0 Views

“แม้ว่าเขาจะเป็นอสูรกายจากกลุ่ม T-105 แต่แค่เพียงผู้ชายคนหนึ่ง จะสามารถล้มนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวเกาหลีจำนวนมากขนาดนั้น ด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง? มันเป็นไปไม่ได้! และนั่นคือ คิม ซูฮยอน ซึ่งเธอแข็งแกร่งมากเลยนะ!!”

 

จางเจิ้งเฉียงเห็นว่าไม่มีใครเดินขึ้นมาบนเวที เขาถอนหายใจ และเริ่มเดินลงไป “ฉันคงต้องลงไปจัดการด้วยตัวเอง”

 

หนึ่งในกลุ่มของนักเรียนเกาหลีได้วิ่งเข้ามา จากนั้นเขาก็หมุนตัวเตะสูง “ฉันจะสอนมารยาทให้นายเอง!!”

 

จางเจิ้งเฉียงไม่ได้ป้องกันหรือโยกหลบท่าเตะสูงของนักเรียนเกาหลีเลย เขาเพียงยืนเฉยๆและไม่ตอบโต้เลยด้วยซ้ำ ทุกคนกรีดร้องเพื่อให้เขาหลบลูกเตะนั้น ไหล่ของเขาถูกเตะอย่างจัง แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด นักเรียนชาวเกาหลีรู้สึกเหมือนขาของเขาเตะไปโดนแท่งเหล็ก เขาเอามือกุมขาตัวเองและกลิ้งไปบนพื้น เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

 

“หยุด!! ถ้าคุณออกจากเวทีการประลอง คุณจะถูกตัดสินว่าแพ้!” กรรมการวิ่งไปหยุดจางเจิ้งเฉียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะเดินไปหาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด

 

“เฮ้อ ช่างอ่อนแอกันซะจริง นี่มันทำให้ฉันเสียเวลามากเกินไป…” จางเจิ้งเฉียงต้องการจับกรรมการที่ขวางทางเขาโยนออกไป แต่แล้วเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ในการทดสอบครั้งที่ 1 ซึ่งพวกเขาได้สร้างวีรกรรมสุดโฉดเอาไว้ จนพวกเขาโดนลงโทษ ทำให้เขาถอนหายใจออกมา แม้ว่ามันจะได้รับการแก้ไขเมื่อเร็วๆนี้แล้วก็ตาม แต่ถ้าเขาโยนผู้ตัดสินออกไป เขาจะถูกลงโทษและจะต้องสูญเสียไปไม่น้อยเช่นกัน เขาค่อยๆกลับไปยังที่นั่งของเขา และถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย

 

ผู้ที่ชนะและออกจากเวทีการแข่งขันทั้ง 10 เวทีเป็นคนแรกก็คือจางเจิ้งเฉียง เขาทำเพียงแค่เดินขึ้นไปและจู่โจมฝ่ายตรงข้ามกระเด็นออกไปเท่านั้น ในคณะผู้ตัดสินทั้ง 5 คน แต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ซ่งปิง ชื่นชมความสามารถของเขา และต้องการพาเขาไปเป็นนักเรียนของเจียงชาง ยาซูกิ ริวอิจิ ขมวดคิ้ว แม้ว่าฉินเส้าเทียนไม่ได้มา แต่ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าฉินเส้าเทียนเช่นกัน

 

“จางเจิ้งเฉียงคนนี้แข็งแกร่งผิดปกติเกินไป ไม่มีใครอยู่ถึงสองวินาที เมื่อต้องมาเจอกับเขา…”

 

“ฉันลืมพูดบางสิ่งบางอย่างไป…”

 

“อะไร?”

 

“คนที่มีพลังที่แข็งแกร่ง สามารถจัดการศัตรูนับสิบด้วยตัวคนเดียว”

 

ศิษย์ของ ยาซูกิ ริวอิจิ คือคนญี่ปุ่นที่มีเครา ชื่อว่าโจวอิจิ มัตซึมูระ กำลังเฝ้ามองจางเจิ้งเฉียงอยู่ เขาขมวดคิ้วและไม่สามารถผ่อนคลายได้ ‘คนจีนคนนั้นน่าจะเป็นปัญหา…’

 

ในขณะที่สาวเคนโด้ ฮารูกะ มิซูโนะ ที่เป็นศิษย์ของ อิชิโระ ยูมิมูระ ขมวดคิ้วขึ้น จากนั้นเธอก็ยิ้มและคิดว่า ‘ฉันแข่งขันเคนโด้ ดังนั้นฉันจึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมาแข่งขันกับเขา’

 

ในเวลานี้คู่ต่อสู้ของ โจวอิจิ มัตซึมูระ คือ เสี่ยวซง จากโรงเรียนเตรียมทหาร เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนแกนหลักที่ได้เรียนรู้ศิลปะการกระจายตัวของดอกเบญจมาศ แต่ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จได้ นอกจากผู้ที่คิดค้นศิลปะการต่อสู้นี้ขึ้นมา ผู้ฝึกส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้ได้แค่เพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่มีใครสามารถเป็นเหมือนจักรพรรดิดอกเบญจมาศ-หลินหลินได้เลยสักคน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนหยุดเดินบนเส้นทางที่ยากลำบากเส้นนี้ ศิลปะการกระจายตัวของดอกเบญจมาศเป็นการผสมผสานกันของ 3 รูปแบบคือ ปาฏิหาริย์ของดอกเบญจมาศ หมัดสุญตา และการกระจายตัวทั้งแปด เทคนิคที่รั่วไหลออกมาคือ หมัดสุญตา และการกระจายตัวทั้งแปด ทำให้เทคนิคการตัดนับพันแตกต่างจากคาราเต้ปกติ ทำให้มันมีทั้งความแข็งแกร่งของคาราเต้และมีความยืดหยุ่นเหมือนยูโด

 

เสี่ยวซง ที่เป็นศิษย์ของเจียงชาง ทำให้การแข่งขันระหว่างสองคนนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ตัดสินทั้ง 5 ท่าน อย่างไรก็ตามภายใน 10 กระบวนท่า โจวอิจิ มัตซึมูระ ก็ได้รับชัยชนะ เขาหักเหการโจมตี ด้วยการป้องกันอ่อนนุ่มและไหลลื่น แล้วโจมตีสวยด้วยกำปั้นที่โหดร้ายและรุนแรง เขามีความแข็งแกร่งที่ผิดปกติมากเช่นกัน

 

ยาซูกิ ริวอิจิ มีความพึงพอใจกับชัยชนะของศิษย์เขา โจวอิจิ มัตซึมูระ เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดที่มีศักยภาพของเขา และเป็น 1 ใน 3 ศิษย์ที่เขาโปรดปราน เขาอายุไม่ถึง 20 ปี แต่เข้าใจถึงความแข็งแกร่งและความอ่อนนุ่มแล้ว ข้างๆเขา ซ่งปิงกำลังขบฟันด้วยความไม่พอใจ ครั้งนี้เจียงชางเสียหน้าครั้งใหญ่ มันคงจะดีกว่าที่จะพ่ายแพ้ให้กับคนอื่น แต่ฝ่ายตรงข้ามเป็นโจรเหล่านั้นที่มาจากโรงเรียนคาราเต้ และเทคนิคการตัดนับพัน!! คิ้วของเขาขมวดแน่น ‘ฉินเส้าเทียน ไอ้ตัวบัดซบนั้น ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนกัน!?’ เขาถอนหายใจ แม้ว่าฉินเส้าเทียนเป็นศิษย์ของเจียงชางก็จริง แต่ความแข็งแกร่งของเขาได้ล้ำหน้าไปไกลแล้ว การแข่งขันการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

 

ซ่งปิงจึงเลิกคิดเกี่ยวกับฉินเส้าเทียน อย่างน้อยตอนนี้เขายังมีจางเจิ้งเฉียงอยู่

 

และแล้วในรอบชิงประเภทศิลปการต่อสู้ประชิดตัว คู่ชิงก็คือจางเจิ้งเฉียงกับโจวอิจิ มัตซึมูระ

 

“ในที่สุด มันก็ใกล้ที่จะจบซักที กรรมการ! ฉันสามารถใช้อาวุธที่ฉันนำมาได้ไหม?” จางเจิ้งเฉียงถาม

 

“อาวุธชนิดไหน?” กรรมการถามกลับไป

 

“มันเป็นอาวุธลับ ไม่ต้องกังวล มันไม่ใช่อาวุธที่ผิดกฏหมายอย่างแน่นอน” จางเจิ้งเฉียงยักไหล่ กรรมการพยักหน้าช้าๆ และบอกโจวอิจิ มัตซึมูระให้เขาสามารถเลือกอาวุธได้เช่นกัน โจวอิจิ มัตซึมูระเลือกที่จะใช้ทอนฟา เขามองจางเจิ้งเฉียงอย่างสงสัย … ‘อาวุธลับ? ฉันต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น’ โจวอิจิ มัตซึมูระเดิมทีก็หวาดกลัวความแข็งแกร่งของจางเจิ้งเฉียงอยู่ แต่ตอนนี้เขามีทอนฟาอาวุธที่เขาถนัดแล้ว ทำให้เขารู้สึกดีและปลอดภัยขึ้นมาก “มาเริ่มกันเลย!!”

 

“มาสิ” จางเจิ้งเฉียงเอื้อมมือออกไปกวักมือเรียกเขา โจวอิจิ มัตซึมูระพุ่งเข้าไปและใช้ศอกกระทุ้งใส่อย่างรุนแรง จางเจิ้งเฉียงบล็อคอย่างง่ายดายด้วยมือของเขา โจวอิจิ มัตซึมูระตีศอกกลับไปอีกครั้ง

 

เวลานี้จางเจิ้งเฉียงหยิบขวดสเปรย์พริกไทยขึ้นมา และฉีดสเปรย์ออกไป โจวอิจิ มัตซึมูระที่ระมัดระวังตัวอยู่ ยกมือขึ้นเพื่อสกัดกั้น แต่พวกเขาอยู่ใกล้เกินไปและสเปรย์ก็ได้เข้าตาและจมูกของเขา ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง เขาล้มลงกับพื้นและจับไปที่ใบหน้าของเขากลิ้งไปกลิ้งมา พร้อมทั้งพ่นคำด่าทอและสาปแช่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด “ตาของฉัน! แม่งเอ๊ย! ไอ้คนจีนที่น่ารังเกลียด!!! ไอ้เวรเอ๊ย!”

 

จางเจิ้งเฉียงส่ายหัว และฉีดพ่นสเปรย์พริกไทยใส่เขาอีกครั้ง ราวกับว่าเขากำลังพยายามที่จะกำจัดแมลงสาบ

 

กรรมการจ้องมองอย่างว่างเปล่า สเปรย์พริกไทย!? มันไม่ใช่อาวุธที่ผิดกฎหมายและมันก็ไม่ได้ทำให้เกิดบาดแผลใดๆด้วย เขายืนอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินยังไงดี

 

ทุกคนจ้องมองอย่างตกตะลึง และไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

 

“ยอดเยี่ยมมาก! อาวุธของเขาสุดยอดจริงๆ!!”

 

เย่ฉางเยาะเย้ยในใจ ‘คนโง่เหล่านี้ไม่เคยรู้ว่า อาวุธต่อสู้ระยะประชิดที่ดีและรุนแรงที่สุด ก็คือสเปรย์พริกไทย SK-31’ เขาเอื้อมมือออกไปตบมือฉลองชัยชนะกับหลินหลี่ “แผนของพวกเรา ประสบผลสำเร็จ!!”

 

แต่เดิม ทั้งสามคนพยายามที่จะหาหนทางปกป้องอูนา ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือให้เธอพกแป้งมะนาวบางอย่างใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอ ซึ่งเธอสามารถโยนใส่ผู้ที่คิดจะทำร้ายเธอได้อย่างง่ายดาย แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเดินช้อปปิ้งกันอยู่ พวกเขาเห็นสเปรย์พริกไทย SK-31 หลินหลี่ชี้ไปที่มันและพูดว่า “พี่ใหญ่ขาว สเปรย์นี้มันน่าจะใช้งานง่ายกว่าแป้งมะนาวอีกนะ มองดูคำอธิบายของมันสิ มีระยะการพ่นที่กว้าง ทำให้ยากที่จะหลบหลีกได้ ถ้าโดนมันฉีดเข้าตาแล้วล่ะก็ สามารถรับประกันได้เลยว่าจะทำให้ศัตรูสูญเสียความแข็งแกร่งในการต่อสู้ไป และทำให้พวกเขามีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงอีกด้วย”

 

เมื่อเห็นคำอธิบายที่สุดยอดเช่นนี้ แต่ละคนก็ได้ซื้อกันมากันคนละกระป๋อง

 

คิม ซูฮยอน และ ฮารูกะ มิซูโนะ ตกอยู่ในความสับสน คนจีนไร้ยางอายคนนี้ เขาใช้สเปรย์พริกไทย …

 

จางเจิ้งเฉียง มอง โจวอิจิ มัตซึมูระ ที่กำลังเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น จางเจิ้งเฉียงเดินเข้าไปพร้อมกับยกโจวอิจิ มัตซึมูระขึ้นด้วยมือข้างเดียว และโยนเขาออกจากเวที จากนั้นเขาก็มองไปที่กรรมการขณะเก็บสเปรย์พริกไทยของเขา “ทำไมถึงยังไม่ประกาศผล? คุณกำลังคิดอะไรอยู่…”

 

กรรมการหันมามองที่ 5 ผู้ตัดสินเพื่อขอความช่วยเหลือ

 

ยาซูกิ ริวอิจิ โกรธจนแทบบ้า แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่ผิดกฏกติกา พวกเขาได้มองข้ามสเปรย์พริกไทยไปจริงๆ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ที่มีเกียรติ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เขาหายใจเข้าลึกๆ ขณะที่ทุกคนจ้องมองเขาราวกับว่า พวกเขาต้องการคำตอบ แต่ถึงแม้จะไม่มีสเปรย์พริกไทย เขาก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนจีนที่ไร้ยางอายคนนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ จางเจิ้งเฉียงยังไม่ได้เปิดเผยความแข็งแกร่งของเขาอย่างเต็มที่เลยสักนิด เพราะไม่มีคู่แข่งคนไหนของเขา บีบบังคับให้เขาใช้มากกว่า 3 กระบวนท่าได้เลยซักคนเดียว