่รอบๆ แล้วมองไปยังหนึ่งในนั้นก่อนจะเอ่ยขึ้นกับจุงซังที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา

“เจ็ดเสี้ยววิญญาณดูจะไม่สมกับฉายาที่ได้รับเท่าไหร่เลยนะ คุณ”

“หืมม? เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

กวานแจอธิบายรายละเอียดที่อยู่ภายในพิราบสื่อสาร

“จากกองกำลังไร้ชื่อที่แทรกซึมเข้ามาในพื้นที่กลาง สี่คนในนั้นดูเหมือนจะเป็นคนจากเจ็ดเสี้ยววิญญาณ… มันคือสิ่งที่ถูกเขียนไว้ตรงนี้”

“แล้วมันจะไม่เหมาะสมกับฉายาของพวกนั้นยังไงล่ะ? จริงๆ แล้วมันค่อนข้างน่าตื่นตะลึงเลยนะที่พวกนั้นเข้ามาก่อความวุ่นวายในพื้นที่กลางของนายแล้วก็หนีไป”

พื้นที่กลาง สถานที่ที่แผนของพวกเขากำลังดำเนินการได้มีคนระดับมาร์กอช 4 ใน 7 คนของกิลด์รีโรรีโรเรคอยป้องกันดูแลคนจากกิลด์อื่นอยู่

แต่การที่พื้นที่กลางนั่นถูกก่อกวนจากเจ็ดเสี้ยววิญญาณที่ยังมาที่นี่ได้ไม่นานเรียกได้ว่าค่อนข้างกระทบกับชื่อเสียงของพวกเขาอยู่ไม่น้อย

และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นเมื่อพวกนั้นสามารถหลบหนีไปได้สำเร็จ

‘อาร์ค มาเรียนเป็นผู้นำรึเปล่า? อืม ยายนั่นก็แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ แหละ เธอเก่งกว่าฉันซะอีก’

มันดีกว่าการที่เฝ้ารอเวลาให้ผ่านไปเพราะถูกไอ้เวรนี่รั้งอยู่

ในเมื่อมันหมายความว่าเธอได้รวบรวมพลังที่แข็งแกร่งมากพอที่จะมาจู่โจมพื้นที่กลางแล้ว

กวานแจหัวเราะขณะที่เอ่ยขึ้น

“นี่คุณ ฟังให้จบสิ จริงๆ แล้วทั้งสี่คนนั่นกลายเป็นทาสของใครก็ไม่รู้ พวกเขาถือว่าเจอมาหนักใช้ได้เลย”

“… อืม แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้ พวกเขาก็เหมือนฉันนั่นแหละ”

จุงซังยักไหล่

หากพวกเขาจะพุ่งเข้ามาจู่โจมต่อสู้กับคนพวกนี้ เช่นนั้นเขาต้องมีความแข็งแกร่งมากแค่ไหนจึงจะสามารถรับมือได้

พวกเขาทำได้เพียงแค่ถูกจับ

กวานแจแสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมา

“ฉันจะกลายเป็นแบบนี้ถ้ามันเป็นแบบนั้น? คนที่ทำตัวเป็นหัวหน้าก็เป็นคนที่เพิ่งจะขึ้นมาเหมือนกัน”

“… อะไรนะ?”

มันไม่ใช่ฮันซู

ในเมื่อหมอนั่นหายตัวไปทันทีที่ขึ้นมา

แล้วมันคือใครกัน?

จุงซังแสดงสีหน้าไม่เชื่อถือออกมาก่อนจะเอ่ยถามกวานแจ

“หมอนั่นเป็นคนที่ได้รับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกายแบบนายหรือเปล่า?”

จุงซังมองไปยังกวานแจที่ตัวสูงราวกับหอคอยพร้อมเอ่ยถามขึ้น

ในเมื่อเขาไม่อาจคิดถึงปัจจัยอื่นที่จะสามารถทำให้คนคนหนึ่งแข็งแกร่งกว่าคนอื่นได้

มันคือสิ่งที่น่าประหลาดใจมากที่สุดตอนที่เขาเห็นกวานแจ

ผู้ชายเกาหลีธรรมดาๆ คนหนึ่งที่สูง 175 เซนติเมตรได้กลายเป็นก้อนกล้ามเนื้อสูงสองเมตร

