0 Views

ในยามค่ำ ข้างนอกฝนตกหนักและมีพายุพัดโหมกระหน่ำรุนแรง ทุกคนจึงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นชั้นล่างเพื่อดูทีวี

 

“ฉันรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรที่น่าดูเลย…” เย่ฉางพูดขึ้น ในขณะที่เขากดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ

 

“ครั้งล่าสุด ที่เราดูตอนพิเศษของละคร [ศึกพิศวาสสองพี่น้อง] มันยอดเยี่ยมมากเลย ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อาเฉียวจะเปลี่ยนจากผู้หญิงที่อ่อนโยน ไปเป็นราชินีที่ใจร้ายได้ และดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้แสแสร้งทำ แต่ในตอนจบ พวกเขาก็ปรับความเข้าใจกันได้ และผู้หญิงทั้งสามคนก็ได้แต่งกับอาเจิ้ง… เฮ้อ!~ อาเจิ้งช่างเป็นผู้ชายที่โชคดีจริงๆ” จางเจิ้งเฉียงพูดขึ้น และโยกตัวไปมาบนเก้าอี้โยกของเขา

 

“หนูรู้สึกเหมือนกับว่า มันจะมีเรื่องราวที่ซับซ้อนตามมาทีหลังอีก จากที่หนูวิเคราะห์มา อาจจะมีคู่แข่งทางความรักอีกคนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมา และน่าจะเป็นอดีตแฟนสาวที่ป่วยเป็นจิตเวทที่ชื่อว่าอาฉิน ซึ่งเธอเคยลักพาตัวอาเจิ้ง สมัยตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายอีกด้วย” หลังจากเย่เทียนพูดจบ ช่องทีวีหลินไห่ได้เด้งขึ้นมา มันเป็นตัวอย่างของตอนต่อไปของละครเรื่องนี้พอดี หลินหลี่จ้องดูอย่างไม่กระพริบตา มันเป็นฉากในตอนจบของตอนที่แล้ว ซึ่งพวกอาซู,อามู่,อาเฉียวและอาเจิ้ง วางแผนที่จะไปฮันนีมูนกัน อาเจิ้งขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อไปล้างมือ แต่ในตอนที่เขากำลังก้มหน้าเปิดก๊อกน้ำเพื่อจะล้างมือ ทันใดนั้น! ผู้หญิงที่ดูเหมือนผีที่กำลังโกรธอยู่ ได้ปรากฏตัวขึ้นในกระจก อาเจิ้งเงยหน้าขึ้นมามอง และเมื่อเขาได้มองเห็นเธออย่างชัดเจน เขาจึงพูดขึ้นว่า “เป็นเธอนั่นเอง! เธอมาปรากฏตัวที่นี่ได้ยังไงกัน!”

 

ภาพของผีผู้หญิงได้หายตัวไป และกลายเป็นผู้หญิงคนหนึ่งมาปรากฏที่ด้านหลังของเขา เธอค่อยๆเอื้อมมือออกมาลูบไล้บนใบหน้าของเขาจากด้านหลัง “อาเจิ้ง เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป…”

 

ภาพบนทีวีเต็มไปด้วยแสงไฟกระพริบไปมาหลากสีสัน จากนั้นฉากในทีวีก็เปลี่ยนไป

 

“อะไรกัน! อาเจิ้งถูกลักพาตัว!”

 

“มีศัตรูที่น่ากลัวคนใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมา!!”

 

ต่อจากนั้น มันเป็นฉากที่ อาซู,อามู่และอาเจียวกำลังต่อสู้กับ หญิงสาวลึกลับคนนั้นขณะที่กำลังจะลักพาตัวอาเจิ้งไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเธอจะร่วมมือกัน แต่ก็ถูกหญิงสาวลึกลับคนนั้นจัดการลงอย่างง่ายดาย พวกเธอทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูสามีของพวกเธอถูกลักพาตัวไป พวกเธอทั้งสามคน กำลังนั่งเสียใจอยู่ที่สนามบิน แต่ล่ะคนต่างกัดฟันจนเลือดไหล และไม่เต็มใจที่ยอมแพ้แบบนี้อย่างแน่นอน

 

“อดีตของเขาได้กลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง!”

 

“อาฉิน เราเลิกกันเถอะนะ”

 

“ไม่! ฉันทำอะไรผิด!?”

 

“ไม่ มันไม่ใช่แบบนั้น”

 

“ถ้าอย่างนั้น แล้วทำไม!”

 

“เพราะผมได้เจอกับคนที่สวยที่สุดในมัธยมปลายคนหนึ่ง และผมก็ตกหลุมรักเธอ เธอชื่อว่าอามู่…”

 

“เด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายคนหนึ่ง ถูกกักขังโดยแฟนสาวของเขาเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือ เราได้รับการยืนยันแล้วว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ได้ป่วยเป็นจิตเวท” รายงานข่าว

 

“ทั้งสามสาวได้รับรู้ความจริง!”

 

“มันได้เกิดความแตกแยกระหว่าง อามู่และอาซูอีกครั้ง!”

 

“พี่เคยคบกับอาเจิ้งมาตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย! อีชั่ว! อีนังตอแหล!!” ความโกรธของอาซูลุกโชนขึ้นไปจนถึงท้องฟ้า

 

“ก็ในตอนนั้น เธอยังไม่รู้จักเขานี่! อย่ามาโทษฉัน! อีระยำ!” อามู่โมโหจนไม่ยอมถอยเหมือนกัน

 

“สงครามที่ยิ่งใหญ่ครั้งต่อไป ของ [ศึกพิศวาสสองพี่น้อง] กำลังจะกลับมาอีกครั้ง!?”

 

“อาเฉียวล้มเหลวในการเกลี้ยกล่อมสองพี่น้อง ดังนั้นเธอจึงกลับไปที่ศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ผู้พิพากษาสูงสุดที่เป็นอาจารย์ของเธอ มอบอำนาจสูงสุดให้กับเธอ เธอจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือเพื่อตามหาอาเจิ้งได้หรือไม่!”

 

ฉากต่อมา เป็นฉากที่เงียบสงัดในบ้านร้างหลังเล็กๆแห่งหนึ่ง ผู้หญิงที่น่ากลัวคนนี้ ได้ผูกอาเจิ้งติดไว้กับเก้าอี้ เขากรีดร้อง เพื่อขอความช่วยเหลือ “ไม่มีใครสามารถพาคุณไปจากฉันได้อีกต่อไปแล้ว… อาเจิ้ง…ฮึฮึฮึ”

 

“อาฉิน ฉันไม่คาดคิดว่าเธอจะเป็นผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ แก้มัดให้ฉันที แล้วเราออกไปเดินเล่นด้วยกันเถอะ~” อาเจิ้งเห็นว่า หลังจากที่อาฉินได้แต่งหน้าแล้ว เธอสวยมากๆ ซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของเธออย่างสิ้นเชิง

 

“อย่าพยายามมาหลอกลวงฉัน! ฉันไม่มีทางปล่อยคุณไป!” อาฉินพูดขึ้นมา ในขณะที่เธอปิดปากอาเจิ้ง

 

อาเจิ้งต้องการที่จะร้องไห้ แต่เขาไม่สามารถทำได้ ‘นี่มันเริ่มจะไม่ดีซะแล้วสิ…’

 

“สองพี่น้องจะคืนดีกันได้หรือไม่? อาเฉียวสามารถช่วยอาเจิ้งได้ด้วยตัวคนเดียวหรือไม่!? และสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะได้ไปฮันนีมูนกันหรือไม่!? ติดตามได้ในสัปดาห์หน้ากับ ตอนพิเศษของศึกพิศวาสสองพี่น้อง ในตอนที่ชื่อว่า [การกลับมาของอาฉิน]!”

