0 Views

ตอนที่ 57 – มุมมองบุคคลที่หนึ่งของตัวเอก (4)

 

(กลุ่มลับ >>> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

[เป็นไงงั้นเหรอ? สิ่งต่างๆ วุ่นวายไปหมด เจ้ามีสกิลอะไรกัน? เหตุใดข้าจึงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้แม้ว่าข้าจะร้องขอไปยังสำนักงานกำกับดูแล?]

ผมก็สงสัยเหมือนกัน ผมก็ต้องการเห็นหน้าต่างแอตทริบิวต์ของตัวเอง

‘งั้นเกิดอะไรขึ้น? ฉันจะถูกลงโทษไหม?’

[เจ้าได้ยินเรื่องนั้นมาจากไหน? เฮ้ เจ้ารู้ไหมว่าข้าปกป้องเจ้าได้ยากแค่ไหน? ผู้ดูแลระบบ โปรดฟังข้า คิมทกจาไม่ใช่พวกหลอกลวงหรือคนแปลกประหลาด! เขาก็เป็นแค่คนที่ขยันมากๆ!]

มันพูดด้วยท่าทางที่มั่นใจ

[โชคดี คำอุทธรณ์ที่จริงจังของข้าได้รับการพิจารณา ข้าวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมดและพบว่าเจ้าใช้สกิลไปแค่ไม่กี่สกิลเท่านั้น มันไม่เพียงพอที่จะทำลายระบบนิเวศของสถานการณ์]

มันเป็นอย่างที่ผมคิดไว้ ผมไม่ได้ไม่เรียนรู้สกิลติดตัวโดยไม่มีเหตุผล ยิ่งผมใช้สกิลดีๆ ไปมากแค่ไหน มันก็ยิ่งง่ายที่ผมจะดึงดูดความสนใจจากสำนักงาน

[นอกจากนี มันยังมีคนดังในพื้นที่อื่นอีก… สำนักกำลังยุ่งมากเลยตอนนี้]

‘งั้นมันก็ออกมาดีน่ะสิ?’

[อันที่จริงมันก็มีไอ้พวกบ้าอยู่สองสามตัว… แต่คำแนะนำถูกส่งลงมาจากผู้บริหารระดับสูงและ ‘มหาโดเกบิ’ ได้ตีกลับมันไป]

ผมประหลาดใจกับคำพูดอันไม่คาดคิด มหาโดเกบิเข้ามาแทรกแซงเหรอ?

[เห้อ… ฟังเสียงโดเกบิระดับกลางแล้ว ข้าไม่ควรอยู่ที่นี่เลย จู่ๆ ก็มีสายตาจับจ้องมาที่ข้ามากขึ้น เจ้าควรระวังตัวไว้นะ นี่คือเขตอำนาจของโดเกบิระดับกลาง และเขาก็แค้นเจ้าพอดู]

‘แค้น?’

[เจ้าไม่รู้หรอก การประชุมความเป็นไปได้ก็เหมือนกับการตรวจสอบภาษี ไม่ว่ายังไงก็ตาม… เจ้าก็คงจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากไปสักพัก]

บีฮยองหายตัวไป จากนั้นก็มีประกายแสงขนาดใหญ่ในอากาศ และโดเกบิระดับกลางในชุดสูทก็ปรากฏตัวขึ้น มันมองไปรอบๆ อยู่สักพักก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

[…ขออภัยนะทุกๆ คน มันมีแรงเสียดทานนิดหน่อย และรางวัลก็มาช้า มันช้าไปหน่อย แต่ตอนนี้ข้าจะมอบรางวัลให้กับเจ้าล่ะ]

[ได้รับ 3,000 เหรียญสำหรับการเคลียร์สถานการณ์ลับ]

[คุณได้รับ 15,000 เหรียญเป็นรางวัลสำหรับการสังหารมังกรไฟระดับ 5]

[คุณได้รับ ‘เครื่องหมายคุ้มครองแห่งอิมยันตาร์’ สำหรับการเป็นคนแรกที่ป้องกันภัยพิบัติ]

[ในอนาคต คุณจะเป็นที่ชื่นชอบแก่ชาวอิมยันตาร์]

โชคดีที่มีการมอบรางวัลตามปกติ นอกจากนี้มันยังมีเครื่องหมายคุ้มครองแห่งอิมยันตาร์ ในตอนนี้ที่ผมได้มันมา สถานกาณณ์ที่ห้าที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คงไม่เลวร้ายนัก

มันไม่ได้มากเท่าที่ผมได้รับ แต่ใบหน้าของสมาชิกคนอื่นก็ร่าเริงมากเมื่อพวกเขาได้รับรางวัลกัน

ยังไงก็เถอะ… ไอ้ขี้เหนียวนี่ ผมจัดการกับภัยพิบัติ และรางวัลกลับมีแค่นี้เนี่ยนะ?

จากนั้นโดเกบิระดับกลางก็เริ่มพูด

[อย่างไรก็ตาม เจ้าได้ลงมือหนักมากจนเกิดปัญหาเล็กน้อยกับสถานการณ์]

มีบางอย่างแปลกๆ และมีลางร้ายอยู่ในน้ำเสียงของมัน

[จากการหารือกับสำนักงาน มันมีการรายงานว่าสกิลโดยเฉพาะของอวตารในพื้นที่นั้นไม่ตรงกับระดับความยากของสถานการณ์ ดังนั้นข้าจึงได้ปรับระดับความยากในพื้นที่ของข้าโดยใช้การตัดสินของข้าเอง]

…อะไรนะ? การสุ่มปรับ?

[การจำกัดเวลาของสถานการณ์ที่สี่ลดลง]

ปากของโดเกบิระดับกลางโค้งขึ้นแปลกๆ ในขณะที่มันมองลงมาที่ผม

…ไม่ ไอ้ระยำนี่?

[สถานการณ์ที่สี่เหลือเวลาอีก 48 ชั่วโมง]

[ตัวแทนและสมาชิกกลุ่มทุกคนที่ไม่ได้ครอบครองเป้าหมายภายใน 48 ชั่วโมงจะตายทุกคน]

ใช่แล้ว… นี่คือสิ่งที่มันกำลังวางแผนอยู่เหรอ? จางมินซอบจ้องมาที่ผมจากที่ที่เขากำลังเก็บไอเท็มอยู่ ทุกๆ คนคงจะได้ยินข้อความนี้

“ตอนนี้ใครกำลังครอบครองสถานีชังชินอยู่?”

“ร-ราชาทรราช”

หนึ่งในเจ็ดราชาแห่งกรุงโซล ราชาทรราช…

ผมพูดพร้อมกับถอนหายใจ “งั้นกลับไปที่ชุงมูโรกันก่อน”

ด้วยวิธีการนี้ ผมไม่รู้ว่ายูจงฮยอคจะทำได้ดีไหม มาลองสรุปสถานการณ์ที่สี่กันก่อนดีกว่า

***

ระยะทางจากสถานีอันกุ่กไปยังชุงมูโรไกลกว่าที่ผมคิด ระหว่างการเดินทาง พวกเราแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันหลายเรื่อง

จางฮีวอนและลีฮุนซึงเดินอยู่ข้างหน้า ในขณะที่ผมเดินอยู่ด้านหลังพร้อมกับลีซงกุกและจางมินซอบ

ผมไม่ได้นำร่างของมังกรไฟมาทั้งร่าง ดังนั้นผมจึงนำมันครึ่งหนึ่งไปแลกเปลี่ยน อีกครึ่งหนึ่งก็ถูกนำไปแลกเปลี่ยนเช่นกัน แต่ผมจงใจใส่ราคาที่สูงเป็นอย่างยิ่งไว้ มันไม่ใช่เพื่อการขาย แต่เป็นเคล็ดลับในการใช้การแลกเปลี่ยนเป็นคลังเก็บของ บีฮยองบ่น แต่ผมก็ไม่สนใจ จางมินซอบพูดขึ้นมา

“ยังไงก็เถอะ ตัวแทน”

ผมรู้สึกแปลกๆ เพราะผมรู้สึกเหมือนกับเป็นประธานบริษัทใหญ่จริงๆ เมื่อผมถูกเรียกว่า ‘ตัวแทน’

“นายชื่อคิมทกจางั้นเหรอ?”

“ใช่”

“อ่า… มันเป็นชื่อของนายจริงๆ เหรอ…”

“มันแปลกเหรอ?”

“…ใช่ พูดตามตรงนะ นายเหมือนกับผู้เผยพระวจนะมากกว่าพวกเราอีก”

เสียงของเขาค่อนข้างอ่อนลง

“เห้อ… ถ้าฉันไม่หยุดอ่านอยู่แค่นั้น…”

มันเป็นความเสียใจที่ช้าไป ในเวลานี้ ผมก็บังเกิดความสงสัยขึ้นมา มีบางอย่างที่ผมอยากจะถาม แต่ผมลืมไป

“จางมินซอบ ฉันมีอะไรจะถาม”

“ครับ”

“ผู้เผยพระวจนะมารวมตัวกันเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?”

นี่คือจุดที่ผมพบว่ามันแปลกอยู่เสมอ มันยังไม่ถึงหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ที่สถานการณ์เริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม คนพวกนี้ก็มาร่วมมือกันเป็นกลุ่มแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น พวกอัครสาวกยังหนักขึ้นไปอีก จากมุมมองบุคคลที่หนึ่งของตัวเอก พวกเขามีกองกำลังติดอาวุธหนักที่ไม่อาจได้มาหากไม่พิชิตสถานีหลายๆ แห่ง

มันเป็นการเติบโตที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยสามัญสำนึกของผม

“มันมีคนที่เรียกพวกเรามารวมกัน”

“เรียกพวกนายมารวมกัน?”

“ใช่ ไม่นานหลังจากที่สถานการณ์แรกจบลง เขาก็มายังสถานีที่ฉันอยู่”

น่าสนใจ มันเป็นไปได้ยังไงกัน? ณ จุดๆ นี้ มันยังคงมีบาเรียระหว่างสถานีอยู่

“เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นอัครสาวกและบอกว่าเขาได้อ่านหนังสือแห่งการเผยแพร่อันยิ่งใหญ่มา เขารับสมัครผู้เผยพระวจนะให้มาติดตามเขา สิ่งที่แปลกก็คือมันได้เกิดขึ้นพร้อมกันในสถานีต่างๆ มันยากที่จะเชื่อว่ามันเป็นการกระทำของคนๆ เดียว…”

“ยังไงก็เถอะ พวกเราก็มารวมตัวกันเพราะอัครสาวกคนนั้น เขาดึงพวกเรามารวมกลุ่มกัน”

“ใช่แล้ว พวกเราเรียกอัครสาวกผู้นั้นว่าอัครสาวกที่หนึ่ง”

“เขาคือราชาของเหล่าผู้เผยพระวจนะงั้นเหรอ? คนที่เกลียดการถูกเรียกว่าคนที่ออกมา?”

“อ่า… นายรู้แล้วเหรอ? ใช่ เขาชอบให้ถูกเรียกแบบอื่น”

แบบอื่น?

“เขาอ้างว่าเป็น ‘ผู้อ่านที่แท้จริง'”

…อะไรนะ?

“มันมีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่เขาเรียกตัวเองว่าแบบนั้น พวกเรายังไม่สามารถสรุปได้ เขาอ้างว่าเขาได้อ่านหนังสือแห่งการเปิดเผยทั้งหมด แต่…”

เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป ตัวตนของคนๆ นี้ก็น่าสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผมคิดเกี่ยวกับข้อมูลที่เขาใช้ประโยชน์ เขาดูเหมือนจะไม่ใช่ ‘ผู้อ่าน’…

ผมกำลังยุ่งอยู่กับการคิดจนชุงมูโรปรากฏขึ้นในสายตา มันเป็นเวลาไม่นานนับตั้งแต่ผมจากไป แต่ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าผมได้กลับมายังบ้านเกิดเมื่อผมมาถึงสถานีชุงมูโร

ผมสะกดให้สหายของผมหยุดจากการเข้าไปยังชุงมูโรไว้ก่อน

“เดี๋ยวก่อน”

เมื่อมาคิดถึงมัน ผมยังโป๊อยู่หนิ ทำไมไม่มีใครพูดถึงมันเลย?

ผมพูดกับลีซงกุก “ลีซงกุก ถอดกางเกงของนายออกมา”

ผมเป็นผู้นำในการเข้าไปยังสถานีชุงมูโร ในขณะที่ลีซงกุกถูกบังคับให้เดินอยู่ข้างหลังผมด้วยท่อนล่างที่เหลืออยู่แค่กางเกงใน

ผมเห็นยูซานอาเดินออกมาต้อนรับผมจากระยะไกล ผมมองเข้าไปยังดวงตาชื้นๆ ของเธอและสามารถเห็นความยากลำบากภายในนั้นได้

มันมีบางสิ่งวิ่งเข้ามาหาผม และผมก็เห็นลีกิลยังเข้ามาเกาะขาขวาของผม

“นายสบายดีนะ?”

ลีกิลยังที่กำลังสะอื้นพยักหน้าออกมา

ลีจีฮเยได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังไม่ฟื้นขึ้นมา กงพิลดูหัวเราะเยาะและหันหน้าหนีไปทันทีที่เขาเห็นผม

[กลุ่มดาว ‘จ้าวแห่งการป้องกัน’ ตำหนิที่คุณกลับมาช้า]

มันเป็นปฏิกิริยาที่ผมสามารถเข้าใจได้เนื่องจากอวตารของเขาเกือบตาย

“ยูซานอา!”

ลีฮุนซึงและจางฮีวอนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชุงมูโรและวิ่งเข้าไปหาผู้คนด้วยสีหน้าตกตะลึง ผู้คนที่อยู่รอบๆ ชานชาลามีเลือดไหลออกมา ในความเป็นจริง ยูซานอาเองก็มีผ้าผูกไว้กับไหล่ของเธอแน่น

รางรถไฟบางส่วนถูกปกคลุมไปด้วยเลือด พวกมันมีร่องรอยของการต่อสู้อันรุนแรง จางมินซอบพูดติดอ่าง “อ-อัครสาวก?”

ศีรษะของหมายเลข 2, 3, 4 และ 7 ถูกวางเรียงกันไว้บนรางรถไฟ  การแสดงออกของพวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้ตระหนักถึงความตายของตัวเองเลย ผมรู้ดีว่าใครมีความสามารถเช่นนี้

ผมถามลีกิลยัง

“ยูจงฮยอคอยู่ไหน?”

ในขณะที่ผมพูด ผมก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์จากฝั่งอุโมงค์ฮเวฮยอน ผมรู้แม้ว่ามันจะอยู่ไกลออกไป วีรบุรุษผู้หยิ่งผยองและสูงส่งของพวกเรานั่นเอง

“ยูจงฮยอค?”

เขามองมาที่ผมโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ผมคิดว่าเขาคงจะพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยนโรงภาพยนตร์… แต่นี่มันอะไรกัน?

ศีรษะที่ถูกตัดยังคงถูกถือไว้ในมือของเขา มีคนบางคนกรีดร้องออกมาในขณะที่ยูจงฮยอคขว้างหัวมาทางนี้

หัวที่กำลังกลิ้งออกมาเหมือนกับของเล่นถูกคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมที่มีหมายเลข ‘1’ อยู่ มันเป็นอัครสาวกที่หนึ่ง

ยูจงฮยอคเยี่ยมจริงๆ เขาจัดการคนพวกนี้ได้อยู่หมัด

ผมรู้สึกโล่งใจครึ่งหนึ่งและกังวลครึ่งหนึ่ง ผมยังคงมีคำถาม แต่ถ้าอัครสาวกตายไปแบบนี้…

ในเวลานั้นเองก็มีบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้น

“แกนั่นเอง! แกทำลายแผนของฉัน! ใช่ไหม?”

หัวที่ถูกตัดเริ่มพูดกับผม

“ว๊ากก! อะไรกัน?” จางมินซอบกรีดร้องออกมาและล้มพับลงไป

ดวงตามองขึ้นมาที่ผมในขณะที่เขายิ้มอย่างใจแคบ มันเป็นไปไม่ได้

สกิลที่สามารถใช้งานได้แม้กระทั่งเมื่อศีรษะถูกตัดนั้นหายากมากแม้กระทั่งในหนทางเอาชีวิตรอด มันเป็นไปได้ว่าเขาได้ใช้สกิลดีเลย์อมตะ แต่แม้จะด้วยสกิลนั้น เขาก็ไม่อาจอยู่ในสภาพที่ถูกตัดศีรษะได้

นอกจากนี้ มันยังไม่มีเลือดไหลออกมาจากคอที่ถูกตัด

เดี๋ยวนะ หรือว่า?

ข้อมูลที่ผมได้รับมาจากลีซงกุกและจางมินซอบเริ่มไหลผ่านหัวของผม

ชายที่เผยตัวต่อผู้เผยพระวจนะทุกคนและอ้างว่าเป็น ‘ผู้อ่านที่แท้จริง’ เขาปรากฏตัวทั่วกรุงโซลในทันทีที่สถานการณ์เริ่มต้นขึ้นและรวบรวมผู้คน นอกจากนี้ มันยังเป็นไปได้ที่จะผ่านบาเรีย เขาไม่ได้ตายเมื่อเขาถูกตัดหัวและไม่มีเลือด…

“ความสามารถของอวตาร…”

ผมมั่นใจ คนที่อยู่ข้างหน้าของผมเป็นตัวปลอม

หัวที่ถูกตัดพูดต่อ

“ว้าว ฉันประทับใจจริงๆ แสร้งทำเป็นยูจงฮยอค เอาชนะเหล่าอัครสาวกและมังกร… นายเป็นใครกันแน่?”

เข้าใจแล้ว ชายคนนี้ไม่รู้จักตัวตนของผมงั้นเหรอ?

“นายเป็นใครกัน?”

เท่าที่ผมรู้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถใช้ความสามารถ ‘อวตาร’ ได้ในหนทางเอาชีวิตรอด

อาชีพที่จะมีแอตทริบิวต์แบบนี้มักจะตายตัว พวกเขาจะต้องประกอบอาชีพเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพเนื่องจากความเครียดสูง

ผมมองเขาขึ้นและลงอย่างช้าๆ ก่อนที่จะถาม “นาย นายคือนักเขียนที่เป็นผู้เผยพระวจนะเหรอ?”

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint