0 Views

ในปี 2035 นี่คือข่าวใหญ่ที่ต้องสะเทือนทวีปได้มีการระเบิดเกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าของในเมืองที่ใหญ่แห่งหนึ่งในแคว้นซิน—เมืองเกลียวมหาสมุทร มันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่สำคัญเพียงที่ๆเดียวแต่มันกลับส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงภูมิพื้นที่แคว้นไปอย่างสิ้นเชิงไม่เพียงแต่โลกอื่นๆเท่านั้นมันส่งผลให้เกิดมิติช่องว่างเห็นได้ชัดจากเหนือน่านฟ้า นี่คงเป็นเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้โลกนี้ถูกรวมไปกับโลกอื่นๆ

จากเมืองที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากเท่าไหร่นัก มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนถูกหลายๆแคว้นเรียกขานนามแคว้นนี้ว่า “เมืองอสูรปีศาจ” ซึ่งชื่อเสียงของมันเป็นที่สนใจให้แก่แว่นแคว้นทั่วทวีป

ตั้งแต่เกิดระเบิดครั้งใหญ่นั้นจนถึงปัจจุบันเวลาก็ได้ผ่านล่วงเลยไปแล้ว 16 ปี และตอนนี้เอง ฟางซิงเจี้ยนก็มีอายุได้ 16 ปีแล้ว และขณะนี้กำลังยืนอยู่บนยอดสะพานหินครามที่กำลังฝึก   วิชายุทธ์ทักษะดาบเบื้องต้น

เขาได้เรียนรู้ทักษะดาบเบื้องต้นจาก สำนักวิชายุทธ์ทั่วไป สิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียนรู้ มันเป็นการฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหวดาบของเมืองอสูรปีศาจ

ชั่วโมงนึงต่อมา ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องยามเช้าทำให้หยาดเหงื่อไหลจากร่างของฟางซิงเจี้ยน ที่กำลังฝึกฝนขยับท่วงท่าของร่างอย่างรุนแรงไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าที่จะหยุด

หลังจากการฝึกฝนเสร็จสิ้น ฟางซิงเจี้ยนก็ได้ดึงดาบที่อยู่ในมือกลับแล้วทำสมาธิเพื่อสังเกตุถึงสถานะในหัวของเขา

นามฟาง ซิงเจี้ยน
อายุ16
อาชีพนักรบฝึกหัด
ระดับ9
พละกำลัง9
ความไว9
การตอบสนอง6
ความอึด6
ความยืดหยุ่น6
ทักษะดาบเบื้องต้นระดับ 3 (15325/32500)
ทักษะวิชามือเดียวระดับ 2 (23455/42200)
คลื่นกากบาทสังหารระดับ 2 (11325/23900)

 

หลายคนอาจจะสงสัยว่านี้มันคล้ายกับทักษะในเกมส์แนว MMORPG เลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้มีสถิติสถานะเกิดขึ้นแบบนี้กัน เพราะว่าทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองอสูรปิศาจมันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหมดทุกๆอย่างเกิดขึ้นผิดเพี้ยนตามทฤษฎีความเป็นจริง กฏความเป็นจริงใช้กับโลกแห่งนี้ไม่ได้อีกแล้ว ทุกๆอย่างมันเกิดขึ้นก็ตอนที่โลกของเมืองอสูรปีศาจได้รวมกับโลกอื่นเข้าไว้ด้วยกัน วัตถุของเมืองอสูรปีศาจก็ราวกับถูกเปลี่ยนเป็นอีกโลก ที่ไม่ใช่โลกที่เขาอยู่ ทุกๆอย่างเปลี่ยนเป็นข้อมูลสถานะแม้กระทั้งธรรมชาติผืนน้ำหรือป่าไม้ก็มีสถิติบ่งบอกแม้กระทั้งมนุษย์ก็ถูกรวมไปด้วย

 

ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ เมื่อกี้ ฟางซิงเจี้ยนได้ฝึกทักษะดาบเบื้องต้น เขาได้ทักษะวิชาเพิ่มมานั้นคือ ทักษะดาบเบื้องต้น,ทักษะดาบมือเดียว และคลื่นกากบาทสังหาร ตราบใดที่เขายังฝึกฝนพวกมันต่อเนื่องทักษะวิชาและความสามารถของเขาก็จะพัฒนามากยิ่งขึ้น

 

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีพรสวรรค์มักจะฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว แค่หลังจากการฝึก ไปหาประสบการณ์เพียงเล็กน้อยพวกเขาก็เข้าใจทักษะได้ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าหากความสามารถของเหล่าผู้มีพรสวรรค์ติดตัวมามีระดับที่ดีขึ้นกว่าเก่านั้น ก็จะสามารถทะลุถึงระดับอาจจะเป็นระดับ 10,12,13 และแม้แต่ระดับ 15 ก็สามารถก้าวข้ามไปได้

 

อย่างไงก็ตาม ฟางซิงเจี้ยน รู้ดีว่าพรสวรรค์ของตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่ แม้ว่าประสบการณ์การฝึกฝนจะมากเพียงเท่าใด แต่การที่จะก้าวเข้าไปสู่อีกระดับทำให้เขารู้เลยว่าพรสวรรค์ของเขาที่แท้จริงอยู่ที่ระดับเท่าใดกันแน่ แต่ถ้าหากเขาฝึกฝนทักษะที่สามได้ละก็ระดับของเขาก็อาจจะก้าวไปสู่ระดับที่ 10 ก็เป็นไปได้

 

เขาเก็บดาบที่ฝึกฝนอย่างระมัดระวัง อาวุธที่ใช้ในการฝึกฝนนั้นเป็นอาวุธที่เขาเก็บหอมรอมริบจากการรวบรวมเศษเงินต่างๆ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขาเก็บดาบและดูแลมันอย่างดี

 

ต่อมา ฟางซิงเจี้ยนเอาดาบชั้นเลิศหนักร้อยจิน(50 กิโล) แนบอิงไว้ข้างๆ เจ้าดาบชั้นเลิศตัวนี้แม้ว่ามันจะหนักแต่สำหรับเขานั้น มันเป็นของชั้นเลิศที่ใช้สำหรับการฝึกฝนได้อย่างดี

 

ด้วยความแข็งแกร่งของฟางซิงเจี้ยน ในช่วงที่ยกตัวดาบขึ้นมานั้น มือทั้งสองก็มีอาการสั่นอยู่บ้าง ความว่องไวถูกบั่นทอนให้ลดลง เมื่อใช้ตัวดาบเขาพยายามฝึกฝนทักษะดาบหนัก

 

หลังจากการฝึกฝนทักษะดาบเบื้องต้นเพียงแค่ครึ่งเดียว เขาก็ทนถือมันต่อไปไม่ไหว ตัวดาบที่ถูกปล่อยจากมือกระทบกับพื้นดินเกิดเสียงดัง”แคร่ก,แคร่ก” เกิดร่องรอยของพื้นที่แตกไปบ้าง ฟางซิงเจี้ยน หายใจเข้าด้วยความรวดเร็วแขนทั้งสองของเขาปวดทำให้ไม่สามารถยกตัวดาบชั้นเลิศได้อีก

 

“หากเป็นยังงี้ต่อไป ข้ายังคงอยู่อีกไกลน่าดูสำหรับระดับที่จะ “ยกของหนักราวกับเป็นอากาศธาตุ” ”

 

ระดับที่จะสามารถควงดาบหนักร้อยจินขึ้นไปได้นั้นจะถูกเรียกว่า ‘ยกของหนักราวกับเป็นอากาศธาตุ’ ตำนานได้กล่าวขานไว้ว่า มาตราฐานของโลกอื่นสามารถหมุนควงอาวุธที่หนักราวร้อยจินขึ้นไปได้อย่างสบายก็ต่อเมื่อระดับของมนุษย์ก้าวสู่ระดับที่ 10

 

พละกำลัง ความไว การตอบสนอง, ความอึด และความยืดหยุน พวกนี้ถูกรู้จักใน “คุณลักษณะห้าประการ”

 

พละกำลัง ความไว คุณลักษณะเหล่านี้นั้นถูกใช้ในการต่อสู้และเคลื่อนไหวต่างๆ

 

ความไว จะส่งผลให้ช่วยในกล้ามเนื้อของมนุษย์นั้นมีการหดตัวและขยายได้อย่างไวจะส่งผลให้ขยับท่วงท่าอะไรก็ไวไปตามที่ใจสั่ง

 

การตอบสนองก็จะส่งผลประมวลข้อมูลต่างๆเข้าสู่สมองเพื่อให้รับรู้ถึงกริยาท่วงท่าต่างๆ หากมีการรวมกันของความไวและการตอบสนองนั้นมันจะส่งผลดีต่อความสามารถในการต่อสู้เพราะเมื่อใดที่ขยับท่วงท่าเข้าใส่ศัตรู เมื่อใดที่ศัตรูกำลังคิดจะโจมตีส่วนไหนการตอบสนองนี้แหล่ะจะช่วยให้เรามีชีวิตรอด

 

คุณลักษณะความอึด ความอึดความอดทนถูกใช้ในการล่อเลี้ยงเลือดเข้าสู่หัวใจทำให้เราสามารถฝึกฝนและทำสถิติได้ดี มันจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวและอยู่ได้นาน

 

คุณลักษณะความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นมีข้อดีอยู่อย่างนึง หากเมื่อใดที่เราตกอยู่ในสภาวะอันตราย ความยืดหยุ่นนี้จะช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บลงได้ แม้ว่าแรงของศัตรูจะรุนแรงแค่ไหนเราก็สามารถหลบหรือนำมันมาประยุกต์ใช้ในการสวนโจมตีก็ยังได้

 

ยังไงก็ตาม ห้าคุณลักษณะ ส่งผลไม่ให้เติบโตโดยตรงกับสถานะที่เมื่อมี 10 แต้มเพิ่มขึ้นมาแล้วเราไปเพิ่มตรงส่วนอื่นๆอาจจะทำให้ความแข็งแกร่งอย่างพละกำลังจากเดิมที่มีอยู่ 5 มันไม่ได้คูณ 2 ตามส่วนๆที่อัพๆไป

 

แต่ถ้าหากระดับสถานะมีครบ 10 ทุกอย่างแล้วนั้น คำว่า “ยกของหนักราวกับอากาศธาตุ” ที่ส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแกร่งอึดทึกได้ดียิ่งขึ้นราวกับว่าร่างกายนี้ถูกสังเคราะห์มาใหม่เป็นยอดขุนพลผ่านศึก หากแค่ชกต่อยหรือเตะกับคนธรรมดา ก็อาจจะทำให้คนๆนั้นตายได้

 

ฟางซิงเจี้ยน ที่กวัดแกว่งดาบชั้นเลิศไม่ได้อยู่นั้น ก็อาศัยทดสอบระดับความแข็งแกร่งของเขาด้วยการทำสมาธิและปรับความเข้าใจต่อคุณลักษณะทั้งห้าประการ

 

หลังจากที่ฝึกฝนในช่วงเช้าเสร็จสิ้นนั้น ฟางซิงเจี้ยนก็ไปชำระร่างกายให้สะอาดไร้กลิ่นเหงื่อที่ออกมาก่อนที่จะไปใส่เสื้อสีฟ้าคลุมทับด้วยเสื้อสีดำอีกที

 

เสื้อพวกนี้เป็นเสื้อของสีของมันได้จางหายไปเพราะน้ำที่ถูกการซักมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนทำให้สีซีดและเสื้อมันก็หดตัวขึ้นทุกครั้งที่อายุของฟางซิงเจี้ยนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงฐานะการเงินของเขานั้นไม่ได้ร่ำรวย

 

ฟางซิงเจี้ยนเดินออกมาจากลานเล็กๆที่ไว้ใช้สำหรับการฝึกฝน ดวงตาของเขามองกระทบกับอาคารที่มีรูปทรงคล้ายจีนโบราณที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนค้นหายิ่งนัก

 

ระหว่างทางเขาเห็นชายหลายคนมีอาวุธติดมาด้วยต่างใส่ชุดของหน่วยตะวันตกลาดตระเวนกันอยู่แถมนอกจากนี้ยังเห็นผู้หญิงที่สวมชุดสีขาวกำลังรดน้ำต้นไม้และกวาดพื้นลานตำหนักต่างๆ ขณะนั้นทุกคนต่างก็จ้องมาที่ฟางซิงเจี้ยน พวกเขาทั้งหมดก็ต่างโค้งคำนับแล้วเรียกว่า “นายน้อยฟาง”

 

พวกนี้คือส่วนหนึ่งของตระกูลที่เคยยิ่งใหญ่มาในอดีต แน่นอนว่าภาพลักษณ์ถ้าใครได้เห็นคงคิดว่าตระกูลนี้ร่ำรวย

 

แน่นอนในความเป็นจริงนั้น ตระกูลฟาง เป็นในตระกูลที่ใหญ่เป็นหนึ่งในห้าของตระกูลใหญ่เปรียบให้เห็นได้ชัดเลยว่า แม้ว่าสถานะการเงินจะตกต่ำแค่ไหนแต่เมื่อมีคนอยู่เยอะยังไงก็ย่อมผ่านอุปสรรคไปได้

 

ตระกูลฟางเป็นตระกูลที่อยู่มาแล้ว 200 กว่าปีเป็นตระกูลใหญ่ ในอดีตตระกูลฟางมีชื่อเสียงมากในด้านต่างๆ พวกเขาครอบครองที่ดินการเกษตรกว่าหมื่นมู่[1]และมีคนรับใช้สาวใช้มากมาย

 

อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งเหล่านี้ได้หายไปตั้งแต่หนึ่งร้อยปีที่แล้ว พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีก ตระกูลฟางกลัวว่า แคว้นซินอาจจะจัดการกับพวกตระกูลเก่าแก่ที่มั่งคั่งในอดีตด้วยการโละทิ้งดั่งนั้นพวกเขาทั้งหมดก็เลยหนีไปซ่อนตัวและวางรากฐานกันใหม่

 

เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาแคว้นซินได้เปิดให้มีการทำธุรกิจกันใหม่พร้อมกับสถานการณ์ในแคว้นการเกิดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เลยทำให้ตระกูลฟางได้มีโอกาสกลับไปทำธุรกิจในแคว้นซินได้อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

 

4 ปีหลังจากนั้น หรือเมื่อประมาณ 16 ปีก็ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ทำให้โลกอื่นกับโลกนี้มาบรรจบกัน นอกจากเมืองอสูรปีศาจทุกอย่างยังเหมือนเดิมตามปกติ แต่คนที่อยู่ในตัวเมืองกลับเปลี่ยนไป พวกเขาเหล่านี้วางทิ้งทุกอย่างและใช้โอกาสนี้ในการผจญภัยโลกอื่น หลังจากการสำรวจครั้งนั้นพวกเขากลับมาพร้อมพลังอำนาจทำให้การเกิดความอลม่านในแคว้นเลยทีเดียววเชียว

 

หลังจากพวกเขากลับมานั้น บางส่วนเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่หนึ่งในนั้นก็มีตระกูลฟางด้วยเช่นกัน

 

แต่ช่างน่าเสียดายนักผู้นำตระกูลฟางได้เสียชีวิตในโลกอื่นเมื่อเจ็ดปีก่อนที่ฟางซิงเจี้ยนจะเกิดเลยทำให้ตระกูลฟางเป็นตระกูลใหญ่ที่อ่อนแอที่สุดในตอนนี้

 

ฟางซิงเจี้ยน เดินไปยังทางเดินและเข้าไปในห้องรับรองอาหาร ที่นั้นมีผู้หญิงอายุน่าจะวัยกลางคนแต่ความงามของนางกลับไม่ได้ลดเลยแม้แต่น้อย ผมสีดำรูปร่างดีใส่ชุดสีแดงเครื่องแบบทางฝั่งตะวันตกพร้อมใส่รองเท้าส้นสูงที่ส่องแสงแว้บๆเข้าตา

 

ดวงตาเป็นประกายเงา คิ้วมีรูปทรงคล้ายดาบยกมุมสูงทำให้นางแลดูเป็นพวกที่ดุและเย็นชา หากมองอย่างผิวเผยดูได้เลยว่า ผู้หญิงเป็นคนที่คุยด้วยได้ยากแน่ๆ

 

หากมองอย่างดีๆ อีกครั้งบนตัวของผู้หญิงคนนี้ ก็จะเห็นร่องรอยของตีนกาที่แสดงถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงานต่างๆ

 

ยายคนนั้น[2]มุ่งความสนใจไปที่เอกสารในมือของเธออย่างเดียวแต่เมื่อฟางซินเจี้ยนเดินเข้าไปห้องรับรอง เธอคนนั้นก็เงยหน้ามองไปเขาที่หลานชายของเขาแล้วพูดคำว่า “นั่ง”

 

คนๆนี้คือ คนที่ดูแลตระกูลฟางปัจจุบัน สถานะของนางคือ ยายของฟางซินเจี้ยน อายุราวๆ 49 ปีนามว่า หลี่ชูหวา

 

ฟางซินเจี้ยนนั่งลงไปเก้าอี้อย่างระมัดระวังโดยนั่งบนเก้าอี้แค่ 1/3 ของตัวมัน

 

ข้างๆเขามีคู่คู่นึงอายุราวๆ 30 ปี ไม่มีใครอื่นนอกจากจะเป็นพี่สาวและพี่ชายของมารดาเขา นั้นก็คือป้าสองกับลุงสอง

 

ฟางซินเจี้ยนยิ้มและพยักหน้าให้แก่ลุงสอง ดูเหมือนว่าลุงสองจะมีท่าทีที่อยากจะพูดอะไรบางอย่างออกไปแต่ก็ต้องหยุดที่จะพูดคำนั้นเพราะว่าภรรยา พวกเขาสองคนนี้คอยช่วยเลี้ยงดูฟางซินเจี้ยนให้เติบโตเพราะว่าฟางซินเจี้ยนเป็นเด็กกำพร้า ในอดีตลุงสองได้แต่งงานกับป้าสอง ทำให้ตระกูลฟางนั้นมีฐานะเพิ่มขึ้นมาหน่อย ช่วงนั้นลุงสองยังมีศักดิ์คล้ายกับสามีนำภรรยาแต่ตอนนี้กลับกันเป็นภรรยาออกนำแทนสามีทุกอย่าง

 

ฟางซินเจี้ยนไม่เคยถูกยกย่องอะไรเลยสักอย่างภายในตระกูล มีแต่เพียงลุงสองที่คอยเป็นห่วงหลานของเขา เขามักจะถามปัญหาชีวิตต่างๆว่าวันนี้เป็นเช่นไรบ้าง แต่ตอนนี้ลุงสองของเขากลับถูกป้าสองไม่ให้พูดจาใดๆหรือกระทำใดๆเกี่ยวกับตัวฟางซินเจี้ยน

 

ตั้งแต่แต่งงานกันมาไม่มีข่าวดีเกี่ยวกับการตั้งท้องเลยของภรรยาลุงสอง ยายเขาไม่ค่อยชอบหน้าภรรยาลุงสองเท่าไหร่นักแต่ว่า เพราะการแต่งงานของนางเข้าบ้านตระกูลฟางทำให้ตระกูลฟางมีฐานะเพิ่มขึ้นมาบ้าง ไม่เช่นนั้นละก็คงถูกบังคับให้หย่ากันนานแล้ว

 

พอทั้งสามคนมาอยู่ด้วยกัน ไม่มีแม้แต่การพูดคุยใดๆ พวกเขาไม่กล้าพอที่จะเปิดประเด็นสนทนา เพราะต่างก็รู้ดีว่ายายแก่คนนี้เป็นคนที่ดูแลตระกูลฟางทั้งหมด ไม่มีใครกล้าไปโต้เถียงวาจาใดๆกับนางเลยสักคน ถือได้ว่าสถานที่แห่งนี้นางคือกฏของตระกูล

 

หลังจากผ่านไป 15 นาทียายแก่ผู้นี้ขมวดคิ้วและมองแว้บไปที่สามคนนั้น บรรยากาศนั้นชวนขนลุกขนพองยิ่งนัก แล้วนางก็เก็บเอกสาร ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดว่า “ซิง เจ้าไปดูสิว่าทำไมนายน้อยสามถึงใช้เวลานานนัก ไปรับตัวเขามาที่นี้ในห้านาทีซะ”