0 Views

หลังจากฉินซานส่ง ThornyRose และภรรยาออกไปแล้ว เขาก็นำเย่ฉางไปที่ห้องอ่านหนังสือ และเอาขวดไวน์ลายครามออกมา “ต้องการดื่มไหม?”

 

เย่ฉางพยักหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ แต่เขาก็ไม่ได้เกลียดมันเช่นกัน “ขอบคุณครับ”

 

ThornyRose ได้กลับไปที่ห้องของเธอ และเริ่มกังวลว่าเย่ฉางจะทำความลับแตกออกมา …

 

“เย่น้อย นายเป็นสมาชิกของกลุ่มมังกรใช่ไหม?” ฉินซานถามในขณะที่ยื่นแก้วไวน์ให้เขา

 

“ผมควรจะอธิบายยังไงดี … เอาเป็นว่าสามารถเรียกได้ว่า ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มมังกรที่ไม่ได้ค่อยมีหน้าที่อะไร” เย่ฉางตอบกลับและรับแก้วไวน์อย่างสุภาพ

 

ทั้งสองคนดื่มไวน์รวดเดียวจนหมดแก้ว ฉินซานไม่รู้ว่าเย่ฉางมีตำแหน่งอะไรในกลุ่มมังกร แต่เขาก็คาดเดาว่าควรจะเป็นสมาชิกภายนอกที่มาประจำการในเมืองหลินไห่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากหน่วยข่าวกรองของเขา “ฉันมีคำถาม ผมของนายเป็นสีขาวมาตั้งแต่เกิดใช่ไหม?”

 

เย่ฉางพยักหน้า แม้ว่ามันจะไม่ใช่เป็นมาตั้งแต่เกิด แต่มันก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิดเรื่องในคืนนั้น

 

“เย่น้อย ตั้งแต่นายและลูกเซียงวางแผนที่จะอยู่ร่วมกัน ฉันจะไม่ถือว่านายเป็นคนนอกอีกต่อไป ถ้านายว่าง ก็มาเยี่ยมเราในเมืองหลวงนี้ได้ทุกเมื่อ เอาล่ะ ฉันมีหลายคำถามที่จะถามนาย แต่ฉันจะไม่บังคับให้นายพูด ในสิ่งที่นายไม่อยากพูด” ฉินซานกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ และจากนั้นก็เทไวน์ให้อีกแก้วหนึ่ง

 

เย่ฉางมีคำตอบสำหรับทุกคำถามของเขา หลังจากดื่มไปอีกหลายแก้ว เขาก็มองฉินซานที่นอนหลับไป เขาถอนหายใจและหยิบผ้าห่มคลุมตัวฉินซานไว้ แล้วเดินออกจากห้องอ่านหนังสือและเห็น ThornyRose ยืนรออยู่ตรงหน้าห้อง “โย่! ว่าไง …”

 

“โย่ตูดฉันนี่ … คุณพ่อล่ะ?” ThornyRose ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดเล่นด้วย

 

“หลับไปแล้ว” “เย่ฉางพูดอย่างเฉยเมย ThornyRose ประหลาดใจ ผู้ชายคนนี้เป็นนักดื่มตัวยงหรือไงกัน ทำไมเขาถึงไม่เมาเลยสักนิด ทั้งๆที่พ่อของเธอสลบเหมือดไปแล้ว เธอพาเย่ฉางไปที่ห้องพักสำหรับรองรับแขกซึ่งเตรียมไว้สำหรับเขา “คืนนี้นายนอนที่นี่แหละ แล้วค่อยกลับไปเมืองหลินไห่ในวันพรุ่งนี้”

 

“อืม งั้นราตรีสวัสดิ์ …” เย่ฉางหาวและแกะที่รัดผมออก แล้วนั่งลงบนเตียง ทั้งสองต่างมองกันและกันครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธอว่า “ยังไม่ออกไปอีก?”

 

“ฉันอยากถามอะไรนายหน่อย!” ThornyRose ถอนหายใจ จากนั้นเธอก็ปิดประตูและนั่งลงบนโซฟา

 

“เธอเกิดราศีอะไร?” เย่ฉางคิดถึงเรื่องที่จะพูดคุย และถามออกมา

 

“ฉัน!” ThornyRose รู้สึกแน่นหน้าอก แต่เธอก็ต้องยอมตอบคำถามของเขา เธอต้องยื้อเวลาคุยกับเขาไว้สักครู่หนึ่งก่อน ถ้าเธอกลับมาที่ห้องของเธอเร็วเกินไป แม่ของเธอก็อาจจะสงสัยเอาได้ เธอจึงตอบเขาไปว่า “ราศีกันย์ …”

 

“เฮ้อ ~ ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะไม่ได้รับความรักจากคนอื่นๆ เพราะทุกคนเกลียดราศีกันย์มาก” เย่ฉางพยักหน้าและแสดงท่าทางเหมือนผู้รู้

 

ThornyRose รีดคำพูดของเธอออกมาจากฟันที่ยังกัดกันแน่นอยู่ “แล้วนายเกิดราศีอะไร?”

 

“เธอลองเดาดู” เย่ฉางยิ้ม

 

ThornyRose กำหมัดแน่น ‘หน๊อย…เจ้าคนบัดซบคนนี้ อดทน เราต้องอดทนไว้!’ เธอตอบออกมา “ราศีพิจิก …”

 

“เกือบถูก ลองเดาอีกครั้ง” เย่ฉางพูดพร้อมกับเสยผมด้วยมือและพิงผนัง

 

“ราศีตุลย์” ThornyRose ถามอย่างสงสัย ถ้าราศีพิจิกเกือบถูกแล้ว แสดงว่ามันต้องเป็นราศีที่อยู่ใกล้ๆซึ่งอาจเป็นราศีตุลย์

 

“ผิดอีก แต่ตอนนี้เกือบถูกมากขึ้นอีกนิด” เย่ฉางกำลังเก็บหมอน และตัดสินใจจะเอามันกลับบ้าน

 

‘ราศีพิจิกก็แล้ว ราศีตุลย์ก็แล้ว เขากล่าวว่าราศีตุลย์เกือบถูกกว่า แสดงว่ามันควรจะเป็นราศีกุมภ์? ใช่แล้วอันนี้ควรจะถูกต้อง’ เธอคิดในใจและตอบออกมา “ราศีกุมภ์?”

 

“ยังคงผิดอยู่ ลองเดาต่อ…” เย่ฉางเอนตัวลงบนเตียง และหันไปมองดวงจันทร์นอกหน้าต่าง

 

“แล้วมันคือราศีอะไรกัน!?” ThornyRose ตะโกนด้วยความโกรธ

 

“เธอนี่นะ ไม่มีความอดทนเอาเสียเลย ฉันเกิดราศีกลุ่มดาวคนแบกงู” เย่ฉางพูดอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

 

“เชี่ย! ราศีกลุ่มดาวคนแบกงูอะไรของนาย! มันเป็นหนึ่งใน 12 กลุ่มดาวที่ไหนกัน!” ThornyRose ระเบิดเป็นคำสาปแช่งออกมา

 

“มันควรจะเป็น ราศีที่ 13 ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งตัดผ่านสุริยุปราคาระหว่างราศีพิจิกและราศีธนู ซึ่งมันมีการเชื่อมต่อมากมายกับหมู่ 12 ราศี และถูกจำแนกเป็นราศีที่ 13 ขึ้นมา และเพราะเป็นหมายเลขที่โชคร้าย …” เย่ฉางพึมพำพร้อมเอามือกุมหัวขณะเฝ้าดูดวงดาว คำพูดเกี่ยวกับเรื่องราศีกลุ่มดาวคนแบกงูเหล่านี้ เป็นคำที่ซินหยู่ชอบเล่าให้เขาฟัง เขายังจำถ้อยคำเหล่านี้ได้ดี

 

“จริงเหรอ?” ThornyRose หยิบโทรศัพท์ออกมาและเริ่มค้นหาราศีที่ 13 นี้ดู มันมีอยู่ในระบบสุริยุปราคาจริงๆ มันเป็นที่รู้จักกันในชื่อเครื่องหมายดาวดวงที่ 13 ในหมู่นักโหราศาสตร์ที่มีชื่อว่า ราศีกลุ่มดาวคนแบกงู มันมีความหมายถึงความกตัญญูและความคับแค้น ราศีกลุ่มดาวคนแบกงูค่อนข้างจะไม่ได้รับความสนใจจากคนอื่นๆ ตามตำนานกรีกเล่าว่า กลุ่มดาวนี้คือตัวแทนของแพทย์อัจฉริยะชาวกรีกนามว่า แอสคลีปิอุส ซึ่งวันหนึ่งเขาได้ล่วงรู้ความลับของการทำให้ชีวิตเป็นอมตะ จากการสังเกตุสมุนไพรที่งูนำมากินเป็นประจำ เมื่อมหาเทพซุสได้รู้เรื่องนี้เข้า จึงทำการสังหารแอสครีปิอุสทันที เพื่อไม่ให้ความลับของสวรรค์รั่วไหลและเพื่อรักษาสมดุลของโลกมนุษย์ไว้ จากนั้นซุสจึงนำดวงวิญญาณของแอสครีปิอุส ไปประดับเป็นกลุ่มดาวคนแบกงูบนท้องฟ้า เพื่อไว้อาลัยและระลึกถึงเขา …

 

ThornyRose รู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกของเธอ ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์และนิสัยที่แปลกเท่านั้น แต่เขายังมีราศีเกิดที่แปลกมากอีกด้วย ‘เดาๆๆ แบบนี้ฉันจะเดาถูกไหม!? นายให้ฉันเดาราศีทั้ง 12 ถึงฉันตอบหมดทั้ง 12 ราศี นายก็ยังคงบอกว่ามันผิดอยู่ดี! เพราะจริงๆแล้วนายเกิดราศีที่ 13 ฉันจะเดาใบหน้าของนายแทนแล้วกัน!’ เธอกอดอก “เอาล่ะ ราศีกลุ่มดาวคนแบกงูก็ราศีกลุ่มดาวคนแบกงู”

 

“วันนี้เธอกินอะไรไปบ้าง…” เย่ฉางถามคำถามอีกข้อ

 

ThornyRose อ้าปากค้าง เธอไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี ดังนั้นเธอจึงถามเขากลับว่า “นายเคยตกหลุมรักใครบ้างไหม?”

 

เย่ฉางลังเลใจ “ในใจฉันสนใจแค่ธุรกิจของเธอเท่านั้น”

 

ThornyRose ไม่โกรธแต่เธอกลับยิ้มแทน เธอรู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่เธอกลับอยากรู้มากกว่าว่า ผู้ชายประหลาดที่มีลักษณะชั่วร้ายและปัญญาอ่อนคนนี้ เขาจะเคยมีความรักบ้างไหม? มันจิตนาการแทบไม่ออกเลยจริงๆ เธอเดินเข้าไปนั่งข้างเขา “บอกฉันมา…”

 

“ไปๆๆ ชิ้วๆๆ กลับไปที่ห้องของเธอและนอนซะ” เย่ฉางพูดขึ้นพร้อมกลับไล่เธอ เขาลืมคิดไปว่าเขาเป็นแค่แขกไม่ใช่เจ้าของบ้าน

 

“ฉันจะไม่ไปไหน จนกว่านายจะบอกฉัน” ThornyRose พูดขึ้น เธอนอนลงข้างๆเขา พวกเขาหันหน้าเข้าหากัน แต่ด้วยสีหน้าเฉยเมยของเขา มันทำให้เธออยากจะกัดหน้าเขาจริงๆ จากระยะนี้ เธอได้กลิ่นแอลกอฮอล์ในลมหายใจของเขา และเห็นใบหน้าของเขาเป็นสีแดงซึ่งเป็นเพราะดื่มไวน์ อยู่ใกล้ๆกันแบบนี้แล้ว มันทำให้เธอเขินอาย เธอจึงรีบหันหน้าเข้าหากำแพงแทน

 

เย่ฉางถอนหายใจ ไวน์ขวดนั้นมันนั้นแรงมากจริงๆ ปกติไวน์ทั่วๆไปเขาสามารถดื่มได้เป็นพันแก้วก่อนที่จะเริ่มรู้สึกเมา แต่ไวน์นี้ทำให้เขารู้สึกมึนนิดๆ ‘ไม่เลวเลยทีเดียว’ … เขาคิด ในขณะที่เขาหันไปมองเพดาน “ในปีนั้น ฉันยังเด็กอยู่ มันเป็นคืนที่ฝนตกหนักมาก และในตอนที่ฉันเดินผ่านซอยเล็กๆ เพื่อจะไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมปังนึ่ง ฉันบังเอิญได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เสียงนั้นแผ่วเบามากและปนมากับเสียงร้องไห้ ดังนั้นฉันจึงเข้าไปตรวจสอบและพบพี่น้องคู่หนึ่งกำลังนั่งกอดกันอยู่ตรงมุมตึก ทั้งคู่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและร่างกายเปียกปอนไปหมด พวกเขากอดกันเพื่อสร้างความอบอุ่น คนน้องนั้นอ่อนแอมาก ฉันสามารถบอกได้จากการสังเกตุลมหายใจของเขา คุณย่าย้ำบอกฉันเสมอว่า การกระทำความดีจะได้รับการตอบแทนที่ดีเสมอ ดังนั้นฉันจึงเดินเข้าไปหาพวกเขา และใช้ร่มของฉันเพื่อบังฝนให้พวกเขา ฉันถามพวกเขาว่าหนาวและหิวหรือไม่ พวกเขาก็ตอบแบบกล้าๆกลัวๆ และด้วยบุคลิคที่เย็นชาของฉัน พวกเขาเลยคิดว่าฉันเป็นมัจจุราช ที่จะมาพาพวกเขาไปสู่ขุมนรก …”

 

ThornyRose ไม่สามารถหุบยิ้มได้ ถ้าเธอเห็นเขาตอนกลางดึกกับผมขาวแบบนี้ เธอก็คงจะตกใจและคิดเหมือนกับเด็กทั้งสองคนนั้น “แล้วต่อไปเกิดอะไรขึ้น…”

 

เธอได้ยินเสียงหายใจที่สงบของเย่ฉาง เส้นเลือดบนหน้าผากของเธอเริ่มปูดและสั่นขึ้นมา แต่เธอก็ผ่อนคลายลงและยิ้มขึ้นทันที เธอมองใบหน้าที่เงียบสงบของเขา เธอห้ามใจไม่ไหวจนเอื้อมมือออกไปเสยผมขาวที่ปกคลุมหน้าผากของเขา ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เธอรีบลุกขึ้นและวิ่งออกจากห้อง ‘ฉันเป็นบ้าอะไรไปนี่! ฉันเกือบจะทำอะไรบางอย่างที่ฉันไม่คิดว่าจะทำ …’ เธอตบหน้าอกตัวเอง แล้วมองไปที่เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะปิดประตู “ราตรีสวัสดิ์…”