0 Views

ตอนที่ 71 – โลกที่ไร้ราชา (2)

 

มันมีเสียงฟ้าผ่าอยู่บนท้องฟ้าและเริ่มมีฝนหลั่งลงมา แสงสว่างที่พุ่งขึ้นมาจากบัลลังก์หนึ่งเดียวทะยานขึ้นแตะฟากฟ้า เมฆฝนหนาทึบหมุนวนรอบแสงนี้ มันเป็นสัญญาณของสถานการณ์ที่ห้า ห้องโถงเอก

โดเกบิระดับกลางพูดท่ามกลางสายฝน

[…เจ้าว่าอะไรนะ?]

“บัลลังก์นั่น ฉันไม่ต้องการ”

[ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้ แต่เจ้าไม่คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเจ้าเหรอที่จะได้เหรียญจำนวนมากในคราวนี้? ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งใช้เหรียญไปเป็นจำนวนมากเหรอ? เจ้าควรรับรางวัล ถ้าเจ้าไม่มีพลังแห่งบัลลังก์หนึ่งเดียว โซลโดมคงไม่อาจรอดไปจากสถานการณ์ที่ห้าได้]

ผู้คนในคังฮวามุนกรีดร้องใส่ผมเมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดของโดเกบิ

“อะไรนะ? นายคิดอะไรอยู่?”

“อย่าโง่ นั่งลงเร็วเข้า!”

“บัดซบ ฉันจะนั่ง…!”

โดเกบิพูดต่อราวกับว่ามันคิดว่ากำลังจะเป็นไปตามแผนของมัน

[บัลลังก์นี้สามารถมอบทุกสิ่งที่เจ้าต้องการได้ แค่นั่งบนบัลลังก์ มันจะสร้าง ‘เรื่องเล่า’ ของเจ้า และผู้สนับสนุนที่เจ้าเซ็นสัญญาด้วยก็จะเลื่อนระดับขึ้นไปได้ เจ้าไม่รู้ถึงความหมายของมันเหรอ?]

อันที่จริง ผมสามารถได้ยินเสียงโวยของกลุ่มดาวอยู่ในหูของผมได้

[กลุ่มดาว ‘นักผจญภัยผู้ตั้งไข่’ ต้องการเป็นผู้สนับสนุนของคุณ]

[กลุ่มดาว ‘Seo Ae Il Pil’ ต้องการเป็นผู้สนับสนุนของคุณ]

  • ····

[คุณได้รับการสนับสนุน 500 เหรียญ]

โดเกบิระดับกลางพูดต่อไปด้วยเสียงอันเยือกเย็น

[ข้าจะเตือนเจ้าล่วงหน้า ข้าไม่ชอบโดเกบิระดับต่ำ อย่าคิดว่าอุบายกระจอกๆ จะได้ผลกับข้า]

ผมมองไปยังบัลลังก์หนึ่งเดียว อย่างที่โดเกบิพูด สถานการณ์ที่ห้าจะยากต่อการเคลียร์ถ้าไม่มีบัลลังก์หนึ่งเดียว

อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้ว่าโดเกบิไม่ได้พูดออกมา ถ้าผมใช้ ‘บัลลังก์หนึ่งเดียว’ อันนี้ไปสักครั้ง ผมคงจะไม่สามารถไปถึงจุดสิ้นสุดของสถานการณ์ได้ ในผลงานเดิม ยูจงฮยอคสังเกตเห็นสิ่งนี้ในการเสื่อมถอยครั้งที่ 14

‘บังลังก์หนึ่งเดียว’ คือไอเท็มแบบนั้น

“ทำไมนายไม่กลายเป็นราชาล่ะ?”

คนที่น่ารำคาญปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางฝูงชน ชายคนนั้นหายใจออกมาและถ่มน้ำลายใส่ผมเหมือนกับว่าผมไปดูถูกเขามา

ผมหันไปหาเขา “นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากถามมากกว่า ทำไมนายถึงอยากให้ฉันเป็นราชา?”

“อะไรนะ?”

“นายจะทำยังไงถ้าฉันฆ่านายหลังจากกลายเป็นราชา?”

ริมฝีปากของชายคนนั้นแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ผมมองไปยังผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่อ “พวกนายทุกคนก็เหมือนกัน พวกนายลืมไปแล้วเหรอ? เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรกัน ทำไมพวกนายต้องทำตัวเหมือนกับเป็นพลเมืองของอาณาจักรด้วย?”

ทำไมผมไม่อยากเป็นราชางั้นเหรอ? มันง่ายมาก

“ฉันไม่ต้องการเป็นราชาของมนุษย์ผู้น่าเกลียดอย่างพวกนาย” ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกับพูดออกมา “นอกจากนี้ ฉันยังไม่ต้องการให้กลุ่มดาวที่น่าเกลียดเหมือนกับพวกแกมาเป็นผู้สนับสนุนของฉัน”

จากนั้นผมก็มองไปยังบัลลังก์

“ดังนั้นฉันจะไม่มีวันนั่งลงบนบัลลังก์หนึ่งเดียว แต่…” ผมชักดาบออกมา “ฉันก็จะไม่ยอมให้คนอื่นนั่งลงไปบนบัลลังก์เหมือนกัน”

เมื่อมีคนนั่งลงไปแล้ว มันก็หมายความว่าจะไม่มีใครสามารถนั่งลงไปได้อีก ดวงตาอันเย็นยะเยือกของโดเกบิระดับกลางเปล่งประกายขึ้นมา

[เจ้าควรระวังตัวหน่อยนะ ข้าไม่ได้อดทน…]

ผมพูดต่อในขณะที่ผมจ้องไปยังโดเกบิ

“นายจะลากความสิ้นหวังเข้ามายังสถานการณ์ของโดเกบิอีกนานแค่ไหน? ไม่มีใครรู้ว่าการนั่งลงบนบัลลังก์หมายความว่าไง?”

ผมรู้ว่ามีคนจำนวนมากแค่ไหนที่เคย ‘เชื่อฟัง’ และต้องจ่ายให้กับการเชื่อฟังครั้งนี้

“กลุ่มดาวแห่งคาบสมุทรเกาหลี มันก็เป็นเหมือนกับพวกแก ฉันรู้ว่าไม่ใช่กลุ่มดาวทุกกลุ่มจะเหมือนกันหมด กลุ่มดาวบางคนก็อยู่ระดับต่ำ และบางกลุ่มก็อยู่ในระดับสูง”

มันยังมีกลุ่มดาวระดับที่ไม่ปรากฏออกมาอีกในหมู่กลุ่มดาว

เช่นเดียวกับกลุ่มดาวบางส่วนที่เฝ้ามองเหล่าอวตาร กลุ่มดาวบางส่วนก็เฝ้ามองกลุ่มดาวเหมือนกัน พูดให้ชัดๆ กลุ่มดาวระดับต่ำคือกลุ่มดาวที่ถูกเฝ้ามองอยู่

“แต่มันพอได้แล้วหรือยัง? พวกแกจะเปลี่ยนดินแดนแห่งนี้ให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับแขกที่ไม่สบอารมณ์ไปอีกนานแค่ไหน?”

[กลุ่มดาว ‘เมตไตรยตาเดียว’ อึ้ง]

“พยายามสร้างประวัติศาสตร์เพื่อกลายเป็นกลุ่มดาว และจากนั้นก็สร้างเรื่องเล่าขึ้นมาเพื่อกลายเป็นกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่า… แล้วอะไรอีก? ยิ่งท้องฟ้าสูงเท่าไร ดวงดาวก็จะยิ่งเจิดจ้าขึ้นงั้นเหรอ? มันนานแค่ไหนแล้วที่พวกแกใช้ลูกหลานของดินแดนแห่งนี้เพื่อประโยชน์ของพวกแก?”

[กลุ่มดาว ‘นายหญิงแห่งไหมนิทรา’ เงียบไป]

ในเวลานั้นเอง โดเกบิระดับกลางก็เคลื่อนไหว

[ข้าไม่อาจทนได้อีกแล้ว]

พลันข้อความของระบบก็มาถึงในเวลาเดียวกัน

[สถานการณ์ย่อยใหม่มาถึงแล้ว!]

+

[สถานการณ์ย่อย – บังคับสืบบัลลังก์]

หมวดหมู่: ย่อย

ความยาก: B

เงื่อนไขการเคลียร์: สกัดอวตาร ‘คิมทกจา’ ผู้ไม่ต้องการนั่งลงบนบัลลังก์และวางเขาลงไปบนบัลลังก์

จำกัดเวลา: 30 นาที

สิ่งตอบแทน: 6,000 เหรียญ

ความล้มเหลว: –

+

ใช่ ผมคิดว่ามันคงจะออกมาเป็นแบบนี้

ผู้คนที่สั่นสะเทือนไปกับคำพูดของผม ในตอนนี้กำลังย่างเข้ามาหาแล้ว

ในท้ายที่สุด มันก็เป็นเหมือนกับที่โดเกบิพูด ผู้คนที่อยู่ที่นี่และผมด้วย ไม่ว่าผมจะพูดอย่างไร พวกเขาก็คงจะขายสตินึกคิดของตัวเองด้วยเหรียญเพียงไม่กี่เหรียญ

แน่นอนว่ามันก็ไม่ใช่ทุกคน

“ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ” หญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของผม ผู้คนชะงักไปให้กับคำพูดที่เธอโพล่งออกมา มันคือจางฮีวอน

“ไม่ว่าโลกจะเป็นเช่นไร มันก็มีบางสิ่งที่พวกนายไม่ควรจะลืม” ยูซานอาเองก็ปรากฏตัวขึ้นด้วย พร้อมกันนั้นก็ยังมีลีกิลยังที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมด้วยค้อน ราวกับว่าเขากำลังรออยู่ จางมินซอบและลีซงกุกเองก็ออกหน้าออกมาด้วย

“…บางครั้ง ตัวแทนก็เหมือนจะเป็นตัวเอกมากกว่ายูจงฮยอคอีก”

“ยูจงฮยอคไม่ใช่คนบ้าแบบนี้…”

นอกจากนี้ยังมีคนมาเซอร์ไพรส์อีก

“แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ฉันจะช่วยนาย”

“คำพูดของนายดูน่าเชื่อถือ”

พวกเขาคือราชาแห่งความงาม มินจีวิน และราชาเมตไตรย ชาซังคยอง ผมไม่รู้ว่าคำพูดไหนของผมที่จะโดนใจของพวกเขาเข้า อย่างไรก็ตาม มันก็ชัดเจนว่ามีบางสิ่งที่เปลี่ยนไป ถึงกระนั้น มันก็ยังแค่ไม่กี่คน

[เจ้าทำได้ดี… พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่? ลากเขาลงมาเดี๋ยวนี้!]

ผู้คนเริ่มวิ่งมายังบัลลังก์ จางฮีวอนผลักคนที่อยู่รอบๆ ตัวผมออกไปและถาม “ทกจา นายมีความคิดอะไรอยู่ใช่ไหม?”

“ใช่”

“พวกเราควรทำยังไงดี?”

“ซื้อเวลาให้ฉันสักพัก ฉันจะทำลายบัลลังก์นี่”

ความยาวของสถานการณ์ใหม่ถูกจำกัดด้วยบัลลังก์อันนี้ ผมชักดาบออกมา ส่งผลให้คนบางคนตะโกนออกมา

“ดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยิน!”

ดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยิน ระดับ S+

อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นไอเท็มที่สามารถเปลี่ยนเป็นสตาร์รีลิคได้ถ้าบรรลุเงื่อนไขบางอย่าง มันเป็นเพราะดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยินเป็นไอเท็มที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยดวงวิญญาณของกลุ่มดาว

[ตัวเลือกพิเศษของคันพยอนกุย ‘เสียงสะท้อนแห่งดวงดาว’ ถูกเปิดใช้งาน]

[‘เสียงสะท้อนแห่งดวงดาว’ อนุญาตให้คุณขอความช่วยเหลือจากกลุ่มดาวได้]

“ฉันจะเรียกกลุ่มดาว”

[กลุ่มดาวที่ยิ่งใหญ่ได้ยินเสียงของคุณกำลังไหลผ่านดวงดาว]

ผมเรียกกลุ่มดาวออกมาเหมือนกับว่าผมกำลังท่องคาถาที่จำไว้

“ฉันต้องการดาวดวงแรกของกระบวยใหญ่”

ดวงดาวหมาป่าโลภ (Dubhe)

“ฉันต้องการดาวดวงที่สองของกระบวยใหญ่”

ดวงดาวประตูใหญ่ (Merak)

“ฉันต้องการดาวดวงที่สามของกระบวยใหญ่”

ดวงดาวคำอวยพร (Phecda)

“ฉันต้องการดาวดวงที่สี่ของกระบวยใหญ่”

ดวงดาวแห่งความรู้ (Megrez)

“ฉันต้องการดาวดวงที่ห้าของกระบวยใหญ่”

ดวงดาวผู้สะอาดและบริสุทธิ์ (Alioth)

“ฉันต้องการดาวดวงที่หกของกระบวยใหญ่”

ดวงดาวแห่งทหาร (Mizar)

[การนำทางดวงดาวเริ่มขึ้นแล้ว]

[กลุ่มดาวทั้งหกดวงกำลังจ้องมองคุณอยู่]

กลุ่มดาวหลายพันกลุ่มหายไป และจิตใจของผมก็พลันหนักอึ้งเหมือนกับสถานีรถไฟใต้ดินที่แออัด ผมรู้สึกเวียนหัวในขณะที่มีเลือดไหลออกมาจากจมูกและหูของผม มันยากแม้แต่ที่จะคิด สมองของผมเริ่มทำงานเกินขีดจำกัดในทันทีที่ผมติดต่อไปหากลุ่มดาวหกดวงในเวลาเดียวกัน กลุ่มดาวกระบวยใหญ่เริ่มพูดออกมา

[เจ้าคิดอะไรอยู่?]

[เจ้าเรียกพวกเราทุกคน]

[จิตใจของเจ้าจะถูกทำลายโดยสมบูรณ์]

[เจ้าเรียกพวกเรามาทำไม?]

[ทำไมเจ้าไม่ใช้เส้นทางง่ายๆ…]

[แทนที่จะเป็นเส้นทางแห่งขวากหนาม?]

อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่หยุด ใช่แล้ว มีกลุ่มดาวอีกกลุ่มที่ผมต้องเรียกออกมาถ้าผมต้องการใช้ดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยิน แต่มันก็ไม่มีกลุ่มดาวเหลืออยู่บนแผ่นนภาแล้ว

[คุณใช้จำนวนครั้งที่คันพยอนกุยสามารถใช้ได้หมดไปแล้ว]

ผมดึงไหมังกรที่ผมเก็บมาจากราชาทรราชออกมาและละลายบางสิ่งลงไปในนั้น

ดันเจี้ยนเจ็ดคน ไหหลอมละลาย ผมใส่ไอเท็มสองชิ้นลงไปในไห

“ฉันขอสังเวยห่วงสามวงแหวนระดับ S และคันพยอนกุยระดับ S เพื่อเรียกกลุ่มดาวอีกกลุ่ม”

[พลัง ‘ละลาย’ ของไหมังกรแสดงความแข็งแกร่งของมันออกมา]

[ห่วงสามวงแหวนระดับ S หายไปในฐานะเครื่องเซ่นสังเวย]

[คันพยอนกุยระดับ S สามารถใช้ได้อีก 1 ครั้ง]

ผมใช้คันพยอนกุยอีกครั้งและเรียกดวงดาวกลุ่มสุดท้าย

“ฉันต้องการดวงดาวที่เจ็ดของกระบวยใหญ่

ดวงดาวทำลายกองทัพ (Alkaid)

ดาวเจ็ดดวงลอยอยู่ในอากาศ ดวงทั้งเจ็ดประกอบขึ้นเป็นกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ ในเวลาเดียวกัน ดวงดาวทั้งเจ็ดก็พูดกับผม

[เจ้าต้องการอะไรจากพวกเรา?]

“ฉันต้องการตัดสัญญาแห่งกลุ่มดาว ให้ฉันยืมดาบหน่อยเถอะ”

[…เจ้ารู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง?]

“ฉันรู้”

ผมทำมันแม้จะตระหนักถึงความเสี่ยงก็ตาม

รางวัลสุดท้ายของสถานการณ์ที่สี่คือบัลลังก์หนึ่งเดียว

บัลลังก์คือไอเท็มที่หยิบยืมพลังของ ‘เทพเจ้าแห่งโลกา’ มา

มันคงจะสะดวกมากๆ ถ้าผมได้บัลลังก์นี้มา ผมจะสามารถใส่ข้อจำกัดลงไปในตัวยูจงฮยอคและศัตรูที่คุกคามผมได้ก็จะหายไป

แต่โซลจะถูกทำลายอย่างแน่นอน มันเป็นการทำลายล้างโดยสมบูรณ์แบบซึ่งปราศจากผู้รอดชีวิตหรือปาฏิหาริย์

มันเป็นราคาที่จะต้องจ่ายสำหรับการยืมพลังแห่งบัลลังก์ เพื่อที่จะได้ตอนจบที่ผมต้องการ มันจะต้องไม่มีใครได้บัลลังก์นี้ไป

[แม้ว่ากลุ่มดาวจากสรวงสวรรค์ก็ยังกลัวผู้ก่อตั้งบัลลังก์]

[แต่เจ้า มนุษย์ เจ้าต้องการท้าทายเจ้าของสิ่งนี้งั้นหรือ?]

“ฉันสามารถทำได้ด้วยความช่วยเหลือของพวกนาย และฉันไม่ได้จะต่อสู้กับเจ้าของ ฉันแค่ต้องการตัดการเชื่อมต่อระหว่างเจ้าของและของสิ่งนี้”

[มีโอกาสที่เจ้าจะจ่ายไม่ไหว]

[เจ้าจะตาย]

“มันเป็นสิ่งที่ฉันตัดสินใจ งั้นฉันขอเริ่มเลยนะ”

ดาวทั้งเจ็ดเงียบไป เวลาผ่านไปนิดหน่อย กลุ่มดาวกระบวยใหญ่เปล่งแสงเจิดจ้า และสัญญาของพวกมันก็ถูกสลักลงบนดาบ

[ข้าจะเคารพความประสงค์ของเจ้า]

[แม้ว่าเจ้าจะตายที่นี่ก็ตาม]

[พวกเราจะจดจำเจ้าไว้]

แสงสว่างเจิดจ้าห่อรอบดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยิน และมันก็เริ่มลุกโชนขึ้นด้วยเปลวเพลิงสว่างเจิดจ้า

[ดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยินระดับ S+ วิวัฒนาการเป็นสตาร์รีลิค ‘ดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยิน’]

สตาร์รีลิคดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยินเดิมทีแล้วเป็นดาบสำหรับพิธีกรรม มันเป็นดาบที่ใช้ตัดพลังงานชั่วร้ายและป้องกันภัยพิบัติ

ผมเหวี่ยงดาบเข้าหาบัลลังก์หนึ่งเดียว มันมีเสียงดังออกมา และไฟก็ลุกโชนขึ้น

ดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยินเป็นหนึ่งในไอเท็มไม่กี่อันที่สามารถทำลายพันธะที่กลุ่มดาวมีต่อสตาร์รีลิคได้

มันมีเสียงดังขึ้นมาในอากาศ

ราวกับว่ามันเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง แสงสีดำที่ดูเป็นลางร้ายได้ไหลขึ้นมาเหนือบัลลังก์หนึ่งเดียว ผมเหวี่ยงดาบอีกสองสามครั้ง และดาบสะบั้นเศียรสี่ปีศาจหยินก็เริ่มบิ่น ในตอนนี้ผมต้องเชื่อในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่แล้ว ยูซานอาตะโกนออกมา “ทกจา! เร็วเข้า!”

ผมกวัดแกว่งดาบราวกับคนบ้า ผมไม่สนใจต่อดาบที่กำลังพังและฟันบัลลังก์ต่อไป ประกายไฟและเศษดาบที่แตกหักกระเด็นออกมา

จากนั้น ในที่สุด

[กลุ่มดาวที่เชื่อมต่อกับสตาร์รีลิค ‘บัลลังก์หนึ่งเดียว’ หายไป]

[‘เทพเจ้าไร้นาม’ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้]

บัลลังก์หนึ่งเดียวกลายเป็นเก้าอี้ธรรมดาและสูญเสียแสงของมันไป จากนั้นก็มีเสียงของโดเกบิระดับกลางดังออกมา

[สิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังต่อกรกับใครอยู่…!]

