0 Views

“เธอยังเป็นเด็กอยู่นะ ไม่ควรพูดว่าดอกทอง เข้าใจไหม?” เย่ฉางพูดอย่างทำอะไรไม่ถูก

 

“หนูเข้าใจแล้วคะคุณพ่อ” เย่เทียนพยักหน้าและคิดตรึกตรอง จากนั้นเธอก็นึกถึงคำศัพท์อื่นๆและถามขึ้น “แล้วคนชั้นต่ำล่ะ พูดได้ไหมคะ?”

 

“ไม่ได้ เธอไปนอนได้แล้ว!” เย่ฉางพูดอย่างเคืองๆในขณะที่เคาะหัวเล็กๆของเธอเบาๆ

 

“โอ้! งั้นราตรีสวัสดิ์คะคุณพ่อ” เย่เทียนหันหลังเดินเข้าห้องไป แต่เธอคิดถึงบางสิ่งบางอย่างและถามอย่างเงียบๆว่า “คุณพ่อ แล้วหินสามชีวิตล่ะคะ เราเอามันมาเปลี่ยนแปลงชีวิตในอดีตไม่ได้หรือ?”

 

เย่ฉางตกใจ เธอรู้เรื่องหินสามชีวิตได้ยังไง? หรือว่าเธออาจเห็นมันในระหว่างการสะท้อนผ่านความทรงจำจากเขา เขาจำได้ว่าในความทรงจำของเขามีฉากที่ตัวเองกำลังจ้องมองก้อนหินที่แทบว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิงก้อนหนึ่ง เขาพูดอย่างเศร้าๆว่า “อืม เราทำไม่ได้ …”

 

เย่เทียนเห็นปฏิกิริยาของเย่ฉ่างจึงไม่พูดอะไรต่อ เธอพยักหน้าช้าๆและกลับไปที่เตียงของเธอ

 

อูนามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เธออยากจะถามเย่ฉาง เมื่อเธอเห็นว่าเย่เทียนได้กลับไปนอนแล้ว และมีเพียงเย่ฉางยืนอยู่ที่ระเบียงคนเดียว เธอรีบเดินไปข้างๆเขา แต่ก่อนที่เธอจะเปิดปากถาม เย่ฉางก็พูดขัดขึ้นมาก่อน

 

“ฉันรู้ว่าเธอต้องการถามอะไร จริงๆแล้ว ในตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นมนุษย์เทียมเหมือนกัน แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนความทรงจำของฉันได้ค่อยๆกลับคืนมา ตอนนั้นเองฉันถึงรู้ว่าฉันเกิดมาจากอะไร และพอฉันรู้ว่าเป็นมนุษย์เทียม ฉันจึงไม่กล้าบอกใครๆ มันยากมากที่จะทำใจยอมรับได้ แต่ในที่สุดฉันก็ต้องยอมรับและก้าวผ่านมันไปให้ได้ เพราะยังมีคนที่ฉันต้องคอยปกป้องอยู่ แต่ในเวลานั้นก็เป็นเพราะฉันอีกนั้นแหละ ที่ทำให้อาเฉียงประสบปัญหาบางอย่าง …” เย่ฉางพูดโดยไม่มองหน้าเธอ เขายังคงมองดูท้องฟ้าในยามค่ำคืนและจิบเบียร์ต่อไป เรื่องราวต่อจากนั้นที่เขาไม่ได้เล่าให้เธอรู้ ก็คือนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในตอนที่เขาฟื้นคืนความทรงจำ เขาก็ได้รับพลังที่เหนือมนุษย์ และยังได้เข้ารวมองค์กรที่มีอำนาจองค์กรหนึ่ง เขาสังหารศัตรู,มีเพื่อนพ้องเพิ่มขึ้น,ได้รับคำเชิญและภารกิจต่างๆมากมาย และเขายังต้องดูแลอาเฉียงที่เป็นเหมือนญาติสนิทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา และที่สำคัญมันเป็นคำร้องขอจากซินหยู่ ผู้หญิงที่เขารักอย่างหมดหัวใจ เขาแสดงรอยยิ้มอย่างไม่แยแส “ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันสบายดี”

 

อูนาค่อยๆกอดเขาจากด้านหลัง และแนบใบหน้าเธอไว้กับแผ่นหลังที่ผอมแห้งของเขา “ฉันไม่สนใจว่าใครจะช่วยหรือจะปกป้องใครอะไรยังไง แต่ที่ฉันสนใจที่สุดคือ ฉันอยากให้ระยะห่างระหว่างเราสองคนนั้นแคบลงมามากขึ้น นายยังจำการพบกันครั้งแรกของเราได้หรือไม่?”

 

เย่ฉางพยักหน้าช้าๆ ตอนนั้นเธอเป็นผู้หญิงที่เคว้งคว้างไร้จุดหมาย เป็นหญิงสาววัยรุ่นที่ไร้เหตุผลและโมโหง่าย “ตอนนั้นเธอเป็นเพียงผู้หญิงบ้าบิ่นคนหนึ่ง”

 

“ไปตายซะ!” อูนาพูดด้วยรอยยิ้มแบบเคืองๆ แต่มันดูอ่อนโยนมาก ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับเธอ เธอเพิ่งได้รับข่าวว่าพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตก และมันก็เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ เธอรู้สึกเหมือนว่าเพียงแค่ชั่วพริบตา เหมือนโลกทั้งโลกได้ทอดทิ้งเธอไป เธอเหลือเพียงตัวคนเดียว เธอเสียใจและเคว้งคว้างอย่างมาก ในแต่ละวันที่เธอมาเรียนที่มหาวิทยาลัย ทุกๆอย่างมันดูไม่คุ้นเคยจนบางครั้งเธอไม่สามารถยกศีรษะได้ เธอรู้สึกเหมือนอากาศกำลังกดเธอลงไป เธอเงยหน้ามองและรีบเดินไปที่ห้องเรียนจนเธอได้เดินชนกับเขา เธอล้มลงและฝืนตัวพยายามคลานขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด ทันใดนั้นก็มีแขนสีขาวยื่นมือออกมาช่วยดึงตัวเธอขึ้นมา เธอค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเขา และในเวลานั้นเธอรู้สึกกลัวเขาเล็กน้อย เขามีลักษณะที่แปลกประหลาดมาก เขาเหมือนเป็นพวกอันธพาลที่เสแสร้งทำเป็นคนดีมาช่วยเหลือเธอ เธอรีบขอบคุณเขาและยังเรียกเขาว่ารุ่นพี่อีกด้วย แต่เธอมารู้ทีหลังว่าเขานั้นเป็นแค่น้องใหม่ในภาควิชาปรัชญา ทำให้วันนั้นเธอมาเรียนสายเป็นครั้งแรก เมื่อเธอนึกมาถึงตอนนี้ เธอไม่สามารถหยุดการหัวเราะได้

 

“ไปนอนได้แล้ว มันดึกมากแล้วนะ” เย่ฉางมองเวลาจากภาพโฮโลแกรมในระยะไกล

 

“อืม” อูนาค่อยๆปล่อยมือที่กอดเขาออก และเดินกลับเข้าไปข้างใน “ราตรีสวัสดิ์…”

 

“ราตรีสวัสดิ์ …” เย่ฉางหัวเราะเบาๆ เขาบดบี้กระป๋องเบียร์ด้วยมือข้างเดียวและยังคงชมทัศนียภาพต่อไป จู่ๆเขารู้สึกว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาหาเขาอีกครั้ง เขาจึงพูดขึ้น “อาเฉียง ฉันสบายดี”

 

“เพื่อน นายชอบทำอะไรด้วยตัวคนเดียวมากเกินไป”จางเจิ้งเฉียงเดินเข้ามากอดคอเย่ฉางและพูดขึ้น

 

“เด็กน้อย! นายไม่ต้องมาเป็นห่วงฉันหรอก รอให้นายโตกว่านี้และแต่งงานกับภรรยาที่ดีได้เสียก่อน นั่นจะถือว่าเป็นการลดความกังวลของฉันลงได้ เจ้าเด็กตูดเหม็น …” เย่ฉางตีหลังหัวของจางเจิ้งเฉียงและพูดเย้าเหย่

 

“อ่า! อย่ามาถากถางฉันหน่อยเลย แล้วนายล่ะ? ทำไมไม่ยอมหาแฟนเสียที” จางเจิ้งเฉียงพูดอย่างเฉื่อยชา

 

“ฉัน?” เย่ฉางส่ายหัวอย่างเศร้าๆ

 

จางเจิ้งเฉียงคิดในใจว่า ‘นายยังคงจมอยู่กับการตายของพี่สาวฉันอยู่อีกหรือ?’ เขาต้องการจะถามเพิ่มเติม แต่หลังจากคิดสักครู่เขาจึงไม่ได้ถามอะไรออกไป เขาได้เพียงแต่ยืนอยู่ข้างๆเย่ฉางและเขาได้แต่พูดในใจต่อไปว่า ‘เพื่อน! นายเป็นคนที่ใจดีมาก นายไม่เคยคิดถึงตัวเองก่อนเลยสักครั้ง นายมักจะคิดถึงคนรอบๆข้างก่อนอยู่เสมอ’ จางเจิ้งเฉียงคิดถึงช่วงเวลาที่พี่สาวเขาตาย วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก เย่ฉางอุ้มร่างที่ไร้ชีวิตของพี่สาวเขาเข้ามาในบ้าน ร่างของเขาและร่างพี่สาวเต็มไปด้วยเลือด เขาร้องไห้อย่างขมขื่นและน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาอย่างสายน้ำ เย่ฉางมองมาที่เขาและพูดว่า “อาเฉียง ฉันขอโทษ ฉันขอโทษด้วย…ฉันคิดว่าจะสามารถช่วยเธอกลับมาได้ แต่ฉันไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นกับดัก” แม้ว่าจางเจิ้งเฉียงจะไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็เชื่อใจเย่ฉาง เพราะเย่ฉางเป็นเหมือนญาติสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา และในรุ่งขึ้นพวกเขาก็นำร่างของเธอไปฝัง วันนั้นทั้งวันเย่ฉางก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องของเขาเพียงลำพัง และจู่ๆเขาก็หายตัวออกจากบ้านไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อตอนเขากลับมาบ้าน เขามีท่าทางผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขามีรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นขณะที่มองจางเจิ้งเฉียง “อาเฉียง เธอได้จากเราไปแล้ว และในตอนนี้เธออาจจะเกิดใหม่อยู่ที่บ้านของใครสักคน”

 

จางเจิ้งเฉียงออกจากความคิดเขา เขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่สาวเขา เพราะการตายของเธอทำให้เย่ฉางยังคงโทษตัวเองอยู่ เนื่องจากเขาไม่ได้รู้มาก่อนว่าเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งในสมอง ทำให้ไม่สามารถช่วยรักษาเธอได้ จางเจิ้งเฉียงเกลียดพี่สาวที่ไม่ได้บอกอะไรกับเขาเลย แต่เธอเลือกที่จะฆ่าตัวตายแทน เขาเกลียดเธอมากยิ่งขึ้นที่จากพวกเขาไปเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่จางเจิ้งเฉียงรู้สึกเสียใจมาโดยตลอด ทำไมเธอถึงไม่ยอมบอกพวกเขากัน? แต่เธอกลับตัดสินใจอย่างเห็นแก่ตัวและเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระแก่พวกเขา ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เย่ฉางต้องเจอกับฝันร้ายแทบทุกคืน แต่ในตอนนี้เขาดีขึ้นมากแล้ว พวกเขาได้ยินเสียงกรนของหลินหลี่ภายในห้องเล็กๆ เขาแสดงรอยยิ้มสดใส ใช่แล้ว! ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแล้ว เรื่องเลวร้ายในอดีตก็ควรปล่อยให้มันจบๆไป เขาพูดขึ้น “ฉันจะไปนอนละ…”

 

เย่ฉางพยักหน้าช้าๆ เขาโยนกระป๋องเบียร์ลงถังขยะ “พรุ่งนี้ ในเกมฉันจะทำปีกนกยักษ์ย่างหมักด้วยน้ำเมือกสไลม์ มันน่าจะมีรสชาติไม่เลวทีเดียว”

 

“อ่า …” จางเจิ้งเฉียงมีอาการขนลุกและแสดงออกอย่างขมขื่น “เพื่อน …ไม่ดีมั่ง”

 

เย่ฉางห่มผ้าให้หลินหลี่และลูบหัวเย่เทียนเบาๆ แล้วเขาก็กลับไปที่เตียงนอนของเขา “นอนซะ…”

 

“เฮ้อ ~~” จางเจิ้งเฉียงถอนหายใจลึกๆ

 

เช้าของวันรุ่งขึ้น

 

ทั้งห้าคนนั่งล้อมเป็นวงกลมเพื่อกินอาหารเช้าร่วมกัน

 

“คุณพ่อ เมื่อคืนนี้หนูได้รวบรวมข้อมูลบางอย่างในเกม Conviction มาแล้ว หนูจะรีบเก็บเลเวลตามทันทุกคนให้ได้เลย” เย่เทียนพูดอย่างจริงจังขณะดื่มนมถั่วเหลือง

 

“นายอนุญาติให้เธอเรียกนายว่าพ่อได้แล้วหรือ?” อูนามองเย่ฉางอย่างตกตะลึง

 

“ก็เธอชอบพูดแบบนี้ จะให้ฉันทำยังไง?” เย่ฉางยักไหล่และกินขนมจีบต่อ

 

“เทียนน้อย! เธอช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลยนะ เช้านี้เธอยังไม่ได้พูดทักทายฉันเลยนะ!”หลินหลี่หน้ามุ่ยขึ้น

 

“โอ้! สวัสดีค่ะหลินหลี่” เย่เทียนน้อยพยักหน้าและพูดอย่างสุภาพ หลินหลี่หน้ามุ่ยมากขึ้นและเคาะศีรษะของเธอ “เรียกฉันว่าพี่ใหญ่หลี่!”

 

“โอ้! พี่ใหญ่หลี่ …” เย่เทียนพูดอย่างรู้สึกผิด

 

“ดีมาก ต่อไปพี่ใหญ่หลี่คนนี้จะเป็นคนสอนเธอเล่นเกมลูโดเอง …” หลินหลี่กอดอกและแสดงท่าทางเหมือนคนมีวุฒิภาวะที่สูงกว่า

 

“…” จางเจิ้งเฉียงและคนอื่นๆต่างพูดอะไรไม่ออก เจ้าเด็กหลินหลี่คนนี้ … พวกเขาต่างถอนหายใจ และปล่อยให้พวกเขาทั้งสองคนเล่นเกมลูโดกัน

 

ติดตามก่อนใครได้ที่   https://www.facebook.com/Peerless-White-Emperor-169875893804807/

 

****กลุ่มลับถึงตอนที่226แล้วน่ะครับ****