0 Views

ซ่งปิงยิ้ม ‘เยี่ยม! ชายที่เยี่ยมยอด! ใช้สเปรย์พริกไทยสู้กับทอนฟา ฮ่า ๆ ~! เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ!’

 

กรรมการรู้สึกประหลาดใจ แต่เขาก็ชูมือของจางเจิ้งเฉียงขึ้นด้วยท่าทางแปลกๆ “ผู้ชนะได้แก่ จางเจิ้งเฉียง!”

 

“อ่า! เป็นเช่นนี้ได้ไง? เขากลายเป็นแชมป์โดยใช้สเปรย์พริกไทย?”

 

“เจ้าคนจีนผู้นี้ ไร้ยางอายมากเกินไป!!”

 

“พวกแกหุบปากโง่ๆของพวกแกไปได้แล้ว นี่สิถึงจะเรียกว่าชนะโดยใช้สมอง ดูไอ้หนวดคนที่ใช้ทอนฟาสิ เมื่อมาอยู่ตรงหน้าอสูรกายฉางของเราแล้ว เขาพ่ายแพ้ในพริบตาด้วยอาวุธของพวกผู้หญิงที่ใช้ป้องกันตัว ฮ่าๆๆ สเปรย์พริกไทย! ก๊าก ~ ก๊ากๆ ~ มันเหมาะที่จะใช้สู้กับพวกแกแล้ว พวกชาวเกาะ”

 

“นาย!!!”

 

“แชมป์ประเภทศิลปการต่อสู้ประชิดตัวได้รับการตัดสินแล้ว! เป็นไปตามที่คาดไว้ว่าต้องตกเป็นของอสูรกายแห่งกลุ่มT-105 -จางเจิ้งเฉียง และเขายังนำอาวุธสุดโกงไปใช้สู้ในการแข่งขันอีกด้วย มันใช้ต่อสู้กับผู้ร้ายได้อย่างง่ายดายเหมือนที่เคยดูในทีวีเลย ฉันควรต้องหามันมาไว้ใช้สักอันแล้วสิ มันสามารถใช้เป็นท่าไม้ตายลับในระหว่างการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี”

 

จางเจิ้งเฉียงเดินลงจากเวทีและกลับไปนั่งข้างๆเย่ฉางและคนอื่นๆ

 

สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็คือการแข่งขันเคนโด้ แต่ก็กำลังใกล้จบลงแล้ว ในตอนท้ายของการต่อสู้ คิม ซูฮยอนไม่สามารถเอาชนะฮารูกะ มิซูโนะได้ แต่ในบรรดาผู้ร่วมลงแข่งขันเคนโด้ มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อเฉาเฉียงหยู ซึ่งเธอได้พ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็วในก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เธอได้รับความสนใจจากเย่ฉางและจางเจิ้งเฉียง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ด้วยทักษะฝีมือดาบของเธอที่ดึงดูดความสนใจของพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ฝีมือดาบที่งดงามของฝ่ายตรงข้ามด้วยอีกเช่นกัน แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนี้ดูคล้ายซินหยู่ พี่สาวของจางเจิ้งเฉียงที่เป็นคนรักของเย่ฉาง

 

ดวงตาของเย่ฉางเริ่มมีน้ำตาคลอเล็กน้อยจนทำให้ตาเขาพร่ามัว แต่เขารีบหลุดออกจากความโศกเศร้า ‘ฉันได้พูดไว้ก่อนแล้วว่า เธอจะต้องกลับมาเกิดใหม่และเราจะได้พบกันอีกครั้ง’ ระลอกความอบอุ่นเกิดขึ้นในหัวใจอันเงียบสงบของเขาอีกครั้ง เธอทั้งสองคนมีลักษณะเหมือนกันมาก!

 

เย่เทียนสังเกตเห็น เธอค่อยๆกอดและดึงแขนเสื้อของเขาเบาๆ

 

จางเจิ้งเฉียงถอนหายใจและเอื้อมมือออกไปกอดไหล่ของเย่ฉาง “เพื่อน อย่าไปคิดถึงมันอีก…”

 

“อืม …” เย่ฉางเงยหน้าขึ้นและไม่ได้พูดอะไร อูนามองเห็นสีหน้าที่เศร้าเสียใจของเขา ถึงแม้ว่าเธอจะอยากรู้อยากเห็น แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไร เธอรู้ว่าทั้งสองคนมีญาติสนิทที่ล่วงลับไปแล้ว และหญิงสาวคนนี้ชวนให้พวกเขาสองคนนึกถึงเธอใช่หรือไม่?

 

ในระหว่างพิธีมอบรางวัล จางเจิ้งเฉียงได้ตรวจสอบเหรียญรางวัลของเขา เนื่องด้วยเขาไม่ได้รับเงินรางวัล ทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาคว้าเหรียญและเดินจากไปทันที เสี่ยวเค่อผู้เป็นคนมอบเหรียญรางวัลให้เขาถึงกับยิ้มและยืนนิ่งค้างอยู่บนเวที ผู้ชายคนนี้ไม่ยอมไว้หน้าเธอเลย เขายังเมินเฉยต่ออาจารย์ซ่งปิงที่ซึ่งกำลังเรียกหาเขาอยู่ และทำให้อาจารย์ซ่งปิงหน้าแตกอีกด้วย

 

“จางเจิ้งเฉียงคนนี้อาจมีพรสวรรค์ก็จริง แต่เขาดูหยิ่งและจองหองมากเกินไป” ซ่งปิงมองหลังของจางเจิ้งเฉียงที่เดินจากไป และขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง

 

“นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก …” โจวเสี่ยวชิทิ้งคำพูดเหล่านี้ไว้ก่อนที่จะเดินจากไป ปล่อยให้ซ่งปิงยืนงงอยู่คนเดียว

 

ซ่งปิงถอนหายใจ ชายคนนี้เป็นคนเหลือขอเหมือนเช่นฉินเส้าเทียนจริงๆ หรือบางทีความรุ่งเรืองของเจียงชางจะกลายเป็นอดีตไปแล้วจริงๆ เพราะในตอนนี้ไม่มีใครเข้าใจความลับของเทคนิค ‘การกระจายตัวของดอกเบญจมาศ’ ที่ จักรพรรดิดอกเบญจมาศ-หลินหลินทิ้งเอาไว้ให้ได้เลยสักคนเดียว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป บรรดาพวกคู่แข่งคงก้าวข้ามพวกเขาไปสักวันหนึ่ง เขาหันกลับไปมอง ยาซูกิ ริวอิจิ ที่กำลังติเตียนนักเรียนของเขาอยู่ ซ่งปิงถอนหายใจอีกครั้งและเดินจากไป

 

 

เย่ฉางและคนอื่นๆเดินผ่านตลาดกลางคืนระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาจึงแวะฉลองชัยชนะที่ร้านของเถ้าแก่หวัง ขณะที่จางเจิ้งเฉียงคร่ำครวญตลอดเวลาเกี่ยวกับรางวัลที่น่าผิดหวัง “มันจะดีมากที่มอบเงินแทนเหรียญกากๆนี้ ไอ้เหรียญเฮงซวยอันนี้มันจะใช้ทำอะไรได้ ห่าเอ้ย…” ในที่สุดเขาหยุดพูด เพราะโดนเย่ฉางตำหนิที่พูดจาหยาบๆต่อหน้าเย่เทียน และถูกตีหัวไปสองครั้ง

 

“การต่อสู้ก่อนหน้านี้ ชายที่เป็นศิษย์ของเจียงชางเคลื่อนไหวได้แย่มาก ผมรู้สึกว่าผมยังทำได้ดีกว่าเขาอีกนะ” หลินหลี่บุ้ยปาก เขาวาดมือทำท่าจะตัดดวงจันทร์ออกเป็นสองส่วน เย่ฉางและจางเจิ้งเฉียงต่างตกตะลึง ท่าทางของหลินหลี่ถึงแม้จะไม่มีพลังซี่ แต่การเคลื่อนไหวก็สมบูรณ์แบบมาก! กระบวนท่าของเขาไม่มีการลังเลใจใดๆ มันเหมือนเป็นการเคลื่อนไหวด้วยความตั้งใจของเขาเองอย่างเป็นธรรมชาติมาก ทั้งสองคนต่างประหลาดใจ เย่ฉางยกย่องเขา “ไม่เลวเลย! หลินหลี่ นายมีพรสวรรค์มากทีเดียว”

 

“ย๊ากๆๆ~ ผมว่ามันก็ไม่มีอะไรยากนี่น่า …” หลินหลี่ยังคงแสดงกระบวนท่าต่อไป

 

“พวกนายกลับกันไปก่อนนะ ฉันต้องการเดินเล่นนิดหน่อยเพื่อผ่อนคลายความคิดของฉันสักเล็กน้อย” เย่ฉางยิ้มให้ทุกคน จากนั้นเขาก็หันกลับและเดินไปทางทะเลสาบจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่อยู่ไม่ไกลออกไป

 

“เพื่อน อย่ากลับมาช้าจนเกินไปล่ะ” จางเจิ้งเฉียงตะโกนบอกพร้อมกับหยุดอูนาที่ต้องการไล่ตามเขาไป “ปล่อยให้เขามีเวลาเป็นส่วนตัวเถอะ”

 

“ผู้หญิงที่พวกนายทั้งสองคนมองเธอราวกับว่าเห็นผี เธอเป็นใครหรือ? ขนาดคนบ้าคนนั้นยังถึงขั้นหลั่งน้ำตาเลย หรือว่าจะเป็น…” อูนานั่งลงและถาม

 

“ใช่แล้ว! แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เธอยังไม่รู้ เกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างพี่สาวและพวกเรา” จางเจิ้งเฉียงเห็นเย่เทียนที่กำลังทำหน้าเศร้าอยู่ เขายิ้มและยกเธอมานั่งบนตักพร้อมกับลูบหัวเธออย่างเอ็นดู “เธอเห็นความทรงจำของเขาแล้วหรือ?”

 

เย่เทียนพยักหน้าและไม่พูดอะไร

 

“พี่สาวของฉันชื่อจางซินหยู่ เราเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนและเติบโตขึ้นมาในสลัมแห่งหนึ่งก่อนที่จะได้พบกับเย่ฉาง ทั้งหมดที่ฉันจำได้ก็คือ พ่อของเราสองพี่น้องเมาหัวราน้ำแทบทุกวันและตบตีเราอยู่เสมอ ส่วนแม่ของเรา ฉันจำอะไรไม่ได้เลยเพราะเธอเสียชีวิตจากความเจ็บป่วยเมื่อฉันยังเป็นเด็กอยู่ พี่สาวบอกว่าแม่เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน แต่ก็ขี้ขลาด ครอบครัวของเรายากจนมาก ในแต่ล่ะวันเราแทบไม่มีข้าวจะกินกัน เพราะเงินที่เรามีอยู่ พ่อจะเอาไปซื้อเหล้าหรือไม่ก็เอาไปเล่นพนันในบริเวณโซนสีแดงจนหมด และเขายังพยายามเกลี้ยกล่อมให้พี่สาวไปขาย … เฮ้อ!~ฉันจะเล่าอย่างสั้นๆแล้วกัน พ่อของเราจะดื่มจนเมาแทบทุกวันและกลับบ้านมาทุบตีเราแทบทุกครั้งเป็นเวลาหลายปี จนฉันอดคิดไม่ได้ว่า ในสักวันหนึ่งเขาคงต้องฆ่าฉันกับพี่สาวแน่ๆ…” จางเจิ้งเฉียงจมสู่ความคิดของเขาและหยุดพูดสักพักหนึ่ง “จนกระทั่งในฤดูหนาวของปีหนึ่ง เขากลับมาเมาอีกครั้ง เช่นเคยเขาได้ระบายความโกรธทั้งหมดของเขาลงที่เราสองพี่น้อง แต่คราวนี้มันแตกต่างออกไป! ครั้งนี้เขาต้องการข่มขืนพี่สาวของฉัน นั่นคือลูกสาวของเขาเองเชียวนะ! โชคดีในตอนนั้นขณะที่พี่สาวของฉันกำลังต่อสู้ขัดขืนอยู่ เธอบังเอิญผลักเขาออกไปได้ จากนั้นเธอก็นำฉันซึ่งตอนนั้นยังเด็กอยู่วิ่งหนีออกจากบ้านมา เราสองคนวิ่งออกมาอย่างไร้ความหวัง”

 

“คืนนั้นมันเป็นคืนที่หนาวเป็นพิเศษ และยังมีฝนตกหนักอีกด้วย ฉันค่อยๆหมดแรงลง แต่พี่สาวก็แบกฉันวิ่งฝ่าสายฝนไป ฉันไม่ทราบว่าพี่สาวฉัน แบกฉันไปไกลแค่ไหน เราทั้งสองเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำ ทั้งหมดที่ฉันจำได้ก็คือความหนาวเย็นจนถึงกระดูก ถึงแม้ตอนนี้ฉันก็ยังจำได้อยู่ ฉันอยู่บนหลังของพี่สาวด้วยความอ่อนล้าอย่างมาก และเฝ้าดูใบหน้าที่ฟกช้ำของเธอจากด้านหลัง เธอหน้าซีดและดูเหนื่อยล้ามาก แต่เธอก็ยังคงวิ่งต่อไปและคอยกระตุ้นเตือนฉันอยู่ตลอดว่า ‘อาเฉียง อย่าหลับน่ะ นายได้ยินที่พี่พูดไหม?’ ในที่สุดเราสองคนก็พบกับที่พักพิงใต้ประตูทางเข้าร้านแห่งหนึ่ง เราจึงได้แอบพักอยู่ที่นั่น แต่แค่เป๊บเดียวเราก็ถูกไล่ให้ออกไป ไม่มีที่ไหนที่จะให้เราหลบฝนได้เลย เรายังคงมองหาต่อไปด้วยความหิวและความหนาวสั่น จนในที่สุดเราเข้าไปในซอยเล็กๆ และเรานั่งกอดกันอยู่ข้างๆมุมตึก ถึงแม้ว่าตอนนั้นฉันยังเด็กอยู่ แต่ฉันก็พอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ฉันมองเห็นการแสดงออกที่ไร้ความหวังของพี่สาว…ผู้คนเดินผ่านเราไปมา แต่ไม่มีใครช่วยอะไรเราเลยสักคนดียว ยิ่งดึกขึ้นเรื่อยๆคนก็เริ่มน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ฝนก็ยังตกหนักอยู่เหมือนเดิม…” เรื่องของจางเจิ้งเฉียงทำให้อูนาน้ำตาคลอ “แล้วจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?”

 

จางเจิ้งเฉียงมองสีหน้าของอูนา “อืม ในตอนนั้น มีเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าเย็นชาที่ไร้ความรู้สึกใดๆเดินเข้ามา เขาถือร่มสีดำขนาดใหญ่ เขายื่นร่มออกมากางให้เรา ความจริงความรู้สึกของฉันและพี่สาวในช่วงเวลาที่เห็นเขา เราตกใจมาก เด็กหนุ่มผมขาวที่แสนเย็นชากับร่มสีดำ เขาดูราวเหมือนเป็นยมฑูตแห่งความตาย จนพี่สาวฉันต้องถามออกไปว่า คุณมาที่นี่เพื่อรับพวกเราไปนรกใช่ไหม?”

 

อูนายิ้มทั้งน้ำตา นั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน!

 

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขามองมาที่เราและถามอย่างไร้เดียงสาว่า ‘หนาวไหม?’ ฉันและพี่สาวถึงกับตัวแข็งค้างทันที แต่เราก็พยักหน้าด้วยความกลัว แล้วเขาก็ถามเราอีกว่า ‘หิวไหม?’ และเราก็แค่พยักหน้าอีกครั้ง จากนั้นเขาก็คิดสักครู่หนึ่งและพูดว่า ‘ตามฉันมา’ ตอนนั้นเราต่างคิดว่าเขาจะพาเราไปลงนรก แต่หลังจากผ่านถนนไปไม่กี่แห่ง เขาก็พาเราเดินเข้าไปในอพาร์ทเมนต์ที่เรียบง่ายและสะอาด เขาให้เราอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่ฉันสวมอยู่ก็คือเสื้อผ้าของเขา ส่วนพี่สาวฉันใส่เสื้อผ้าที่ยายของเขาทิ้งไว้ เขาปล่อยให้เราไปทำอาหารกันเอาเองโดยใช้สิ่งของที่อยู่ในตู้เย็น ส่วนเขากำลังจุดธูปหอมอยู่ข้างหน้ารูปภาพยายของเขา และบอกเธอเกี่ยวกับการกระทำความดีของเขา จากนั้นเขาก็นั่งอยู่หน้าทีวีและดูการ์ตูน แล้ว …” จางเจิ้งเฉียงยิ้มเจื่อนๆแล้วส่ายหัวอย่างเศร้าๆ “เอาล่ะ เราหยุดถึงตรงนี้กันก่อน”

 

จางเจิ้งเฉียงยกเย่เทียนขึ้นนั่งบนไหล่และห่อแขนรอบๆขาของเธอเอาไว้ เขาแบกเธอวิ่งผ่านหลินหลี่มุ่งหน้าตรงไปยังอพาร์ตเมนต์ หลินหลี่ก็วิ่งตามไปติดๆ อูนาจ้องมองอย่างไม่เต็มใจ ‘เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น!? นายหมายถึงอะไรให้หยุดตรงนี้ก่อน!? สิ่งที่นายเล่าค้างไว้มันเป็นช่วงสำคัญของเรื่องเลยนะ! ทำไมนายถึงไม่ยอมเล่าต่อ?’ เธอรีบวิ่งตามเขาไปและถามขึ้น “นี่นาย! ต่อไปมันเกิดอะไรขึ้น? นายเล่ามาให้จบๆซะ เร็วๆเข้า! เล่ามา!”

 

“ความลับ ฉันจะบอกเธอในครั้งต่อไป …” เสียงหัวเราะที่สดใสของจางเจิ้งเฉียงและเสียงคำถามกับคำหยาบคายต่างๆของอูนาก็ค่อยจางหายไป