จากนั้นเขาจึงรู้

ว่ามันมีเผ่าพันธุ์ประหลาดนอกจากพวกเขาในโลกใบนี้ และคนคนหนึ่งจะสามารถรับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกายได้ถ้าหากพวกเขาโชคดีพอ

และกวานแจคือคนที่แพร่ข่าวเกี่ยวกับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกายออกไป

เขาช่วยเหลืออคารอนที่กำลังเผชิญหน้าวิกฤตเอาไว้ จากนั้นจึงได้รับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกาย ข่าวนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับมนุษย์อย่างมาก

‘อืม หมอนี่ก็พูดอยู่ว่าการดัดแปลงร่างกายได้ช่วยเหลือเขาไว้มากตอนที่เขาเริ่มรวบรวมอำนาจ’

กิลด์ได้ถูกประคองเอาไว้ด้วยวิธีการที่ซับซ้อนในตอนนี้ ทว่าเหตุผลแรกในการสร้างกิลด์นี้ขึ้นคือการตามหาวิหารและทำให้ทุกคนได้รับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกาย

กวานแจกระโดดจากระดับบัลลาดิไปยังระดับมาร์กอช

แน่นอนว่ามันเป็นเหตุผลให้คนที่แข็งแกร่งหลายๆ คนได้แห่มารุมกวานแจที่แสดงให้พวกเขาเห็นทัศนะวิสัยและความเป็นไปได้ของพลังนี้

‘อืม ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่อาจค้นหาวิหารได้เจอ… หากแผนในใจของเขาเป็นไปได้ด้วยดี งั้นพวกเราก็อาจจะสามารถหาวิหารเจอจริงๆ’

กวานแจบอกว่าเขาสูญเสียความทรงจำหลังจากที่ไปยังวิหาร ดังนั้นเขาจึงไม่อาจจำตำแหน่งของวิหารได้

เป้าหมายในการตามหาวิหารเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เขากำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้

หากแผนการสำเร็จ พวกเขาจะสามารถตามหาวิหารได้พบ และอาจจะกระทั่งฆ่ากรากอซได้

แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถถามคนที่ได้รับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกายได้หลังจากที่จับเขาเหรอ?

กวานแจชะงักไปกับคำพูดของจุงซังก่อนจะส่ายศีรษะ

“ไม่รู้สิ เราจะรู้เมื่อเราจับเขาได้นะคุณ รอก่อน เราจะจับเขาได้ในไม่ช้า หนึ่งในดาวไถไปแล้ว”

“…”

‘เป็นการตั้งชื่อที่สุดยอดจริงๆ…’

จุงซังเดาะลิ้น

 

 

ตูม! ตูม!

‘ไอ้หนูโสโครกนี่ ทำไมมันต้องเข้ามาในเขตที่ฉันดูแลด้วย’

หนึ่งในดาวไถของรีโรรีโรเร กอร์ดอน ขมวดคิ้ว

ดาวไถ

แม้ว่าชื่อจะค่อนข้างห่วยแตก แต่พวกเขาคือสมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดเจ็ดคนของกิลด์รีโรรีโรเรที่เป็นเหมือนเสาหลักของกิลด์

แน่นอนว่าพวกเขาทั้งหมดสามารถฆ่ามาร์กอชได้

แต่กอร์ดอนไม่ชอบงานที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้จริงๆ

‘ถึงความสำเร็จสุดท้ายจะอยู่แค่ต่อหน้าฉัน!’

ในไม่ช้าแผนการก็จะสำเร็จ

แล้วความเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกายก็จะพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

‘แล้วฉันก็จะแข็งแกร่งกว่าหมอนั่น’

ผู้นำ คิมกวานแจ อยู่ในระดับมาร์กอชเพราะการดัดแปลง

แต่เขา กอร์ดอน อยู่ในระดับมาร์กอชโดยที่ไม่ได้รับการดัดแปลง

เขายอมอยู่เบื้องล่างหมอนั่นเพื่อที่จะได้รับการผ่าตัดดัดแปลงร่างกาย

แม้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาอยู่เบื้องล่างกวานแจจะเป็นเพราะกวานแจค่อนข้างมีทรัพยากรมาก แต่พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันที่หมอนั่นเพื่อที่จะได้รับบางอย่าง

มิเช่นนั้นมีหรือที่กิลด์จะใหญ่โตถึงขนาดนั้น?

พวกเขาเกาะติดอยู่รอบๆ เพราะมันยังมีอะไรให้พวกเขากอบโกย

ความจริงแล้ว แผนของหมอนั่นได้อยู่ในอีกระดับโดยสิ้นเชิง และมันกำลังเป็นไปได้สวย ดังนั้นพวกเขาจึงติดตามไปโดยไม่เปิดปากบ่น

และเวลาที่จะกอบโกยน้ำหวานก็ได้มาอยู่เบื้องหน้าพวกเขาแล้ว แต่ดันมามีแมงหวี่แมงวันมารบกวนพวกเขาแบบนี้…

‘ชิ ฉันต้องรีบกลับไป… แต่พวกนั้นนี่มันโหดเหี้ยมจริงๆ’

กอร์ดอนเดาะลิ้นขณะที่มองไปยังพวกที่กำลังวิ่งหนีอยู่

ซังจินที่กำลังหนีจากกอร์ดอนใช้สกิลที่เขาขโมยมาจากมิยาโมโตะ <เส้นทางหน้าต่างสวรรค์> เพื่อที่จะหลบหนีขณะที่ตรวจสอบสถานการณ์

แม้ว่าพวกเขาจะมีคนค่อนข้างมาก แต่คนที่อยู่ในระดับบัลลาดิมีเพียงแค่ตัวซังจินเองและอาร์ค มาเรียน

คนอื่นๆ ยังไม่อาจนับได้ว่าอยู่ในระดับนั้น

ดังนั้นแล้วมันจึงค่อนข้างยากในการที่พวกเขาจะรับมือกับหมอนั่นที่อยู่ในระดับสูงแม้ว่าจะเป็นในระดับมาร์กอชด้วยกัน

พวกเขาทำได้เพียงหนี

ซังจินเอ่ยขึ้นไปยังวองยูงที่อยู่ข้างๆ เขา

“โยนไปอีกคน”

“… แกต้องตกนรกแน่ๆ หลังจากแกตาย”

“นายพูดอะไรของนาย ที่นี่ไงนรก”

วองยูงกัดฟันไปกับคำสั่งของซังจินขณะที่เขาถ่ายทอดคำสั่งออกไปโดยใช้สัญลักษณ์

‘เวรเอ้ย การเป็นพ่อที่ดีนี่มันสิ้นหวังซะจริง’

วินาทีที่เขาถ่ายทอดคำสั่งออกไป หนึ่งในดวงตาของลูกกิลด์ทั้ง 150 คนก็เหลือกขึ้นขณะที่เขาถลาเข้าไปหากอร์ดอน

และใช้สกิล <ทลายขีดจำกัด> ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

กิ้งงง

ความเร็วของลูกกิลด์ที่พุ่งเข้าไปหากอร์ดอนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเสี้ยววินาที

ตูมมมม!

จากนั้นลูกกิลด์จึงขวางทางของกอร์ดอนตอนที่อีกฝ่ายเกือบจะมาถึงตัวพวกเขาและเริ่มซื้อเวลา

“ไอ้พวกแมงวันฉิบหายนี่!”

กอร์ดอนหัวเสียจากคนเหล่านี้ที่โดยปกติแล้วจะกระเด็นออกไปเพียงแค่เขาเตะครั้งเดียวแทนที่จะยึดข้อเท้าของเขาเอาไว้เช่นนี้

‘ไอ้เวรเสียสตินี่! ดันให้ทุกคนที่เขาสามารถควบคุมได้เรียนรู้การทลายขีดจำกัด!’

ไม่มีผู้นำกิลด์ใดทำเช่นนั้น

ใครจะไปยอมเป็นลูกกิลด์หากมีข่าวลือแบบนั้นแพร่ออกไป?

<ทลายขีดจำกัด>

มันเป็นสกิลที่รับมาง่ายและค่อนข้างแข็งแกร่งแม้ว่าจะไม่ได้เพิ่มความเชี่ยวชาญของมัน

มันเป็นสกิลที่มีแต่ข้อดี

แต่ไม่มีใครพยายามเรียนสกิลนี้

วินาทีที่คนใช้สกิลนี้ พวกเขาจะได้รับพลังมหาศาลด้วยการเผาไหม้รูนทั้งหมดที่พวกเขามี

สกิลที่มีความเชี่ยวชาญราวๆ 10% จะพุ่งทะยานไปที่ 50% และร่างกายของพวกเขาจะสูญเสียขีดจำกัดของสมองและแสดงพลังที่แต่ก่อนไม่อาจแม้แต่จะเทียบได้ออกมา

มันค่อนข้างดีเพียงพอในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยชีวิต

ในเมื่อมันดีกว่าในการสูญเสียรูนบางส่วนและมีชีวิตอยู่แทนที่จะเสียชีวิต

แต่ปัญหาคือหากสกิลนี้ถูกใช้ตอนที่มีความเชี่ยวชาญสูง พวกเขาก็จะไม่อาจหยุดมันได้เช่นกัน

ความเชี่ยวชาญจะเพิ่มสูงขึ้นหากพวกเขาใช้มัน แต่หากพวกเขาใช้มันตอนที่มีระดับความเชี่ยวชาญสูง พวกเขาก็จะไม่อาจหยุดมันได้

แน่นอนว่าเมื่อพวกเขาใช้มัน รูนในร่างของพวกเขาทั้งหมดจะถูกเผาและสุดท้ายแล้วมันจะเผาไหม้พลังชีวิตของพวกเขาด้วย

สิ่งแรกที่ซังจินทำหลังจากขึ้นมาคือการจับตัวพวกอ่อนแอ สอนสกิลนี้ให้พวกเขา และเพิ่มความเชี่ยวชาญสกิลให้ถึงขีดจำกัดในระดับที่สามารถควบคุมได้

เหตุผลที่ซังจินและลูกน้องของเขาสามารถมาถึงที่นี่ได้โดยที่ไม่มีคนระดับมาร์กอชและมีเพียงแค่ระดับบัลลาดิเป็นเพราะสิ่งนี้

เพราะลูกน้องของพวกเขาเผาไหม้ร่างกายของตนเองและพุ่งออกไปปะทะกับศัตรูของพวกเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับหน่วยกล้าตายในเวลาวิกฤตภายใต้การควบคุมของวองยูง

มันเป็นสิ่งที่ถูกใช้ในสถานที่ที่เหมาะสมและเวลาที่เหมาะสม ทำให้พวกเขาสามารถมาถึงที่นี่ได้โดยที่เสียสละไปเพียงแค่ 30 คนเท่านั้น

และอีก 20 คนได้ตายไปในขณะที่พวกเขาหลบหนี

มีบางอย่างผิดปกติ

ซังจินมักจะฆ่าลูกกิลด์ในวินาทีก่อนที่พวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายเสมอ

ภาพของเขาที่ฆ่าพวกเดียวกันขณะที่กำลังหลบหนีด้วยสกิลหรือมีดบินไม่ได้เป็นสิ่งอื่นใดนอกจากคนบ้า

ซังจินเอ่ยขึ้นกับวองยูงที่กำลังกัดฟันกรอดไม่หยุด

“หนีให้ดีๆ มันไม่มีเวลาให้สู้ หากพวกเราอยู่ที่นี่เพื่อที่จะต่อสู้ งั้นคนอื่นๆ ก็จะมาที่นี่เหมือนกัน นี่คือทางที่ดีที่สุด”

“… ไอ้บัดซบเอ้ย”

“นายหมายความว่าไง ฉันบอกแล้วไงให้ดีๆ กันไว้”

ซังจินยักไหล่ขณะที่เขาเอ่ยตอบวองยูงด้วยน้ำเสียงหวานหยด

แม้ว่าเขาจะเอ่ยออกมาแบบสบายๆ มันก็ไม่ใช่สถานการณ์สบายๆ

ที่นี่ยังคงเป็นพื้นที่ของกิลด์รีโรรีโรเร และคนพวกนั้นจะพุ่งเข้ามาหาพวกเขาจากทุกทิศทางราวกับมด

พวกเขาจะถูกล้อมในวินาทีที่เท้าของพวกเขาหยุดอยู่กับที่เพียงชั่วขณะ

‘เวรเอ้ย เมื่อไหร่นายจะมา เมื่อไหร่กัน?’

ซังจินหอบหายใจขณะที่มองไปยังท้องฟ้า

 

 

“ไปกันเถอะ”

ตูม! ตูมมม!

ฮันซูขยับเท้าของเขาอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงระเบิดอยู่ห่างออกไป

โซเฟีย เตกิลอน และลูกกิลด์คราวน์ก็ทะยานอยู่ข้างๆ ฮันซู

เตกิลอนแสดงสีหน้ากังวลออกมา

“… ถ้ามันยังมีอคารอนเผ่าอื่นอยู่อีก งั้นพวกเขาก็ต้องหลบหนีก่อนที่กรากอซจะพลิกตัว”

“เผ่าอื่น?”

