0 Views

 

บทที่ 1 – ชายหนุ่มกับความฝัน

 

แปลไทย โดย DGz

 

ภายในห้องลับที่อยู่ในศาลาของอาจารย์ฟาง ต่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสวรรค์และโลก บริเวณภายในห้องนั้นเห็นมีกระถางสีแดงกระจายกลิ่นหอมของสมุนไพรหลายชนิด ไม่ว่านักปรุงยาผู้ใดเมื่อเห็นขั้นตอนนี้ก็ทราบได้ว่ากระบวนการกลั่นยาใกล้จะสำเร็จแล้ว

 

อาจารย์ฟาง ผู้เป็นหนึ่งในสามนักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในอาณาจักรชิง เคลื่อนไหวนิ้วทั้งสิบอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่กำลังใช้ความสามารถในการปรุงยาทั้งหมดที่มีเพื่อดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายของการปรุงเม็ดยา

 

กลิ่นของยังคงแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่เม็ดยาสีมวงสามสิบหกเม็ดลอยขึ้นมาจากกระถางที่มีขนาดพอๆ กับดวงตาของมังกร พร้อมกับปล่อยกลิ่นหอมสดชื่นออกมา

 

อาจารย์ฟางวาดแขนเสื้อวูบหนึ่งรวบรวมเม็ดยาเข้ามาในแหวน ถึงแม้จะอ่อนล้า ทว่าบนใบหน้าที่สูงวัยก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้น

 

เม็ดยาที่อาจารย์ฟางกลั่นขึ้นมานี้มีชื่อว่า “เม็ดยาชำระไขกระดูก” นี่คือหนึ่งในเก้าเม็ดยาโบราณที่ปรุงได้ยากที่สุด และการปรับแต่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตามการที่เขาสามารถปรุงเม็ดยาชำระไขกระดูกได้สำเร็จ นั่นหมายความว่าเขาได้เริ่มก้าวเข้าสู่อาณาจักรการปรุงยาทั้งเก้าแล้ว

 

และการบรรลุถึงระดับใหม่นี้คือเป้าหมายของอาจารย์ฟาง อาจารย์ฟางเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักปรุงยาตั้งแต่ตอนอายุสิบแปดปี และเมื่อตอนอายุสามสิบ ก็ได้กลายเป็นนักปรุงยาที่แท้จริง จากนั้นอาจารย์ฟางก็ได้ใช้เวลาอีกยี่สิบปี เพื่อเปิดประตูเข้าสู่อาณาจักรปรุงยาที่เก้า นี่แสดงว่าเขายังมีความหวังในการเปิดประตูอาณาจักรปรุงยาที่แปด

 

“หลิงเซียน ข้าขอขอบคุณทุกการช่วยเหลือของเจ้า ที่ทำให้ข้าสามารถปรุงเม็ดยาชำระไขกระดูกนี้ ขึ้นมาได้” อาจารย์ฟางยิ้มอย่างอย่างอ่อนโยนขณะมองไปยังเด็กหนุ่มข้างกายที่สวมชุดจากผ้ากระสอบ

 

เด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุราวสิบสี่ปี มีใบหน้าที่หล่อเหลา ตัวสูงเหยียดตรง แม้ว่าจะสวมใส่เสื้อกระสอบธรรมดาๆ ที่ทั้งหยาบ และหนา แต่ก็ไม่สามารถบดบังความสงบ และความคิดที่เฉิดฉายได้

 

“ท่านอาจารย์ อย่าได้กล่าวแบบนี้เลย ข้าเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ที่กำลังพยายามเรียนรู้เรื่องการปรุงยาด้วยการช่วยเหลือท่าน” หลิงเซียนเอ่ยตอบด้วยท่าทีที่สงบ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กหนุ่มเพียงเท่านี้จะมีความสุขุมเยือกเย็นที่เกินวัย

 

“เจ้าไม่ต้องถ่อมตัวไป เจ้าเรียนรู้การปรุงยากับข้ามาหกปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้ารู้จักเจ้าเป็นอย่างดี ถ้าไม่ใช่การเลือกส่วนผสมที่แม่นยำ และการช่วยเหลือที่รอบคอบของเจ้า ข้าคงปรุงเม็ดยาชำระไขกระดูกไม่สำเร็จ”

 

“ศิษย์เพียงทำในสิ่งที่ข้าทำได้เท่านั้น ถึงแม้จะไม่มีศิษย์ แต่ท่านอาจารย์ก็สามารถปรุงเม็ดยาชำระไขกระดูกได้อยู่ดี” หลิงเซียนตอบกลับเบาๆ

 

“ฮ่าๆ อย่าได้สอพลอข้า ข้ารู้ดีถึงความสามารถของข้าเอง” อาจารย์ฟางลูบเคราของตนเอง พร้อมกับรอยยิ้มเต็มไปทั่วใบหน้า แม้ว่าอาจารย์ฟางจะรู้ว่าคำพูดของหลิงเซียนเป็นคำพูดที่ยกยอปอปั้น แต่อาจารย์ฟางก็ยินดีรับไว้ นี่แสดงว่า หลิงเซียนเข้าใจถึงนิสัยของอาจารย์ฟางได้เป็นอย่างดี

 

หลิงเซียนเองก็ยิ้มตอบรับอย่างเงียบงัน หลิงเซียนเป็นบุตรชายของตระกูลหลิง ทั้งบิดา มารดา ตายตกตั้งแต่หลิงเซียนยังเล็กๆ ซ้ำร้ายทางตระกูลหลิงก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย จนกระทั่งหลังอายุแปดปี หลิงเซียนได้รับโอกาสเป็นลูกศิษย์ที่นี่ชีวิตของหลิงเซียนก็ดีขึ้นเล็กน้อย

 

อาจารย์ฟางเป็นผู้ที่ให้ที่อยู่อาศัย และสอนการปรุงยาให้แก่หลิงเซียน ดังนั้นหลิงเซียนจึงรู้สึกขอบคุณอาจารย์ฟาง หลิงเซียนจะไม่เรียกร้องใดๆ ในสิ่งที่มันอาจจะเป็นการรบกวนอาจารย์ฟางได้

 

“ความรู้ด้านการปรุงยา เจ้ามีมากพอๆ กับข้า น่าเสียดาย ถ้าหากเจ้าสามารถบ่มเพาะเต๋าได้ เจ้าก็คงกลายเป็นนักปรุงยาขั้นที่เก้าตั้งแต่สามปีที่แล้ว” อาจารย์ฟางถอนหายใจขณะที่จ้องมองไปที่หลิงเซียน

 

“อาจารย์ ท่านกล่าวแบบนี้มา สามสิบเจ็ด ครั้งแล้ว” หลิงเซียนหัวเราะอย่างขมขื่น ตั้งแต่จำความได้ นี่คือประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุด

 

มันน่าเสียดายที่หลิงเซียนไม่สามารถบ่มเพาะเต๋าได้!

 

“หากว่าข้าพูดประโยคนั้นซ้ำๆ แล้วมันช่วยให้เจ้ากลายเป็นนักปรุงยาได้ ข้าก็จะพูดมันทุกวัน” อาจารย์ฟางลูบเคราของตนเองอีกครั้ง กลบเกลื่อนความเสียดายในใจ

 

ถ้าหากหลิงเซียนสามารถฝึกตนได้ หลิงเซียนก็จะมีเกียรติ และได้รับมรดกบางเต๋าอย่างจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่

 

หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน อาจารย์ฟางก็พบว่าตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านพบมา มันไม่เคยเจอใครมีพรสวรรค์เทียบเท่ากับหลิงเซียนมาก่อน หลิงเซียนมีความสามารถในการจดจำที่น่าทึ่งเหนือกว่าเด็กทั่วๆ ไป อีกทั้งยังมีความเข้าใจในเรื่องราวที่เป็นเลิศ

 

อย่างไรก็ตาม หลิงเซียนขาดความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณจากสวรรค์และโลก ทำให้ความสามารถที่ยอดเยี่ยมนั้นไม่มีคุณค่าความหมาย

 

“นี่คือโชคชะตาที่ข้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้…” หลิงเซียนถอนหายใจเบาๆ

 

เป็นเวลานับสิบปี ที่หลิงเซียน พยายามดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปในร่างกาย แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดๆ มันก็ไม่ได้ผล ในขณะที่หลิงเซียนดึงพลังวิญญาณเข้าไป มันก็จะหายไปทันทีราวกับไม่เคยมีมาก่อน

 

จากการบันทึกของตำราโบราณ มีเหตุผลสองประการที่ทำให้ไม่สามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ หนึ่งคือคนผู้นั้นเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ไม่มีความสามารถในการรวบรวมวิญญาณ และสองผู้ที่มีความบกพร่องในการรวบรวมวิญญาณ ถือได้ว่าเป็นเพียงคนพิการคนหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตามหลิงเซียนนั้นแตกต่างออกไป หลิงเซียนไม่ใช่ผู้บกพร่องในการรวบรวมพลังวิญญาณ และไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนธรรมดา หลิงเซียนสามารถรวบรวมพลังวิญญาณได้ แต่เมื่อไหร่ที่คิดจะดูดซับพลังวิญญาณนั้นจะหายไป ทำให้หลิงเซียนกลายเป็นคนที่ใฝ่หาการบ่มเพาะเต๋าเพื่อบรรลุความยิ่งใหญ่ กลายเป็นตัวตนอมตะ

 

ตั้งแต่ยังเล็ก หลิงเซียนใฝ่ฝันที่จะไปยังอาณาจักรสูงสุดเพื่อมองดูมนุษย์จากเบื้องบน

 

“การบ่มเพาะเต๋านั้นก็เพื่อเข้าถึงความเป็นอมตะ และแสวงหาความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต หลิงเซียนอย่าได้ยอมแพ้ แม้ว่าสถานการณ์ของเจ้าจะพิเศษกว่าคนอื่น แต่ข้าก็เชื่อว่ามันมีวิธีแก้อย่างแน่นอน” อาจารย์ฟางกล่าวปลอบใจ

 

“ศิษย์ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ เพียงแต่ว่าศิษย์ไม่ต้องการที่จะทุ่มเทอะไรไปในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ แต่ถึงอย่างนั้นศิษย์ก็วางแผนที่จะซื้อเม็ดยาเบิกเนตร เพื่อลองเป็นครั้งสุดท้าย”

 

“เม็ดยาเบิกเนตร?” อาจารย์ฟางขมวดคิ้ว “หลิงเซียน แม้ว่าเม็ดยานี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเจ้าในการบ่มเพาะ แต่เราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามันมีโอกาสเพียงหนึ่งในพันล้านเท่านั้นที่ผู้กินเม็ดยานี้จะประสบความสำเร็จ”

 

“ศิษย์กำลังสู้เพื่อโอกาสหนึ่งในพันล้าน” หลิงเซียนกล่าวด้วยสายตาที่มุ่งมั่น “นอกจากใช้เม็ดยานี้เพื่อเบิกเนตรภายในแล้วศิษย์ก็หาทางอื่นไม่ได้อีกที่จะเปลี่ยนชะตากรรมอันน่าเศร้านี้”

 

การเบิกเนตรนั้น เป็นหนึ่งในทักษะที่ลึกลับที่สุดในการบ่มเพาะเต๋า

 

กล่าวกันว่าในโลกนี้มีเนตรมากมายถึง หนึ่งร้อยแปดชนิด แต่ละชนิดก็มีความสามารถ และพลังที่ลึกลับแตกต่างกันไป ผู้ใดก็ตามที่สามารถเบิกเนตรในดวงตาได้ เรียกได้ว่าคนผู้นั้นเป็นคนที่พระเจ้าโปรดปราน และยังได้รับการยกย่องจากเหล่าตระกูลชั้นสูงทั้งหมด

 

อย่างผู้ที่เบิกเนตรอันดับที่เก้าสิบเก้า จะสามารถมองเห็นแสงสมบัติที่เปล่งออกมา แม้ว่าสมบัติเหล่านั้นจะถูกปิดผนึกด้วยคาถามากมาย แต่ด้วยเนตรดังกล่าวก็สามารถสังเกตเห็นได้ รวมไปถึงยังสามารถค้นหาวิญญาณ และซากโบราณสถานได้อีกด้วย ประโยชน์ของมันมากมายสุดคนานับ

 

จากประวัติสามหมื่นปีที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะได้ใช้ความสามารถนี้ในการค้นพบวิญญาณมากมาย ขุดพบสมบัติที่มีมูลค่ามหาศาล สุดท้ายคนผู้นั้นก็ได้กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดด้วยการสะสมสมบัติไว้มากมาย

 

“ข้าจะไม่ขัดขวางการตัดสินใจของเจ้า นี่คือหินวิญญาณห้าร้อยก้อน รับมันไป ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยข้า” อาจารย์ฟางโบกมือกลางอากาศ ทันใดนั้นหินรูปทรงแปลกประหลาดก็ปรากฏออกมา

 

“นี่…..”

 

หลิงเซียนรู้สึกตื้นตันเป็นอย่างยิ่ง ควรทราบว่าการเป็นผู้ช่วยในการปรุงยา อย่างมากที่สุดค่าตอบแทนที่ได้รับคือหินวิญญาณเพียงห้าก้อน แต่นี่มากมายถึงห้าร้อยก้อน มันแสดงให้เห็นว่าอาจารย์ฟางได้ช่วยหลิงเซียนซื้อเม็ดยาเบิกเนตร

 

อาจารย์ฟางเห็นท่าทางของหลิงเซียนก็หัวเราะขึ้นเบาๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องตกใจ นี่ถือว่าเป็นการสนับสนุนของข้า หากเจ้าสามารถเบิกเนตรได้ ก็อย่าลืมมาตอบแทนข้าแล้วกัน”

 

หลิงเซียนกลายเป็นเงียบงันไป ตลอดชีวิตที่ผ่านมาหลิงเซียนถูกเย้ยหยัน และดูแคลน และไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ทั้งหมดมันเป็นเพราะเพราะหลิงเซียนไม่มีความสามารถในการบ่มเพาะเต๋า แต่ตอนนี้หลิงเซียนได้รับการสอนโดยหนึ่งในสามนักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรชิง ปรมาจาราย์ฟางเต็มใจที่ให้หลิงเซียนมีโอกาสในการเข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะเต๋า

 

หลิงเซียนเก็บหินวิญญาณห้าร้อยก้อนไว้ในกระเป๋าแล้วโค้งศรีษะกล่าวขอบคุณ “ถ้าศิษย์สามารถก้าวผ่านเมฆเหนืออาณาจักรชิงได้ ศิษย์ยินดีบุกน้ำลุยไฟเพื่อตอบแทน”

 

“ไม่ต้อง! ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตอบแทนใดๆ ข้าเพียงเห็นว่าเจ้ามีความสามารถ ข้าเพียงแค่ช่วยในสิ่งข้าพอจะทำได้” อาจารย์ฟางหัวเราะแล้วกล่าวต่อว่า “ไปเถอะ นี่ก็เที่ยงวันแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าต้องไปทำงานกับกับท่านหวัง”

 

หลิงเซียนพยักหน้าแล้วเดินออกจากห้องลับ ในหัวใจหลิงเซียนเต็มไปด้วยความกตัญญูและความตื่นเต้น

 

สิ่งที่อาจารย์ฟางมอบให้นั้นไม่ใช่เพียงแค่หินวิญญาณห้าร้อยก้อน แต่มันเป็นโอกาสที่จะทำให้หลิงเซียนโบยบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

 

“ข้าจะต้องทำให้ได้!” หลิงเซียนคิดอย่างเงียบๆ ขณะเดินทางไปศาลาฉีเจิน

 

แม้ว่าเม็ดยาเบิกเนตร จะเป็นหนึ่งในเม็ดยาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดจากบรรดาเม็ดยาทั้งหมด ทว่ามันก็มีขายแค่ในบางที่เท่านั้น หนึ่งในนั้นคือศาลาฉีเจิน

 

เม็ดยาเบิกเนตร มีราคาขายอยู่ที่เจ็ดร้อยหินวิญญาณ ถือว่าเป็นราคาที่ไม่แพงสำหรับผู้บ่มเพาะทั่วไปที่มีพื้นหลังที่ดี แต่สำหรับหลิงเซียนแล้วมันก็ยังคงเป็นจำนวนที่มาก ถ้าหากไม่ได้หินวิญญาณจากอาจารย์ฟาง และการเก็บหอมรอมริบจากช่วงเวลาที่ผ่านมา หลิงเซียนก็คงไม่อาจซื้อได้ในเร็ววัน

 

ในที่สุดหลิงเซียนก็เดินมาถึงศาลาฉีเจิน ที่มีทั้งหมดสามชั้น ขณะที่หลิงเซียนกำลังจะก้าวเข้าไปนั้น เสียบแหบแห้งที่แม้จะอยู่ห่างไกล แต่ก็ดังอยู่ใกล้หูดังมา

 

“หืม? คนที่มีพรรสวรรค์ที่หาได้ยากเช่นนี้ปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

 

ใครน่ะ?

 

เสียงนี้ทำให้หลิงเซียนกระโดดจนตัวลอย หลิงเซียนรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาอย่างชัดเจน

 

“ข้านอนหลับมาเป็นเวลานับพันปี ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา ข้าก็ได้พบกับเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในที่สุด โชคของข้าช่างดีจริงๆ” เสียงนี้ยังคงดังก้องอยู่ มันกล่าวถึงความโชคดีของตนเอง

 

“ไม่ทราบว่าเป็นปรมาจารย์ท่านใด แต่ได้โปรดอย่าได้ล้อข้าเล่นแบบนี้ ข้าเป็นเพียงคนไร้ความสามารถในการดูดซับวิญญาณ ไม่ได้มีพรสวรรค์อย่างที่ท่านได้กล่าวแต่อย่างใด” หลิงเซียนกล่าวอย่างระมัดระวัง แม้หลิงเซียนจะทราบว่าอีกฝ่ายไม่ได้กล่าวตามความจริง แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้หลิงเซียนเป็นคนอดทนต่อคำเยาะเย้ยอย่างยิ่ง

 

“ไร้ความสามารถ?” เสียงลึกลับตอบกลับก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ “นี่มันเรื่องตลกจริงๆ ที่ข้าได้ยินในรอบสามหมื่นปีจริงๆ ถ้าหากเจ้าเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ทั่วทั้งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า และสามร่างวิญญาณ คงกลายเป็นขยะทั้งหมด”

 

หลิงเซียนรู้ดีเกี่ยวกับสวรรค์เก้าชั้นฟ้า และร่างวิญญาณเป็นอย่างดี ตัวตนของพวกเขาแต่ละคนต่างมีพรสวรรค์ที่น่าแตกตื่น และมีพลังที่สามารถสั่นสะเทือนได้ทั้งโลก นี่มันไม่ใช่เรื่องหยอกล้อที่หนักเกินไปหน่อยหรือที่บอกว่าตนเองมีพรสวรรค์เหนือกว่าคนเหล่านี้?

 

“เจ้าคงจะไม่เชื่อข้า เดี๋ยวข้าจะแสดงให้เจ้าดูว่าคำพูดของข้ามันน่าเชื่อถือ” เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง

 

พริบตาต่อมา หลิงเซียนก็มองเห็นภาพวาดลอยออกมาจากศาลาฉีเจิน ภาพวาดนี้เปล่งประกายระยิบระยับด้วยสีสันที่แตกต่างกันถึงเก้าสี เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรกร้างว่างเปล่า ภาพวาดค่อยๆ ลอยมาห่อหุ้มหลิงเซียนเอาไว้แล้วหายไป

 

ในตอนนั้นหลิงเซียนก็ได้สัมผัสถึงโลกอีกใบที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน

 


 

นิยาย Painting of The Nine Immortals มีเพจใน Facebook
https://www.facebook.com/Painting-of-the-Nine-Immortals-แปลไทย