0 Views

เย่ฉางเดินผ่านตลาดที่มีเสียงดัง เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับเด็กชายอีกสองคนกำลังเที่ยวเล่นกันอย่างสนุก เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขอ้อยอิ่งอยู่ในหูของเขา ทำให้เขานึกถึงอดีตขึ้นมา …

 

เขามองไปที่แผงลอยขายหน้ากากและก้มหยิบหน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ขึ้นมาดู

 

 

“พี่สาว! ผมต้องการหน้ากากเสืออันนี้!”

 

“ฉันจะเอาหน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ อาฉาง แล้วนายล่ะ?”

 

“หน่อมแน้มเกินไป … ฉันต้องการหน้ากากจีน …”(คล้ายๆหน้ากากใส่เล่นงิ้ว)

 

 

เย่ฉางมองหน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ในมือของเขาและยิ้มจางๆ จากนั้นเขาก็นึกถึงตอนที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะเต้นเพลงวอลทซ์กัน เขาส่ายหัวและลุกขึ้นยืนพร้อมกับจ่ายเงิน ก่อนที่จะเดินจากไป

 

ทะเลสาบจันทร์ครึ่งเสี้ยว เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันออก ที่มันมีชื่อว่าทะเลสาบจันทร์ครึ่งเสี้ยวก็เป็นเพราะ รูปทรงของมันดูเหมือนดวงจันทร์ขนาดใหญ่ครึ่งเสี้ยว สำหรับจางเจิ้งเฉียงแล้ว สถานที่แห่งนี้มันเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ของคู่รักที่ชอบแอบมาพลอดรักกัน

 

เย่ฉางเดินไปรอบๆทะเลสาบและได้ยินเสียงตะโกนอันไพเราะของผู้หญิงดังแว่วมา เสียงนี้เป็นเสียงของเธอ? เขาค่อยๆเดินผ่านต้นไม้เข้าไป และเห็นเฉาเฉียงหยูฝึกดาบอยู่ที่ริมทะเลสาบ “มันเป็นเธอจริงๆด้วย …”

 

เกี่ยวกับซินหยู่ เย่ฉางมีความเชื่ออย่างยิ่งว่า เธอจะต้องกลับมาเกิดใหม่และใช้ชีวิตใหม่กับครอบครัวใหม่ของเธอ และเขาไม่สามารถกลับไปเดินในเส้นทางชะตาเดียวกับเธอได้อีก เขาถอนหายใจและกำลังจะหันจากไป แต่เขาเหลือบเห็นเธอนั่งลงด้วยความโกรธ ตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ หรือว่าเธอไม่พอใจที่พ่ายแพ้ไปอย่างน่าอับอายขนาดนั้น? เย่ฉางถอนหายใจลึกๆ เขาสวมหน้ากากจิ้งจอกสวรรค์และค่อยๆเดินเข้าไปหาเธอ “วิถีดาบของเธอเต็มไปด้วยความลังเลและแนวคิดแบบผิดๆมากเกินไป”

 

เฉาเฉียงหยูได้ยินเสียงมาจากข้างหลังเธอ เธอรีบหันมาและเห็นชายผมขาวที่น่าสงสัยคนหนึ่งซึ่งสวมหน้ากากจิ้งจอกสวรรค์อยู่ “คุณเป็นใคร? ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น?”

 

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าฉันเป็นใคร เต๋าแห่งวิถีดาบ-เพลงดาบวิญญาณงู เป็นเพลงดาบที่มีชื่อเสียงมาก แต่สำหรับนักดาบที่ใช้แต่กำลังในการฝึกเพลงดาบนี้ มันก็เป็นเหมือนกับเสือกระดาษดีๆนี่เอง คือข้างนอกดูแข็งแกร่งก็จริงแต่ข้างในกลับอ่อนแออย่างมาก มันจึงไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงของเพลงดาบนี้ออกมาได้ วิธีฝึกที่แท้จริงของเพลงดาบนี้ก็คือ จะต้องเน้นการเคลื่อนไหวที่ปราดเปรียวและมีความแม่นยำสูง แต่หลักการที่สำคัญที่สุดก็คือ หนึ่งดาบต่อหนึ่งศพ เพราะเพลงดาบนี้เป็นเพลงดาบแห่งการฆ่า ทุกครั้งที่ออกดาบไปจะต้องมุ่งหวังเอาชีวิตของศัตรูให้ได้โดยไม่มีความลังเลใจใดๆ ความสงสารหรือความลังเลใจจะลดทอนพลังของเพลงดาบลงไป เธอควรตระหนักไว้เพียงอย่างเดียวว่า ดาบเป็นเพียงเครื่องมือในการฆ่าเท่านั้น ในความคิดของฉันดาบที่ทรงพลังที่สุดก็คือดาบที่เร็วที่สุด นั่นคือเธอต้องออกดาบอย่างรวดเร็วและโจมตีใส่จุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ โดยเสมือนว่าเธอไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เอาล่ะ! ทุกอย่างที่ฉันได้บอกเธอไป หวังว่าจะทำให้เธอสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของเธอได้อย่างรวดเร็ว” คำสอนที่สมบูรณ์แบบของเย่ฉาง ได้พังทลายความเข้าใจเดิมในเพลงดาบของเฉาเฉียงหยูไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่อาจารย์ได้สอนเธอไว้ ดาบของเขาเป็นเครื่องมือแห่งการฆ่าเท่านั้น!

 

“วิธีของคุณ มันจะใช้ได้จริงๆหรือ?” เฉาเฉียงหยูถามอย่างสงสัย

 

“นานมาแล้ว ปรมาอาจารย์ดาบมีลูกศิษย์อยู่สองคน ศิษย์คนแรกนั้นชาญฉลาดและมีไหวพริบสูงมาก เขาบรรลุเพลงดาบทุกอย่างที่อาจารย์เขาสอน จากนั้นเขาก็ได้ฆ่าอาจารย์เขาไป ส่วนศิษย์คนที่สองไม่มีพรสวรรค์และค่อนข้างโง่เขลาอย่างมาก สิ่งที่เขาสามารถเรียนรู้จากอาจารย์มาได้ มีเพียงแค่การก้าวย่างและการพุ่งแทงเท่านั้น หลายสิบปีผ่านไปหลังจากที่ศิษย์คนแรกได้ฆ่าอาจารย์ตายไป ในตอนนี้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบที่มีชื่อเสียงและใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย แต่ศิษย์คนที่สองต้องคอยหลบซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและฝึกฝนการก้าวย่างและการพุ่งแทงที่เรียบง่ายนับหมื่นๆครั้งในทุกๆวัน จนในที่สุดผลจากการฝึกและการใช้ชีวิตอย่างสันโดษของเขา มันได้ซึมซับอยู่ในร่างกายของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ อยู่มาวันหนึ่งเขาได้ยินนักเดินทางคนหนึ่งพูดถึงสถานที่อยู่ของศิษย์พี่ของเขา เขาจึงเดินหาไปหาศิษย์พี่เพื่อหวังจะแก้แค้นให้อาจารย์ เขาสวมเสื้อผ้าเหมือนชาวนา ถ้าเขาหิวเขาจะขออาหารจากผู้คนตามเส้นทาง และถ้าเขาเหนื่อยเขาก็จะนอนข้างๆถนน เขาเดินทางและใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดทาง จนในที่สุดเขาก็มาถึงสถานที่อยู่ของศิษย์พี่เขา ทั้งสองคนยืนเผชิญหน้าเตรียมต่อสู้กัน แต่เพียงแค่ดาบเดียว ศิษย์พี่เขาก็ได้ตายลงไป ศิษย์พี่เขาแทบไม่เห็นใบดาบที่ได้ฆ่าเขาเลย เขามารู้ตัวอีกทีเมื่อมันเสียบอยู่ที่หน้าอกของเขาแล้ว และเขาไม่มีโอกาสที่จะออกกระบวนท่าเลยสักครั้ง ตอนเขาใกล้ตาย เขายังคิดว่าอาจารย์อาจซ่อนวิชาลับบางอย่างไว้และถ่ายทอดให้ศิษย์น้องของเขา แต่แท้ที่จริงแล้ว เขาแทบคาดไม่ถึงว่ากระบวนท่าที่ปลิดชีพเขาไป มันเป็นเพียงกระบวนท่าพื้นฐานง่ายๆ เช่นการก้าวย่างและการพุ่งแทงที่ผ่านการฝึกฝนเป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้วเพียงเท่านั้น” เย่ฉางเล่าเรื่องราวเก่าๆให้เธอฟัง

 

“มันเป็นเช่นนี้นี่เอง ฉันเข้าใจแล้ว! ขอบคุณมากสำหรับคำสอนของคุณ” เฉาเฉียงหยูกุมมือของเธอยกขึ้นคารวะ

 

“แล้วเธอเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?” เย่ฉางถาม

 

“ให้ความสำคัญกับทักษะเพียงอย่างเดียว และฝึกฝนจนสมบูรณ์แบบ” เฉาเฉียงหยูตอบ

 

“โง่เง่า! ถ้าเธอยังยึดติดกับสิ่งที่เรียนรู้มาจากอาจารย์ เธอก็จะเป็นเหมือนเช่นศิษย์พี่ผู้นั้น ที่เขาได้รับทุกอย่างมาจากอาจารย์ เขามีเพลงดาบที่ทรงพลัง เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหรา เทียบกับศิษย์น้องของเขา ผู้ซึ่งใช้เวลาอยู่บนภูเขาเหมือนกับพวกคนป่า แต่สุดท้ายใครล่ะเป็นผู้ชนะ! ความสามารถในการตีความของเธอต่ำเกินไป” เย่ฉางได้แต่ถอนหายใจ

 

เฉาเฉียงหยูกัดฟันของเธอ ‘นายล้อเล่นกับฉันใช่ไหม!? ลองดูว่าสิ่งที่นายสอนมา มันจะทำได้จริงหรือ!’ เธอดึง Mimicry Sword ออกมาและแทงไปที่เขา เงาดาบกลายเป็นภาพงูนับไม่ถ้วนพุ่งใส่เขาอย่างรวดเร็ว “รับมือ!”

 

เย่ฉางยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียวและเตะเบาๆไปที่ภาพงูเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ดาบของเธอเด้งออกมาราวกับมันแทงเข้าไปในผนังโลหะผสมโดยไม่ทิ้งความเสียหายใดๆไว้ เฉาเฉียงหยูประหลาดใจ แม้แต่อาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ในโรงเรียนของเธอก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้! เธอถอยหลังด้วยความตกตะลึง และจ้องมองชายที่สวมหน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ จากนั้นเธอคำนับด้วยความเคารพ “ได้โปรดสอนฉันด้วย”

 

เย่ฉางพยักหน้าช้าๆ “เอาล่ะ ฉันจะรับเธอเป็นศิษย์ของฉันก็ได้ แต่ตอนนี้เธอต้องไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและซื้อเบียร์มาให้ฉันก่อน…”

 

เฉาเฉียงหยูลังเล ‘การคารวะอาจารย์ไม่ใช่ต้องดื่มชาหรอกหรือ? แต่นี่มันเป็นเบียร์ราคาถูกตามซูเปอร์มาร์เก็ต! ชายแปลกหน้าคนนี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ! แต่เขาก็แข็งแกร่งมาก และฉันไม่สามารถบอกได้ว่า ความแข็งแกร่งของเขาสูงแค่ไหน แต่เขาต้องแข็งแกร่งกว่าอาจารย์ที่สอนฉันอย่างแน่นอน’ เธอหันหลังและวิ่งไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เย่ฉางนั่งบนก้อนหินและจ้องทะเลสาบอย่างเหม่อลอย เขาค่อยๆยกหน้ากากขึ้น “ผู้หญิงคนนี้เหมือนคุณมาก แม้แต่ลักษณะท่าทางก็คล้ายกัน เธอมีความจริงจังและเสียงที่สดใสเหมือนคุณ …”

 

เมื่อเห็นเธอเดินกลับมา เขากลับมาสวมหน้ากากอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปหาและรับเบียร์จากเธอ “เอาล่ะ ตอนนี้ถือว่าเธอเป็นศิษย์ของฉันแล้ว เธอยังไม่แสดงความเคารพอาจารย์อีก!”

 

เฉาเฉียงหยูรู้สึกหมดคำพูด เธอค่อยๆคุกเข่าและกุมมือคารวะ “อาจารย์! โปรดสอนสั่งศิษย์คนนี้ด้วย!”

 

“ดีมาก …” เย่ฉางเปิดกระป๋องเบียร์และเริ่มดื่ม จากนั้นเขาก็เริ่มสอนเธอ “เทคนิคดาบของฉันไม่มีชื่อเรียก มันมีเพียงสองทักษะคือการพุ่งตัวและการฟัน นอกจากนี้ยังมีเพียงสองรูปแบบคือการสั่นสะเทือนและหมุนเกลียว และระดับของมันแบ่งออกเป็น ตัดอากาศ,แยกอากาศ,ระเบิดอากาศ,ความเร็วเสียง,ความเร็วเหนือเสียง,ความเร็วแสง,ความเร็วเหนือแสงและสุดท้ายกลับมาสู่จุดเริ่มต้น”

 

“เพื่อที่จะเพิ่มความเร็วดาบของเธอ นอกจากต้องใช้พลังซี่แล้ว เธอต้องลดความต้านทานของอากาศลงด้วย โดยเธอต้องทำราวกับว่า เธอกำลังตัดอากาศด้วยสูญญากาศ เพราะถ้าเธอใช้วิธีฟันดาบแบบเก่าของเธอ ความเร็วของดาบจะทำให้เธอได้รับความต้านทานมากขึ้น อากาศจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของเธอ แน่นอนว่าเราจะใช้การสั่นสะเทือนเข้าช่วยด้วยอีกแรงในการใช้ประโยชน์จากอากาศ แต่ขั้นตอนนี้ยังยากเกินไปสำหรับเธอ ดังนั้นฉันขอเริ่มต้นจากพื้นฐานก่อน …” เย่ฉางเริ่มสอนวิธีกวัดแกว่งดาบ เพื่อสร้างสูญญากาศรอบๆดาบ และลบการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นของเธอออกไปทั้งหมด ยิ่งเฉาเฉียงหยูได้ยินมากเท่าไหร่ เธอก็รู้สึกเหลือเชื่อมากขึ้นเท่านั้น ‘แล้วอะไรที่คุณบอกว่ามีแค่สองทักษะ! สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแม้แต่จะเรียกว่าทักษะได้ มันเป็นเพียงแค่การโจมตีขั้นพื้นฐานสองอย่างเท่านั้นเอง ที่ได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์แบบและกลายเป็นกระบวนท่าสังหารที่เรียบง่าย เขาเป็นคนแบบไหนกัน!?’ เธอมองตาสีชมพูของเขาภายใต้หน้ากากนั้น