เตกิลอนพยักหน้า

“ถึงพวกเขาอาจจะสร้างวิหารขึ้นแค่แห่งเดียว… เผ่าอื่นๆ ก็อาจจะอาศัยอยู่ในกรากอซ ในเมื่อในร่างของกรากอซมันค่อนข้างกว้าง”

จากที่พวกเขาได้ยินมาจากนักบวชหญิง การเคลื่อนไหวของพวกเขาดำเนินไปด้วยความเร่งรีบอย่างมาก

กระบวนการในการมายังกรากอซวัวนี้ที่อยู่ข้างๆ สิงโตขาว ลาร์ซาร์ ไม่ได้ถูกเตรียมการอย่างสมบูรณ์พร้อม และเพราะแบบนั้นพวกจึงไม่อาจย้ายมาพร้อมกันและข้ามมาโดยเอาชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

แม้ว่าเผ่าที่อยู่กับนักบวชหญิงจะสามารถค้นหาตำแหน่งที่มีพลังงานหนาแน่นไหลผ่านและสร้างวิหารขึ้น แต่มันก็อาจมีเผ่าอื่นๆ อีกสองสามเผ่าที่หลบซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของกรากอซ

ฮันซุครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะส่ายศีรษะ

‘ไม่ใช่เวลาสำหรับเรื่องนั้น’

หากงานของเขาในการหยุดไม่ให้กรากอซพลิกตัวเป็นไปได้ด้วยดี พวกนั้นก็จะมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุขได้อยู่ดี

มันไม่ใช่เวลาให้เขาไปค้นหาพวกนั้นและเจรจา

ฮันซูที่กำลังอ่านคลื่นมานาจากพิราบสื่อสารหันร่างของเขาและมุ่งตรงไปยังทิศทางที่แตกต่างออกไปจากจุดที่เกิดระเบิดขึ้น

โซเฟียแสดงสีหน้างุนงงออกมาจากการกระทำนั้น

“นายกำลังไปไหน? ไม่ใช่ว่ามีคนนำทางนายอยู่เหรอ?”

เธอคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปช่วยเหลือใครบางคน ในเมื่ออีกฝ่ายไล่ตามพิราบสื่อสารไป

ไม่ใช่ว่าเขากำลังจะไปช่วยคนพวกนั้นเพราะคนคนนั้นตกอยู่ในอันตรายเหรอ?

ฮันซูส่ายศีรษะ

“ไม่ จุดหมายของเราอยู่ที่อื่น ไปกันเถอะ

ตำแหน่งที่ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนบนพิราบสื่อสารที่ซังจินส่งออกมา

และข้อความเสริม

<อีกไม่นานมันก็จะกลางคืนแล้ว ดังนั้นก็รีบๆ ไปล้วงโกดังตอนที่ฉันกำลังล่อพวกมัน ฉันจะลากพวกมันไปรอบๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้>

‘ดี’

ฮันซุหัวเราะขณะที่เพิ่มความเร็วขึ้นไปอีกขั้น

 

 

ฟึ่บ

‘ว้าว ฉันจับหมอนั่นไม่ได้ตั้ง 40 นาทีเต็มๆ แล้วเหรอ?’

กอร์ดอนอึ้ง

ในการที่รอบด้านกลายเป็นเวลากลางคืนแล้ว

มันหมายความว่าแผนการของเขาในการจับหมอนี่ ฉีกกระชากอีกฝ่ายให้เป็นชิ้นๆ แล้วจึงย้อนกลับไปพักผ่อนสักงีบได้ถูกทำลายลงแล้ว

ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินอีกฝ่ายพึมพำออกมาขณะที่วิ่งหนี

“ฮืม มันกลางคืนแล้วไอ้โง่”

‘… อะไรนะ?’

วินาทีนั้นเองที่ซังจินพึมพำ ‘ฉันยอมลำบากขนาดนี้เพื่อนาย นายควรจะดูแลฉันให้ดีๆ นะ…’ อย่างเงียบๆ

บางอย่างเริ่มที่จะขยับและตะกายออกมาจากพื้นดินท่ามกลางความมืดมิด

 


TL: โอ้ยยย ซังจิ้นนน ทุ่มทุกอย่างเพื่อปู่สุดดด //โบกป้ายไฟรัวๆ