[สถานการณ์ย่อยสิ้นสุดลงแล้ว]

ผู้คนหยุดเคลื่อนไหว สถานการณ์จบลงแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ลงมือต่อ กลุ่มดาวกระบวยใหญ่พูดกับผม

[อวตารเอ๋ย เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่กำลังจะท่วมท้นเข้ามา]

ในทันทีที่ผมได้ยินเสียงนี้ ผมก็กระอักเลือดออกมา

มันรู้สึกเหมือนกับมีบางสิ่งกำลังดึงผมไป พลังงานอันมหาศาลดูเหมือนจะฉีกเนื้อหนังของผมออกไป ผมพยายามที่จะตั้งสติไว้ มันจะต้องไม่เป็นไร

‘ความเป็นไปได้’ คงจะกลายเป็น ‘ความเป็นเหตุเป็นผล’ ผมพยายามจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ดังนั้นผมจึงสามารถเอาชนะสิ่งนี้ไปได้

ผมแทบจะไม่มีสติอยู่เลย จากนั้นดวงดาวดวงหนึ่งในท้องฟ้าอันมืดมิดก็เปล่งแสงขึ้นมาอย่างเงียบๆ จากระยะไกล

[กลุ่มดาว ‘เทพสงครามทะเล’ กำลังมองดูคุณอยู่]

มันเป็นการจ้องมองที่สงบและเหงาหงอย แต่ก็อ่อนโยน

[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น’ กำลังมองดูคุณอยู่]

จากนั้นก็สอง

[กลุ่มดาว ‘วีรบุรษคนสุดท้ายแห่งฮวังซันบ็อล’ กำลังมองดูคุณอยู่]

สาม

[กลุ่มดาว ‘นายหญิงนิทรา’ กำลังมองดูคุณอยู่]

  • ····

โดเกบิระดับกลางอุทานออกมาเมื่อมันเห็นข้อความจากเหล่ากลุ่มดาว

[ทำไม…?]

ทุกครั้งที่มีกลุ่มดาวเพิ่ม ความเจ็บปวดของผมก็จะลดลงไปทีละน้อย ผมตระหนักได้ว่ากลุ่มดาวกำลังแบ่งปัน ‘ความเป็นไปได้’ ที่ผมแบกรับเอาไว้ ‘เรื่องราวที่ไม่น่าจะเป็นไปได้’ จึงกลายเป็น ‘เรื่องราวที่มีเหตุมีผล’ ด้วยความยินยอมจากกลุ่มดาวหลายๆ กลุ่ม มันมีดวงดาวมากมายหลายดวงกำลังโอบล้อมผมไว้ในแสงของพวกเขา กลุ่มดาวกระบวยใหญ่เองก็ให้ผมยืมพลังของพวกเขา

[นี่เป็นเรื่องราวที่เจ้าต้องการแสดงออกมางั้นเหรอ?]

ผมต้องการที่จะตอบกลับไป แต่ผมก็ไม่มีแรง

[พวกเราจะเฝ้าดูเจ้า ราชาแห่งโลกที่ไร้ราชา]

ท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงโซลที่วุ่นวาย ผมมองไปยังเหล่าดวงดาวที่กำลังส่งแสงมาที่ผม

[กลุ่มดาว ‘ราชาฮึงมิวมหาราช’ กำลังมองดูคุณอยู่]

[กลุ่มดาว ‘เมตไตรยตาเดียว’ กำลังมองดูคุณอยู่]

  • ····

กลุ่มดาวระดับสูงทั้งหมดแห่งกรุงโซลกำลังส่องแสงมาที่ผม มันมีดวงดาวอยู่หลายดวง แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด

ผมเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆอันปั่นป่วนที่เต็มไปทั่วโถงเอก

[สถานการณ์ที่สี่ถูกบังคับให้จบลง]

[มีเหตุการณ์ที่ไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นมันจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขสถานการณ์]

ผมเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกและโดเกบิระดับกลางก็ลอยเข้ามาหาผม

[เจ้าเลือกตัวเลือกได้แย่ที่สุด เจ้าจะเสียใจกับสิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ไปตลอดชีวิต ข้ามั่นใจ]

ผมหัวเราะให้กับสายตาที่พร่ามัวของผม คำพูดของโดเกบิหมายความว่าผมชนะ

[คุณบรรลุความสำเร็จที่ไม่มีอยู่จริง]

[เรื่องเล่าขานใหม่ของคุณถูกสร้างขึ้น]

[เรื่องเล่าขาน ‘ราชาแห่งโลกที่ไร้ราชา’ ถือกำเนิดขึ้น]

[คุณได้รับอักขระแห่งความเป็นไปได้]

ผมไม่มี ‘การเสื่อมถอย’ ครั้งต่อไป ผมจะต้องไปให้ถึงจุดจบของเรื่องในโลกใบนี้ให้ได้

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint