0 Views

ตอนที่ 81 – พรสวรรค์ระดับ SSS (1)

 

(กลุ่มลับถึงตอนที่ 242 แล้ว >> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

ผมขมวดคิ้วกับคำพูดของยูจงฮยอค

หนีไปทางทิศตะวันออกเดี๋ยวนี้? ผมช่วยชีวิตของเขา และในตอนนี้เขากลับกำลังสั่งผมงั้นเหรอ?

ผมรำคาญนิดหน่อย แต่ยูจงฮยอคก็พูดขึ้นมาก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไร

– ภัยพิบัติแห่งคำถามกำลังตื่นขึ้น

…อะไรนะ?

ผมงงอยู่หน่อยๆ เพราะผมไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เขากำลังพูดได้ และยูจงฮยอคก็ขมวดคิ้ว

– มีคนกำลังปลุกภัยพิบัติขึ้นมา

***

หลังจากนั้นไม่นาน ฮันซูยองและผมก็ทิ้งไลคาออนที่กำลังจมอยู่กับการรู้แจ้งและมุ่งหน้าไปยังกังดง

มันเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“พวกเราจะทิ้งหมาป่าตัวนั้นไว้เหรอ?”

“อิมยันตาร์สามารถสัมผัสถึงเจ้าของเหรียญตราได้ เขาจะมาหาพวกเราเมื่อเขาตื่นขึ้น แต่…” ผมมองไปยังฮันซูยองที่กำลังวิ่งอยู่ข้างๆ ผมและพูด “เธอช่วยแบกเขาหน่อยไม่ได้เหรอ? ใช้อวตารของเธอก็ได้”

“ไม่มีทาง” ฮันซูยองรีบขยับออกไปจากผม

“ไม่ใช่ก่อนหน้านี้เธอพูดเหรอว่ายูจงฮยอคอาจจะไม่ใช่คนเลว?”

“นั่นมันตอนนั้น ไม่ใช่ว่าเขาคือคนที่ตัดคอฉันหรอกเหรอ?”

ผมไม่สามารถพูดอะไรเพื่อลบล้างคำพูดของเธอได้ ยูจงฮยอคพูดผ่านทางจุดนัดพบระหว่างวัน

– นายจะทิ้งฉันไว้ก็ได้ ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือ

– อย่าอวดดีไป ฉันจะทิ้งนายจริงๆ นะ

ผมไม่เห็นใบหน้าของยูจงฮยอคเพราะเขากำลังขี่หลังของผมอยู่

– นายจะเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้เมื่อไหร่?

– ในสองวัน

– นายจะฆ่าฉันหรือไม่เมื่อนายหายแล้ว?

ผมถามติดตลก แต่ไอ้บ้านี่ก็ไม่ตอบ ผมจงใจลดความเร็วที่ผมเคลื่อนไหวลง

– งั้นฉันก็ช่วยนายไม่ได้แล้ว ฉันจะเชื่อใจคนที่พยายามจะฆ่าฉันได้ยังไง? ฉันจะช่วยนายถ้านายสาบานด้วยชีวิต สาบานว่าจะไม่ฆ่าฉันจนกว่าการเสื่อมถอยรอบที่สามจะสิ้นสุดลง

– ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้

ไอ้ระยำเอ้ย

– งั้นก็สาบานว่านายจะไม่ทำร้ายฉันจนกว่าจะจบสถานการณ์ที่ห้า ถ้านายไม่ทำแบบนี้ ฉันก็จะไม่ช่วยนายจริงๆ

ยูจงฮยอคคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบ

– ฉันสาบาน

น่าประหลาดใจที่ยูจงฮยอคตกลงคำสาบาน คำสาบานด้วยชีวิต มันคือข้อจำกัดสำหรับคนที่สาบาน

เปลวเพลิงอันเยือกเย็นปะทุออกมาจากร่างกายของยูจงฮยอคและขุดลึกลงไปในหัวใจของเขา ถ้าเขาตระบัดสัตย์ เปลวเพลิงนี้ก็จะเผาผลาญหัวใจของเขา ผมรู้สึกโล่งใจนิดหน่อย แต่หลังจากนั้นยูจงฮยอคก็พูดต่อ

– ฉันจะไม่ฆ่านาย แต่…

– แต่อะไร?

– ฉันจะต่อยนายครั้งนึง

– อะไรนะ?

ผมรู้สึกงงๆ อยู่ครู่หนึ่ง เขาจะต่อยผมเหรอ?

– นี่เป็นเพราะเมื่อสองวันก่อนเหรอ?

ยูจงฮยอคไม่ตอบอีกครั้ง ผมคิดว่ามันแปลกที่ยูจงฮยอคซึ่งกำลังโกรธอยู่ยอมสาบาน

– …แค่ครั้งเดียว ฉันจะทำมันเบาๆ เข้าใจไหม?

ใช่ มันอาจจะไม่เลวถ้าการต่อยหนึ่งครั้งสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ของผมกับยูจงฮยอคได้ ในสถานะปัจจุบันของผม ผมคงไม่ตายจากการโจมตีเพียงครั้งเดียวของยูจงฮยอค

หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็ข้ามสะพานชองดัมดงและเข้าสู่ควังจิน

ผมรู้สึกว่าระบบนิเวศโดยรอบเปลี่ยนไปทีละน้อย หญ้ากำลังเติบโตบนถนน และแทนที่จะเป็นกลิ่นศพเน่า มันมีมอนสเตอร์ตัวเล็กๆ กำลังอึอยู่เต็มพื้นที่

ลำต้นของพืชขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากพื้นดินและล้อมรอบอาคารสูงโดยรอบ

[เผ่าพันธุ์พืชระดับ 7 ‘ยานัสเพลต้า’ กำลังเฝ้าระวัง]

ผมพูดกับฮันซูยองที่กำลังชักอาวุธออกมา “อย่าบุ่มบ่าม มันจะไม่เป็นไรตราบที่ไม่โจมตีก่อน”

“…มอนสเตอร์พวกนี้จะไม่โจมตีด้วยหนวดทันทีเหรอ?”

“มันมีอยู่แค่ในการ์ตูนเท่านั้น พวกมันอ่อนโยน ระวังอย่าไปเหยียบรากของพวกมันก็พอ”

ที่ด้านบนของตัวอาคาร มันมีหัวของพืชที่คล้ายกับดอกทานตะวันกำลังมองมาที่พวกเราอยู่ มันดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นมอนสเตอร์ที่ดี นี่ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะดีอยู่

เดิมทีเผ่าพันธุ์พืชจะออกมาหลังจากโถงเอกเปิดออกอย่างเต็มที่

“การขึ้นรูปผิวดินเริ่มต้นแล้ว”

การขึ้นรูปผิวดิน

สถานการณ์ที่ห้าคือ โลก VS โลก มนุษยชาติต่อสู้กับโลกที่กำลังจะมาถึง

เช่นเดียวกับกรุงโซลที่ต้องเจอกับการกัดกร่อนแห่งโครโนส จีนก็ต้องเผชิญหน้ากับ ‘โลกบู้ลิ้มที่สาม’ ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับ ‘โลกปีศาจขาว’

ฮันซูยองลาดตระเวนไปรอบๆ ด้วยอวตารและกล่าวว่า

“มันเป็นอาณานิคมมอนสเตอร์ บ้าเอ้ย”

“การขึ้นรูปผิวดินจะเร็วยิ่งขึ้นไปอีกถ้าภัยพิบัติตื่นขึ้น”

“คนแบบไหนกันที่กำลังปลุกภัยพิบัติขึ้นมา?”

“คนอย่างเธอ คนที่ปลุกมังกรไฟน่ะสิ”

ฮันซูยองกัดริมฝีปากของเธอ

“…ไม่ใช่ว่านายก็จัดการมันไปแล้วเหรอ?”

“ในตอนนั้น โดเกบิระดับกลางได้ใส่บทลงโทษลงไปในตัวมังกรไฟ และถ้าฉันฆ่ามันไม่ได้ล่ะ? อย่าบอกฉันนะว่าเธอจะจัดการกับมัน?”

“แล้วคราวนี้มันจะมีไหม? ไม่ใช่ว่ามันจะดีกว่าเหรอที่พวกเราจะจัดการกับภัยพิบัติที่อ่อนแอลง?”

“ภัยพิบัติแห่งคำถามจะไม่เป็นแบบนั้น มันคงเป็นเรื่องน่าสงสัยถ้าโดเกบิจะใส่บทลงโทษลงไป”

พวกเราเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเพื่อหลบหลีกอาณานิคมของมอนสเตอร์ บนท้องถนน หนูดินและโกลล์กำลังกินซากศพอยู่

เมื่อมองไปยังร่องรอยของมอนสเตอร์ที่ถูกทำลาย ดูเหมือนว่ายูจงฮยอคจะต้องผ่านทางนี้มาแน่ๆ เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริงๆที่เดินมาได้ไกลขนาดนี้ด้วยสภาพร่างกายแบบนี้

ผมคุยกับยูจงฮยอค

– ฉันมีคำถาม

– …

– ทำไมต้องมาหาฉัน ฉันคิดว่านายจะฆ่าตัวตายซะอีก

– ฆ่าตัวตาย? ไร้สาระ

ถ้าเขาเห็นอนาคตในรอบที่แปดของเขา เขาคงจะไม่พูดแบบนี้ ผมสับสนเล็กน้อยกับคำพูดต่อมาของเขา

– ถ้าฉันจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ แบบนั้น ฉันคงไม่เริ่มต้นการเดินทางนี้

มันรู้สึกเหมือนครั้งแรกที่ผมอ่านหนทางเอาชีวิตรอด ผมคิดว่าบางทีฮันซูยองอาจจะพูดถูก ยูจงฮยอคที่ผมเชื่อที่ผมรู้จักคือยูจงฮยอคที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ฆ่าคนเป็นผักปลา และทำให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคในรอบที่สามก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น บางทีผมอาจจะไม่รู้จักยูจงฮยอคในรอบที่สามนี้ด้วยซ้ำ

[ความเข้าใจของคุณในตัวละคร ‘ยูจงฮยอค’ เพิ่มขึ้น]

ในขณะเดียวกัน ยูจงฮยอคก็พูดออกมา

– ฉันคิดถึงนายในทันที ฉันคิดว่านายอาจจะช่วยได้สักหน่อยเพราะนายคือคนที่ทำลายบัลลังก์หนึ่งเดียวได้

– นายจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับการที่ฉันทำลายบัลลังก์หน่อยเหรอ?

– ฉันไม่ต้องการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว นอกจากนี้ เมื่อฉันมาคิดถึงมัน นายคงจะทำมันเพื่อออกจากกฎแห่ง ‘เทพเจ้าต่างโลก’ ก็ได้

– …นายรู้?

ผมกลัวจริงๆ เพราะผมไม่เคยพูดกับยูจงฮยอคมาก่อนเลย

นอกจากความเยือกเย็นของเขา ไอ้บ้านี้ก็มีความคิดที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ด้วยเหรอ?

ยูจงฮยอคยังคงพูดต่อไป

– พูดตามตรง ฉันคิดว่ามันไม่ใช่หนทางที่แย่ ปัญหาก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป หลังจากที่นายทำลายบัลลังก์ ผู้ชี้นำจะกระจัดกระจายกันออกไปและยากที่จะรวบรวมอุกกาบาต นี่คือเหตุผลว่าทำไมการขึ้นรูปผิวดินถึงเกิดขึ้นเร็วนัก พวกคนพเนจรได้ใช้พลังของอุกกาบาต

– นายหมายความว่าไง? การขึ้นรูปผิวดินคงไม่เร่งความเร็วขึ้นเพียงเพราะการใช้อุกกาบาตหนิ

– หนึ่งในสิบอสูรได้ครอบครอง ‘อุกกาบาตแห่งภัยพิบัติ’ แล้ว

สิบอสูร หัวใจของผมหดเกร็ง ผมคิดไว้แล้ว แต่การได้ยินมันจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ต่างออกไป

– ผู้แพร่พิษงั้นเหรอ?

– …นายรู้?

– เธอเป็นคนเดียวที่ใช้พิษพันวิญญาณได้

แต่มันก็ยังมีบางส่วนที่ผมไม่เข้าใจ

– งั้นทำไมนายถึงติดพิษ? ถ้านายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคือผู้แพร่พิษ ไม่ใช่ว่านายควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ งั้นเหรอ?

– ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมเธอ

– เกลี้ยกล่อม? นายเนี่ยนะ?

จากนั้นภาพฉากหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาอย่างช้าๆ ยูจงฮยอคพูด

– ฉันต้องการทำให้เธอเป็นสหาย

สหาย… ผมเข้าใจแล้ว ตอนนี้ผมจำได้แล้ว ผู้แพร่พิษ ลีซอลฮวาคือสหายของยูจงฮยอคในรอบที่สอง

สิบอสูรไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามเสมอไป

เช่นเดียวกับจ้าวแห่งป้อมปราการติดอาวุธ กงพิลดู ที่เปลี่ยนไปในรอบนี้ ลีซอลฮวาก็ถูกเปลี่ยนเป็นสหายในหลายๆ รอบ รวมถึงการเสื่อมถอยรอบแรกด้วย ในการเสื่อมถอยรอบอื่นๆ ทั้งหมด ผู้แพร่พิษ ลีซอลฮวา คือหนึ่งในสหายเพียงไม่กี่คนที่ยูจงฮยอคพึ่งพา

– นายทำอะไรที่ไม่เหมือนกับตัวนายเลย

– ฉันยอมรับ ฉันมันน่าสมเพชจริงๆ

– …

– เธอไม่ใช่คนที่ฉันรู้จัก ฉันรู้ดี ถึงกระนั้น ฉันก็อยากจะเชื่อสักครั้งว่าผู้หญิงคนนั้นในความทรงจำของฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันอยากจะอยู่กับเธออีกสักครั้ง

ผมไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้กับความเหงาที่เขาแบกรับไว้อยู่

ในชีวิตที่สองของเขา ลีซอลฮวามีชีวิตอยู่ไม่นานเท่าไรนัก แต่เธอก็เป็นคนรักของยูจงฮยอค

– ฉันเข้าใจ

ยูจงฮยอคเงียบไปครู่หนึ่ง

– นายพูดเหมือนกับว่านายเคยเสื่อมถอยมาก่อน

– ฉันไม่จำเป็นต้องเสื่อมถอยก็เข้าใจได้

ผมรู้ว่าผมไม่ควรจะพูดว่าผมเข้าใจ ถึงกระนั้น ผมก็ยังต้องการพูดมันออกไป เนื่องจากเขาคงจะไม่ได้รับความเข้าใจจากใครอีกในอนาคต ผมคิดว่าผมต้องพูดมันออกไป

[ตัวละคร ‘ยูจงฮยอค’ สั่นไหวอย่างรุนแรง]

[ตัวละคร ‘ยูจงฮยอค’ ได้รับการปลอบโยนเบาๆ]

– แปลก เห็นได้ชัดว่านายไม่ใช่ผู้เสื่อมถอย… แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่านายเข้าใจอารมณ์เหล่านี้จริงๆ นี่เองก็เป็นพลังของผู้เผยพระวจนะงั้นเหรอ?

ผมไม่ตอบ ทำให้ยูจงฮยอคพูดต่อ

– แน่นอนว่านายไม่ใช่คนดี นายเป็นคนไร้ยางอายที่ลักพาตัวน้องสาวของฉัน

– ฉันไปลักพาตัวเธอตอนไหนกัน? ฉันแค่ปกป้องเธอ นายคงจะเข้าใจด้วยการจับเท็จ…

“คิมทกจา”

พวกเราหยุดพูดด้วยน้ำเสียงอันตึงเครียดของฮันซูยอง ถนนจากสะพานชอนโฮไปยังกังดงเผยออกมา โถงเอกเปล่งแสงเจิดจ้าและมีบางสิ่งตกลงมาที่กังดง

บัดซบ มันกำลังเกิดขึ้นแล้ว

พวกเราเข้าสู่กังดงเต็มที่ และความหนาแน่นของหญ้าแปลกๆ ที่ปกคลุมพื้นดินก็เพิ่มขึ้น ต้นไม้สกปรกเติบโตขึ้นระหว่างอาคารและมีสัตว์เล็กๆ วิ่งอยู่บนต้นไม้

กังดงได้กลายเป็นโลกใบอื่นไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ฮันซูยองกัดริมฝีปากของเธอและถาม “พวกเรามาช้าเกินไปเหรอ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าภัยพิบัติได้ตื่นขึ้นมาแล้ว?”

“มันยังไม่เกิดขึ้น ไม่งั้นพวกเราคงได้รับสถานการณ์แล้ว”

พวกเราเดินหน้าไปอีกสักพักและเห็นเครื่องหมายหลายอันอยู่บนพื้น มันดูเหมือนกราฟฟิตี้ แต่จริงๆ แล้วมันคือการแสดงอาณาเขต

มันเป็นคำเตือนว่าไม่ควรย่างเข้าไป

จากตรงนี้ไป มันคือพื้นที่ของผู้แพร่พิษ เช่นเดียวกับคนพเนจรคนอื่นๆ เธอได้ลงหลักปักฐานที่กังดงและเริ่มขยายอาณาเขตออกไป

ความคืบหน้าเร็วกว่าที่ผมคาดไว้

ฮันซูยองพูดว่า “ถ้ากลุ่มนี้มีการป้องกันที่ดี มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะถูกโจมตี… นายมีความคิดอะไรไหม?”

ไม่ ผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร่วมสงครามตั้งแต่ช่วงแรก

“พวกเราแค่ต้องการอุกกาบาต พวกเราสามารถขโมยมันได้ ฉันจะซื้อเวลาในขณะที่เธอไปเอาอุกกาบาต”

แต่มันคงไม่ง่ายนัก เรื่องราวอาจแตกต่างไปถ้าผมมีผู้ช่วยอย่างราชาพเนจร

ยูจงฮยอคขัดจังหวะ

– ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แม้ว่าภัยพิบัติจะเริ่มต้นขึ้น แต่ภัยพิบัติแห่งคำถามก็เป็นภัยพิบัติที่สามารถยับยั้งได้ในระยะแรกๆ

การยับยั้งในช่วงแรกๆ จริงสิ มันเป็นไปได้สำหรับยูจงฮยอค

– การยับยั้งในช่วงแรกๆ ใครจะทำได้? นายเป็นครึ่งเทพงั้นเหรอ?

– แน่นอนว่าควรเป็นนาย ไม่ใช่ว่านายก็กำลังคิดเกี่ยวกับมันอยู่เหรอ?

– ทำไมนายถึงคิดอย่างนั้น

– นายได้ปลุกผู้ชี้นำขึ้นมาแล้วและได้รับวิถีแห่งสายลม

จากน้ำเสียงของเขา เขาโกรธอยู่หน่อยๆ ที่ผมแย่งวิถีแห่งสายลมที่เขาควรจะได้ไป ผมพูดด้วยรอยยิ้ม

– ฉันยังไม่ได้เรียน

– …ทำไม? เวลาไม่พอเหรอ?

ผมดีใจจริงๆ

– ไม่ ฉันไม่มีความสามารถ

ผมรู้สึกได้ถึงการดูถูกเหยียดหยามของยูจงฮยอคในความเงียบของเขา

– นาย ตั้งแต่แรก…

“มีคน”

เมื่อผมได้ยินคำพูดของฮันซูยอง ผมก็ยกศรัทธาไม่แตกสลายขึ้นมา มันเป็นดินแดนของหนึ่งในสิบอสูร ดังนั้นมันย่อมต้องมีคนคอยเฝ้าระวังอยู่

ผมฝากยูจงฮยอคให้กับอวตารของฮันซูยอง

“…ฉันขอตัวสักพัก ดังนั้นฝากเขาด้วย เธอเข้าใจไหม?”

ผู้คนขยับเข้ามาใกล้ขึ้น แต่ก็มีบางสิ่งแปลกๆ ปกติแล้วมันจะมีเสียงไม่ดังนักเมื่อมีกลุ่มเพียงกลุ่มเดียวเคลื่อนไหว แต่จากนั้นก็มีเสียงที่ชัดเจนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นตรงหน้าของพวกเรา

“ทุกคน วิ่งไปที่สะพานชอนโฮ!”

มันไม่ใช่กลุ่มของผู้แพร่พิษ

พวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับกลุ่มของราชาพเนจร แต่ก็มีคนที่รอดชีวิตมาจากกลุ่มผู้แพร่พิษซึ่งกำลังหนีไปจากกังดง ผู้รอดชีวิตที่ไม่มีอาวุธอ้าปากออกมาเมื่อพวกเขาพบพวกเรา

“อ-ออกไป! เร็วเข้า!”

ลูกศรที่น่ากลัวกำลังบินมาหาพวกเขา ชายที่พูดกับผมล้มลงหลังจากถูกโจมตีด้วยลูกศร ด้านหลังของชายคนนั้นเปลี่ยนสีและคล้ำลงไปอย่างรวดเร็ว มันคือพิษ

“บัดซบ!”

กลุ่มของผู้แพร่พิษ ชายหญิงหลายสิบคนยิงลูกศรออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน

ในช่วงเวลาที่พวกเรากำลังหลบมันโดยการไปหลบหลังอาคาร มันก็มีเส้นด้ายแผ่ออกไปในอากาศ

ตาข่ายหลายสิบอันแพร่กระจายออกไปในครั้งเดียว ส่งผลให้กลุ่มลูกศรพันกันมั่วและพุ่งต่อไปไม่ได้ ดวงตาของฮันซูยองเบิกกว้างขึ้น

“…นี่มันสกิลบ้าอะไรเนี่ย?”

ในความเป็นจริง มันถูกยิงออกมาจากด้านหลังของกลุ่มผู้แพร่พิษ ด้ายเป็นเหมือนกับลวดเหล็ก ความคมของด้ายทำให้ขาของผู้คนกระเด็นขึ้นไปในอากาศ

“อ๊ากกก!”

ด้ายทุกเส้นถูกเชื่อมต่อเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอคือหญิงสาวที่สวมชุดศึกสีดำซึ่งกำลังบินผ่านอากาศ มันมีมีดสองเล่มยื่นออกมาจากนิ้วของเธอที่กำลังควบขี่ด้ายเวทมนตร์อยู่

หญิงสาวจัดการกับความยาวของด้ายได้อย่างอิสระ และเธอก็จัดการกับกลุ่มของผู้แพร่พิษในพริบตา

เธอไม่ลังเลเลย การเคลื่อนไหวนั้นเหนือล้ำกว่าความงดงามไปแล้ว การรวมกันระหว่างค่าสถานะและสกิลแสดงให้เห็นว่าเธอมีผู้สนับสนุนที่ไม่ธรรมดาเลย

[ข้อมูลของบุคคลนี้ไม่สามารถอ่านได้ใน ‘ลิสต์ตัวละคร’]

[บุคคลนี้ไม่ได้ลงทะเบียนใน ‘ลิสต์ตัวละคร’]

เธอไม่ได้อยู่ในลิสต์ตัวละครด้วยซ้ำ

ฮันซูยองพึมพำ “เฮ้ ผู้หญิงคนนั้น…”

ผมรู้จักเธอโดยไม่ต้องพูดอะไร มันเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้คือคนที่ผมรู้จัก

“…ยูซานอา?”

ผมไม่ได้พบเธอสองวัน แต่เธอกลับแตกต่างไปจากผู้หญิงที่ผมรู้จักอย่างสิ้นเชิง

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint