0 Views

บทที่ 111: กรากอซ (1)

 

 

 

นักบวชหญิง โอเทออน มองไปยังมนุษย์สี่คนเบื้องหน้าเธอด้วยสีหน้าเย็นชา

นางต้องการที่จะฉีกกระชากคนพวกนี้เป็นชิ้นๆ มันจึงจะนับว่าสาสมกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำกับเผ่าพันธุ์ของเธอ ทว่ามันจะไม่เป็นผลดีหากเธอจัดการกับเรื่องนี้ด้วยอารมณ์

ดังนั้นแล้ว เธอจึงได้ปล่อยให้พวกนั้นมีชีวิตอยู่

เพื่อที่จะทำให้อีกฝ่ายทำงานให้กับเผ่าพันธุ์ของพวกเขา

ผู้ที่กินของเหลวที่ถูกส่งต่อกันมาในเหล่านักบวชหญิงจะสูญเสียการควบคุมของร่างกายทั้งหมดและถูกควบคุมโดยกลิ่นที่นักบวชหญิงปล่อยออกมา

ผลจากพลังศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชหญิงที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้และของเหลวที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรากอซ

มันไม่อาจควบคุมคนเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากใช้กลิ่นที่แตกต่างออกไปเจ็ดกลิ่นที่ควบคุมความเกลียด ความภักดี ความกระหายเลือด และประสาทสัมผัสอื่นๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะใช้พวกเขาเป็นกองทัพ

และนักบวชหญิงก็ได้มอบกลิ่นเหล่านั้นให้แก่ฮันซูเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพันธมิตรของพวกเขา

“ถึงแม้ว่าข้าจะอยากเก็บพวกมันไว้เองและใช้พวกมันเป็นทาสจนกว่าจะตาย นี่ก็คือของขวัญสำหรับการที่เจ้าช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของเรา รับมันไป จะปล่อยพวกมันหรือว่าจะเก็บพวกมันไว้ล้วนขึ้นอยู่กับเจ้า”

‘ไม่เลว’

ฮันซูปล่อยกลิ่นออกไปเล็กน้อยและควบคุมคนเหล่านั้น

“ฮ้า!”

จากนั้นเหล่าผู้ที่ถูกปิดปากโดยนักบวชหญิงก็ได้หอบหายใจอย่างรุนแรงขณะที่พวกเขามองไปยังฮันซู

ฮันซูเอ่ยขึ้นกับคนเหล่านั้น

“พูดตามสบายเถอะ ฉันไม่มีความคิดที่จะปิดกั้นคำพูดของพวกนายอยู่แล้ว”

“… ไอ้เวรบัดซบเอ้ย ฆ่าพวกเราแทนเถอะ”

ผลของมันชัดเจนหากพวกเขาต้องทำตัวเหมือนเป็นหุ่นเชิดเช่นนี้

พวกเขาจะถูกฆ่าหลังจากที่ถูกควบคุมโดยพวกที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาเหมือนกับสุนัขล่าเนื้อ

แม้ว่ามันจะค่อนข้างเกินไปหน่อยที่จะเอ่ยมันออกมา มันก็น่ากลัวจนเกินไปในการที่พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่

แต่ฮันซูทำเพียงยักไหล่

“เอาจริงเหรอ? ถึงแม้ว่าฉันจะคิดที่จะปล่อยพวกนายไปหลังจากที่งานของฉันเสร็จน่ะนะ?”

“…?”

ในเมื่อมันดูเหมือนว่ากลิ่นพวกนี้จะได้ผลแค่ในเขตสีส้ม

เขาจะปล่อยคนพวกนี้ไปหลังจากที่งานที่นี่เสร็จ

“มันเป็นสาเหตุที่ฉันบอกให้พวกนายสนิทกับฉันไว้ไง”

“…”

ฮันซูหันหลัง ทิ้งคนทั้งสี่ที่กำลังสงสัยว่าฮันซูกำลังคิดสิ่งใดขณะที่เขามองไปยังโซเฟียที่กำลังเดินตรงมายังพวกเขาหลังจากที่ออกจากถัง

“…”

ฮันซูที่มองไปยังโซเฟียด้วยสายตาแปลกประหลาดเอ่ยถามทารูโฮลที่ยืนอยู่ข้างๆ

“นี่มันไม่เหยียดเพศไปหน่อยเหรอ? มันไม่ได้ดูเหมือนว่าร่างกายของโซเฟียจะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่”

“แน่นอน เราสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายได้อย่างที่ต้องการ”

“…”

“เจ้าก็เห็น เจ้าดูจะผอมเกินไปหน่อย ดังนั้นแล้วพวกเราเลยทำให้เจ้าดูเป็นผู้ชายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่น่าเศร้าที่มันคือขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ของเจ้า จริงๆ แล้วเราอยากจะทำให้เจ้าสูงสักสามเมตร”

“… น่าโล่งใจจริงๆ”

มันจะเป็นปัญหาถ้ารูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงจนแตกต่างไปจากมนุษย์มากขนาดนั้น

ในเมื่อมันอาจจะมีมนุษย์ที่พยายามไล่ตามเขาเพื่อที่จะฆ่าเขาเพราะคิดว่าเขาเป็นสัตว์อสูร

ในตอนนั้นเองที่เสียงคำรามของการล่าที่สำเร็จได้ดังขึ้นห่างออกไป

ฮู่วว! ฮู่ววว!

“พวกมันถูกจับได้แล้ว พวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ ในเมื่อแท่นบูชาเพลิงอนุญาตให้เพียงแค่นักรบเข้าไป เดี๋ยวข้ากลับมา”

ทารูโฮลพลันพุ่งตัวออกไป

 

 

ชายหญิงหกคนถูกลากมายังเบื้องหน้าทารูโฮลหลังจากที่ถูกประณามโดยเหล่านักรบอคารอน

ทารูโฮลมองไปยังทั้งหกที่ถูกมัดร่างเอาไว้ขณะที่เอ่ยขึ้น

“เราจะสังเวยพวกเจ้าให้กับแท่นบูชาเพลิง”

“…”

แท่นบูชาเพลิง

มันเป็นเรื่องง่ายๆ

นำพวกเขาไปไว้บนแท่นบูชาเพลิงหลังจากที่เติมเต็มร่างกายของคนพวกนั้นด้วยของเหลวดัดแปลงร่างกาย

เพียงแค่ของเหลวสีเงินนั่นก็สร้างความเจ็บปวดมากพอแล้ว แต่เปลวเพลิงจะแผดเผาพวกเขาจากภายนอก

พวกเขาจะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากการที่อวัยวะภายในถูกทำลายด้วยของเหลวสีเงินและภายนอกถูกไฟเผา

ส่วนที่เลวร้ายที่สุดคือพวกเขาจะไม่ตาย

ในเมื่อของเหลวสีเงินนั้นทำงานของมันอยู่แม้ว่าจะไม่ได้เชื่อมต่อกับร่างกาย

ของเหลวนั่นจะสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับรักษาพวกเขาไปในเวลาเดียวกัน

และมันใช้เวลา 7 วันกว่าคนพวกนั้นจะตายอย่างแท้จริงเมื่อของเหลวนั้นหมดพลังของมันไปอย่างช้าๆ

มันย่อมเป็นเรื่องที่น่าตกใจหากมันจบลงแค่นั้น แต่หากพวกเขาตัดสินใจว่าบาปนั้นใหญ่โตกว่านั้น พวกเขาก็จะรักษาคนเหล่านั้นใหม่ โยนร่างของพวกเขาลงไปในของเหลวสีเงินก่อนจะสังเวยคนเหล่านั้นอีกครั้ง

“มีอคารอนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ตายเพราะพวกเจ้า บาปของพวกเจ้าหนักหนายิ่งนัก แต่… เราไม่มีเวลามาดูพวกเจ้าในเมื่อพวกเรายุ่งมาก จงดีใจเสียเถอะ การที่สามารถตายได้ในเจ็ดวันนับเป็นคำอวยพรที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”

มิเรียนแสดงสีหน้าเย็นชาออกมาเมื่อได้ยินคำพูดของทารูโฮล

แม่ว่าพวกเขาจะทำผิด แต่พวกเขาก็ยังคงไม่อาจมองไปยังคนที่ต้องการจะฆ่าพวกเขาด้วยสีหน้าดีๆ ได้

ทารูโฮลมองไปยังสายตาเหล่านั้น ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“แต่มันมีทางที่จะไม่ต้องถูกบูชาในแท่นบูชาเพลิง ในเมื่อการลงโทษนี้โหดเหี้ยมยิ่งนัก เราจะให้โอกาสพวกเจ้าในการมีชีวิตอยู่”

“!”

“มันง่ายมาก หากมันมีอคารอนแม้แต่ตนเดียวในที่นี้ต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่ แม้จะมีแม้เพียงคนเดียว การลงโทษนี้ก็จะถูกเลื่อนออกไป”

“…”

“หนึ่งวันต่อหนึ่งอคารอน”

ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหมือนกับการที่พวกเขาต้องขอร้องอคารอนเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่

และจำนวนของอคารอนที่พร้อมจะให้อภัยพวกเขาจะเพิ่มขึ้นตามการกระทำของพวกเขา

หากพวกเขาทำตัวเหมาะสม ถ้าอย่างนั้นอคารอนที่ต้องการช่วยเหลือพวกเขาย่อมออกมา และหากพวกเขาทำตัวไม่ดี คนที่ต้องการช่วยพวกเขาก็อาจจะเปลี่ยนใจ

ทารูโฮลหยุดพูด จากนั้นจึงมองไปยังทั้งหกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“10 นาที หากมีแม้แต่คนเดียวออกมา งั้นพวกเจ้าก็คงซื้อเวลาได้บ้างเป็นอย่างน้อย”

ทาเรสรีบมองไปยังไอเลนเมื่อได้ยินเช่นนั้น

อคารอนคนอื่นๆ ไม่แม้แต่ขยับ

ในเมื่อพวกเขาทั้งหมดมองไปยังทาเรสด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร

ความจริงแล้ว นักบวชหญิงได้มั่นใจจนถึงขั้นเตรียมแท่นบูชาเอาไว้แล้ว

ไอเลนคือความหวังเดียวของพวกเขา

“ไอเลน! ได้โปรด! ให้โอกาสฉันครั้งหนึ่ง! ฉันจะทำทุกอย่างที่เธอพูด!”

ไอเลนแสดงสีหน้าขมขื่นออกมา

เผ่าพันธุ์ของเธอนับร้อยได้ตายลงเพราะคนพวกนี้

แต่ในทางกลับกัน หากคนพวกนี้ไม่ได้ปรากฏตัว เธอก็คงไม่อาจกลับมาอย่างปลอดภัยจากภารกิจได้

ในเมื่ออย่างน้อยความตั้งใจของพวกเขาก่อนหน้านั้นก็เป็นความจริง

ไอเลนเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า

“คนที่ข้าช่วยได้ หนึ่งคน หนึ่งเสียงของข้าต่อหนึ่งวัน ข้าสามารถเลื่อนให้ได้เพียงคนเดียว”

“…”

“พวกเจ้าเลือกกันเอง ข้าจะช่วยให้คนหนึ่ง”

ทั้งหกคนมองหน้ากันจากคำพูดนั้น

พวกเขาเป็นเพื่อนกัน

คนอื่นๆ อาจจะทรยศกันและแทงข้างหลังกัน แต่พวกเขาทั้งหกไม่มีความคิดเช่นนั้นแม้แต่ครั้งเดียวในเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ทรยศอคารอน แล้วจากนั้นก็อ้อนวอนให้อคารอนที่นี่ช่วยชีวิตพวกเขา

ทาเรสแสดงสีหน้าสิ้นหวังออกมา

‘ตายด้วยกันยังดีกว่าทำเรื่องแบบนี้’

ความคิดในการที่ตายพร้อมกันหกคนและคนคนหนึ่งรอดจากการสู้กันเองได้ยันกันอยู่ภายในศีรษะของเขาพักหนึ่งหลังจากที่ชั่งน้ำหนักของทั้งสองฝั่ง

มิเรียนแสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาพร้อมเอ่ยขึ้น

“ฉันไม่สนใจ แม้ว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ มันก็หมายความว่าฉันต้องเลียตูดพวกมันไปตลอดชีวิต ฉันพอแล้ว”

ทาคุยะพึมพำเช่นกัน

“ฉันก็พอแล้วเหมือนกัน แม้ว่ามันจะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าหากไม่มีใครนอกจากไอเลนยอมให้เรามีชีวิตอยู่ต่อ จะยังไงเราก็ต้องตาย ฉันเหนื่อยแล้ว”

เมื่อทาเรสได้ยินเช่นนั้นเขาก็ตัดสินใจได้และเอ่ยขึ้น

เขาคือผู้นำและความผิดทั้งหมดล้วนตกอยู่ที่เขาที่ตัดสินใจทำเช่นนี้

“ฉันเองก็พอแล้ว คนที่เหลือคือ…”

ทาคุยะส่ายศีรษะเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ไม่ นายต้องมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะยังไง และฉันมีคำข้อสำคัญมากๆ ให้นายทำ ได้โปรด มีเพียงแค่นายเท่านั้นที่จะทำได้”

ทาเรสตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใดก่อนจะกัดฟันกรอด

 

 

ในขณะที่ทารูโฮลกำลังจัดการปัญหา ฮันซูและโอเทออนได้พูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

“เจ้าจะแก้ปัญหาของกรากอซตอนนี้เลยหรือ?”

ฮันซูผงกศีรษะ

‘ฉันเกือบจะทำเสร็จแล้ว’

เมื่อเขาจัดการปัญหาของกรากอซและสร้างยารักษาด้วยการฆ่าทิราดัส ทุกสิ่งที่เขาต้องทำบนกรากอซวัวนี่ก็จะหมดลง

‘… จะยังไงความเจ็บปวดในตอนนี้ของฉันก็แก้ได้ด้วยการฆ่าทิราดัสอยู่ดี’

ดังนั้นแล้วเขาจึงต้องเอ่ยขออีกฝ่ายในตอนนี้

“ฉันมีเรื่องจะขอ”

“อะไรล่ะ?”

ฮันซูกระซิบกับโอเทออน

“ในขณะที่ฉันจัดการกับปัญหาของกรากอซ ล่อกรากอซตัวนี้ไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์ของเธอ ไปยังสิงโตขาว ลาร์ซาร์”

สีหน้าของโอเทออนเจิดจ้าขึ้นขณะที่เธอเอ่ยขึ้น

“เจ้ากำลังคิดจะรักษาสิงโตขาวหรือ?”

ฮันซูผงกศีรษะ

กรากอซที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดากรากอซ สิ่งที่ถูกภัยพิบัติแห่งความตายกลืนกินอย่างสมบูรณ์และจมลงสู่ก้นของทะเลลาวา

แม้ว่ามันจะมีรูปลักษณ์ของสิงโต มันกลับมีนิสัยที่สง่างามและอ่อนโยน ทั้งยังไม่โจมตีกรากอซตัวอื่นๆ ง่ายๆ ลาร์ซาร์คือสัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ของพวกนาง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงแค่ผู้นำเผ่าและหัวหน้านักบวชที่จะสามารถอาศัยอยู่ได้

ทว่าสิงโตขาวนั้นจะสามารถยืนขึ้นได้อีกครั้งหากพวกเขามียารักษา

กลับไปสง่างามเช่นในอดีต

“เรื่องนี้ทำให้ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”

มันเป็นสาเหตุให้ฮันซูต้องช่วยเหลือนักบวชหญิงอคารอนให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

นักบวชหญิง

ผู้ที่มีพลังในการสื่อสารกับกรากอซ

แม้ว่านักบวชจะไม่มีพลังในการควบคุมกรากอซแต่อย่างใด แต่พวกเขาก็ยังสามารถใช้วัสดุพิเศษกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาในการทำให้กรากอซมุ่งหน้าไปยังกรากอซตัวอื่นๆ

‘อืม จริงๆ แล้วมันก็คือการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศนั่นแหละ’

วิธีการเดียวในการที่จะควบคุมกรากอซที่ทำตัวตามที่ต้องการ

แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูมากมาย มันก็เป็นพลังอันล้ำค่าที่อคารอนที่อาศัยอยู่บนมันที่สามารถพลิกตัวได้ตลอดเวลา และสามารถใช้มันในการช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของพวกเขาได้

มันเป็นสาเหตุให้พลังของนักบวชหญิงที่สามารถสื่อสารกับกรากอซได้มักจะเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและน่าเคารพมากกว่าผู้นำเผ่าที่สู้อยู่ที่แนวหน้าสุด

สีหน้าของโอเทออนเปลี่ยนแปลงไปหลังจากได้ยินคำพูดของฮันซู

‘เขาทำได้จริงหรือ…’

หากพวกเขาสามารถฟื้นฟูสถานที่แห่งนั้นได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะได้รับดินแดนที่กว้างใหญ่และปลอดภัย

ในเมื่อลาร์ซาร์ สิงโตขาว คือกรากอซที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไม่มีสิ่งใดสามารถคุกคามมันได้

ทว่าเตกิลอนแสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมาเมื่อเขาได้ยินบทสนทนานั้น

‘… เขาก็ยังไม่อาจมีพื้นที่เพียงพอในการรองรับมนุษย์ทั้งหมดด้วยลาร์ซาร์เพียงตัวเดียวอยู่ดี เขาคิดอะไรอยู่?’

จะอย่างไรก็ตาม บทสนทนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“งั้นพวกเราจะนำเผ่าของพวกเราตรงไปควบคุมสัตว์ศักดิ์สิทธิ์”

ตำแหน่งของพวกเขาถูกค้นพบแล้ว

ในเมื่อมันไม่มีอะไรมายืนยันว่าคนพวกนั้นจะไม่เอ่ยอะไรแม้ว่าพวกเขาจะจู่โจมเข้ามาทันทีที่พวกเขาได้รับสัญญาณ

ฮันซูผงกศีรษะ

เขาต้องเคลื่อนไหวด้วยตัวเองในตอนนี้

‘ชิ ถึงมันจะดีกว่าถ้าอคารอนช่วย…’

ฮันซูเดาะลิ้น

ยิ่งเขามีกำลังคนมากเท่าใดก็ยิ่งดี ทว่าอคารอนเองก็ไม่เหลือให้ใช้มากนักเช่นกัน

ในเมื่อการทะลวงผ่านป่าที่เต็มไปด้วยมาร์กอชเพื่อที่จะควบคุมกรากอซไม่ใช่งานง่ายๆ

ในตอนนั้นเองที่พิราบสื่อสารสีแดงได้บินไปยังฮันซู

พิราบสื่อสารที่เร่งรีบได้ระเบิดออกและส่งต่อข้อความ

<เฮ้! นายไม่ได้บอกฉันว่ามีพวกคนแบบนี้อยู่ที่นี่ด้วย! รีบมาที่นี่เร็ว!>

“หืมม”

ในข้อความที่ส่งมาได้มีเหตุผลของการขาดแคลนของเหลวร่างกายที่ซังจินค้นพบอยู่ด้วย

ฮันซูเดาะลิ้นขณะที่เขาอ่านข่าวเกี่ยวกับสาเหตุของมัน

‘… กิลด์รีโรรีโรเร คนพวกนี้เป็นปัญหาหรือ? จะยังไงก็เถอะ ฉันควรจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ ตำแหน่งของมันค่อนข้างแปลกประหลาด’

แม้ว่าซังจินจะค่อนข้างแข็งแกร่ง มันก็ดูเหมือนว่าเขาได้ปะทะกับคนในระดับมาร์กอช

ฮันซูเอ่ยขึ้นกับโอเทออน

“แล้วเจอกัน โปรดเก็บกวาดที่นี่ให้ดีๆ”

จากนั้นฮันซูจึงนำโซเฟียและลูกกิลด์คนอื่นๆ ไปและมุ่งหน้าตรงไปยังบางแห่งอย่างรวดเร็วผ่านรูบนเพดาน

‘ข้าหวังให้เจ้าโชคดี หากเจ้าทำมันได้งั้น… เราจะรู้สึกขอบคุณเจ้ามากจริงๆ’

บางทีมันอาจจะถึงจุดที่พวกเขาต่อสู้ร่วมกับมนุษย์ข้างๆ ฮันซูได้

โอเทออนมองไปยังทารูโฮลที่เดินมายังเธอด้วยสีหน้าซับซ้อนหลังจากที่ส่งฮันซูออกไป

“เป็นยังไงบ้าง?”

ทารูโฮลเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

“ไอเลนช่วยไว้คนหนึ่ง”

“งั้นอีกห้าคนก็ไม่รอดสินะ? เราต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้ ส่งอีกห้าคนไปที่แท่นบูชาเพลิงแล้วออกเดินทาง”

ภาพการล้มตายของอคารอนจากการรุกรานของมนุษย์ยังคงชัดเจนอยู่ในสมองของเธอ

เจ็ดวันมันห่างไกลสำหรับคำว่าพอ แต่พวกเขาไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นเมื่อพวกเขาต้องเดินทาง

แต่ทารูโฮลส่ายศีรษะ

“ไม่มีใครให้ไปที่แท่นบูชาเพลิง”

“อะไรนะ?”

ทารูโฮลนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

“… คนที่ถูกเรียกว่าทาเรสตัดหัวของอีกห้าคนทันทีที่เขาถูกปล่อย”

“เจ้าหยุดมันไม่ได้หรือ?”

ทารูโฮลพยักหน้า

“พวกมันอยู่ใกล้กันเกินไป และมันอาจจะต่างออกไปสำหรับคนอื่น แต่หมอนั่นใช้วิชาแปลกประหลาด มันไม่ได้ดูเหมือนกับสกิลที่มนุษย์พูดถึง”

“มันถูกเรียกว่าลักษณะพิเศษหรือเปล่า?”

โอเทออนแสดงสีหน้าประหลาดใจ

‘มันหมายความว่าพวกเราต้องเอาหมอนั่นไปด้วหรือ?’

โอเทออนขมวดคิ้ว

มนุษย์ที่เธอชอบและเกลียดที่สุดได้ปรากฏตัวขึ้นในเวลาเดียวกัน

ในเมื่อคนหนึ่งไปแล้ว ตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะดูแลอีกคนหนึ่ง

หากพวกเขานำตัวหมอนั่นไปด้วย งั้นพวกเขาก็จะตราเขตแดนขนาดย่อไว้ที่อีกฝ่าย

หนึ่งวันต่อหนึ่งอคารอน

วินาทีที่หมอนั่นไม่ได้รับการยอมรับจากอคารอนตนหนึ่ง ของเหลวสีเงินก็จะถูกเทเข้าไปในร่างของเขาจากเขตแดนและมันจะจุดร่างของเขาให้ลุกเป็นไฟ

เขาจะกลายเป็นแท่นบูชาเพลิงในจุดนั้น

‘หากเจ้าพยายามที่จะทดแทนบาปที่เจ้าได้สร้างขึ้นกับพวกเราจริงๆ งั้นเจ้าก็ต้องมีชีวิตอยู่ แต่… โอกาสที่เรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นมีน้อยนัก’

แม้ว่าโอกาสที่หมอนั่นจะมีชีวิตอยู่จะน้อย แม้ว่าพวกเธอจะพาหมอนั่นไป เธอก็ไม่ต้องการจะปล่อยให้เกิดโอกาสผิดพลาดแม้เพียงเศษเสี้ยวในงานที่จะตัดสินความเป็นตายของเผ่าพันธุ์ของเธอ

แม้ว่ากฎจะสำคัญ มันก็ไม่มีกฎหากเผ่าพันธุ์ไม่หลงเหลืออยู่

‘ข้าควรฆ่าเขา’

โอเทออนคิดเสร็จก็ส่งสัญญาณหนึ่งก่อนจะตะโกนไปยังอคารอนที่อยู่ใกล้ๆ เสียงดัง

“เราเองก็ออกเดินทางได้แล้ว มันเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

จากนั้นพวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังป่าฮอร์นที่ตั้งอยู่ที่ระหว่างเขาทั้งสอง

 


TL: ปู่จะไปหานุ้งซังจินแล้ววว//โบกป้ายไฟ