 

“อาเจิ้งเป็นผู้บริสุทธิ์…” เย่เทียนพึมพำ อูนาตกตะลึง ‘ผู้บริสุทธิ์? นี่มันผู้ชายเลวทรามชัดๆ! ถ้าฉันเป็นอาฉิน ฉันจะทิ้งเขาทันทีเลย’ อูนาตัวสั่น ‘นี่ฉันเกือบอินไปกับละครบ้าๆนี่ซะแล้ว แต่ว่าจริงๆแล้ว ช่องทีวีหลินไห่ก็ถนัดกับละครแนวนี้จริงๆ’

 

“ฉันรู้สึกเหมือนกันว่า อาเจิ้งเป็นผู้ชายที่ดีจริงๆ…” จางเจิ้งเฉียงพูดขึ้นมาด้วยความอิจฉา

 

เย่ฉางพยักหน้า …

 

อูนารีบคว้ารีโมทและเปลี่ยนช่องอย่างรวดเร็ว

 

 

ตอนกลางคืน พายุได้สงบลงแล้ว ซึ่งทำให้บริเวณชายทะเลในตอนนี้ มีอากาศที่เย็นสบายเป็นพิเศษ

 

อูนานั่งลงที่ระเบียงชั้นสองและเล่นกีตาร์ของเธอ เธอใช้ปิ๊กดีดท้วงทำนองที่แสนหวาน และปลดปล่อยอารมณ์ของเธอไปกับสายลมยามค่ำคืน มันเป็นเสียงร้องที่เรียบง่ายและไพเราะ ส่วนคนอื่นๆไปนอนกันหมดแล้ว ยกเว้นเย่ฉางที่เดินมานั่งเคียงข้างเธอ “ไม่คิดว่าเธอจะเล่นเพลงที่ฟังแล้วสบายใจขนาดนี้ได้”

 

อูนาจ้องมองไปที่เขา แต่ก็ยังขยับมือเล่นกีตาร์อยู่ เธอเปิดปากและร้องเพลงด้วยเสียงที่สดใส

 

“… จะขอ ให้มีแค่ใคร คนหนึ่ง ที่จะไม่ทำ ให้ช้ำ และไม่ทำให้เราเศร้า ใจ อยากจะเพียงขอ ให้มีซักคนเคียงใกล้ ให้เขา มีความจริงใจ และไม่คิด จะทำร้ายกัน …”

 

“เฮ้อ! เสียงของเธอไม่เหมาะกับเพลงนี้จริงๆ …” เย่ฉางยิ้มและเดินจากไป แน่นอนว่า เขาแค่เพียงหยอกล้อเธอเล่น

 

“เจ้าบ้าเย่ฉาง…” อูนาหยุดเล่นกีตาร์ของเธอ และมองตามหลังเขาอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นเธอก็กลับมาหยิบกีตาร์ และร้องเพลงต่อเบาๆ

 

 

เวลาเช้าตรู่ หลังอาหารเช้า

 

เย่ฉางวางเก้าอี้ชายหาดและนั่งพักผ่อนอย่างเฉื่อยชา เหมือนผู้เฒ่าเต่าอีกครั้ง เย่เทียน, หลินหลี่ และจางเจิ้งเฉียง กำลังเดินเล่นอยู่รอบๆชายหาด สำหรับอูนา เธอกำลังฝึกซ้อมเสียงของเธอ “โด เร มี ฟา…”

 

 

ถัดมาอีกวันหนึ่ง พวกเขาก็ได้กลับเข้าไปเล่นเกมต่อ เย่ฉางมองรายชื่อเพื่อนของเขา และเห็นว่า CloudDragon ออนไลน์อยู่

 

“ที่นายโทรติดต่อฉันมานี่ มีอะไรจะขายอีก?” CloudDragon ถามอย่างสงสัย เมื่อได้รับการติดต่อจากเย่ฉาง

 

“เฮ้อ~ นั่นเป็นสิ่งที่พี่ชายคิดเกี่ยวกับฉันงั้นหรอ คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ นายกเทศมนตรีมาร์บอกให้ฉันไปช่วยพี่ ฉันก็เลยมาบอกให้พี่รู้ว่า ฉันกำลังพาคนไปช่วย” เย่ฉางพูดอย่างตรงไปตรงมา

 

CloudDragon ขบคิดเล็กน้อย ถ้ามันเป็นเรื่องจริงที่พวกเขาต้องการจะช่วย มันจะเพิ่มความเร็วในการสำรวจสุสานเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นผู้เล่นปกติทั่วไปเข้ามาในสุสานนี้ พวกเขาคงจะต้องตายอย่างแน่นอน เพราะมอนเตอร์ในสุสานนี้แข็งแกร่งมาก นอกจากนี้ ยังมียามที่คอยเฝ้าระวังหน้าทางเข้าไว้อยู่ พวกเขาจะไม่ปล่อยให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาได้ แต่ถ้าเย่ฉางต้องการที่จะเข้ามา ก็จะไม่มีใครที่จะหยุดยั้งเขาได้ เพราะว่าเขาเป็นถึงรองนายกเทศมนตรี เขาชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสีย “โอเค เราจะมาพบนายที่ทางเข้าสุสาน เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการ”

 

เย่ฉางติดต่อไปหา ThornyRose, NalanMoon และ SpyingBlade ให้มาพบกันที่ร้านของคุณยายริก้า

 

“พี่ชาย CloudDragon ตอบตกลงแล้ว ไปพบพวกเขาที่ทางเข้าสุสานกันก่อน” คำพูดของเย่ฉาง ทำให้ ThornyRose และ NalanMoon ขบคิดเล็กน้อย ‘เนื่องจาก CloudDragon ได้ตอบตกลงแล้ว ส่วนที่สำคัญที่สุดต่อไปก็คือ การแบ่งหน้าที่และการแบ่งของ’

 

“หนังสือสกิล [Minor Healing Light] 10 เหรียญทอง มีใครต้องการไหม?” SpyingBlade หยิบเอาหนังสือสกิลออกมาและถาม

 

ThornyRose, NalanMoon และ FrozenBlood มองเขาอย่างประหลาดใจ ‘ครั้งแรกคือสกิล [Minor Holy Shield] ตอนนี้ยังมีสกิล [Minor Healing Light] อีก ผู้ชายคนนี้ไปหาหนังสือสกิลมาจากไหนกัน?’ แต่พวกเธอก็ไม่ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะนี่ถือเป็นความลับทางการค้าของเขา

 

เย่ฉางตัดสินใจซื้อหนังสือสกิลเล่มนี้ให้กับเย่เทียน ThornyRose และ NalanMoon ไม่ได้แย่งชิงกับเขา มันจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม ถ้าสายสนับสนุนอย่างเย่เทียนได้เรียนรู้สกิลนี้ เพราะว่าตอนนี้เธอมีสกิลน้อยเกินไป

 

เมื่อจางเจิ้งเฉียงเข้ามาในทีม NalanMoon สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ‘เขาได้รับออร่าอันใหม่มา’ แม้ว่าออร่านี้จะไม่เป็นประโยชน์กับเธอ แต่มันก็สามารถฟื้นฟูมานา และเพิ่มค่าสถานะ Intelligence และ Wisdom ให้กับพวกนักเวทได้ ผู้ชายคนนี้เป็นเหมือนกับคุณพ่อ ผู้เป็นที่รักของเหล่าบรรดาลูกๆที่เป็นผู้ใช้เวทมนตร์ ที่สำคัญ เขาเป็นได้ทั้งแท้งค์และผู้เชี่ยวชาญด้านออร่า และบางทีเขาอาจจะนักบวชที่แท้จริง เมื่อเขาอยากจะเป็น เขาเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในทีมจริงๆ มันจะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง หากไม่มีเขาอยู่ในทีมด้วย