0 Views

ตอนที่ 54 – มุมมองบุคคลที่หนึ่งของตัวเอก (1)

 

หนึ่งในความตายที่เจ็บปวดที่สุดในโลกคือการถูกเผาจนตาย และผมก็เพิ่งได้รับประสบการณ์นี้มา เซลล์ประสาทในสมองของผมดูเหมือนจะเปล่งแสงออกมาในครั้งเดียว

[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ช่วยลดความเจ็บปวดทางจิตใจ]

อาการปวดลดลงอย่างช้าๆ มันเป็นกำแพงที่สี่อีกครั้ง ผมรู้สึกแปลกๆ เสมอเมื่อผมหนีจากปัญหาด้วยความช่วยเหลือของสกิลนี้

หนทางเอาชีวิตรอดได้กลายเป็นความจริง และผมก็ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ถ้าอย่างนั้น… อะไรคือ ‘กำแพง’ ที่ผมรู้สึกอยู่ทุกๆ ครั้ง?

  • ····

ไม่ ความคิดเหล่านี้มันไร้สาระ ผมปลอดภัยด้วยแอตทริบิวต์ ‘ราชาผู้ไม่ตาย’ และต้องลงมืออีกครั้ง

มันเป็นแอตทริบิวต์ที่จะได้รับมาก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขของราชาผู้ไม่ตายเท่านั้น ไม่เหมือนกับชื่อของมัน สิทธิพิเศษของแอตทริบิวต์จะเรียกว่า ‘อมตะ’ มากกว่า ‘ไม่ตาย’ มันคือเงื่อนไขแต่…

ไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่ผมคงจะกลับไปสู่ร่างในไม่ช้า อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่ผมคิด

[เนื่องจากข้อผิดพลาดที่ขัดแย้งกันกับสกิลเฉพาะตัวของคุณ สิทธิพิเศษของราชาผู้ไม่ตายจะล่าช้าลงไป]

ฮะ? ข้อผิดพลาดที่ขัดแย้งกันกับสกิล?

[ขอบคุณในความตายของคุณ สติของคุณได้รับการปลดปล่อยจากข้อจำกัดของร่างกายโดยสมบูรณ์]

[สกิลเฉพาะตัว มุมมองนักอ่านพระเจ้าขั้นที่สามถูกเปิดใช้งาน!]

ผมถูกครอบงำด้วยความรู้สึกเวียนหัว ไม่สิ เดี๋ยวก่อน เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?

「”บัดซบ ถ้ามันไม่ใช่แค่เขา”」

อาการเวียนหัวสาดซัดเข้ามา และวิสัยทัศน์ของผมก็สดใสขึ้น จากนั้นผมก็ตรวจดู ‘ฉาก’

「กงพิลดูเลียริมฝีปากของเขาในขณะที่เขาสังเกตผู้คนที่อยู่รอบๆ ชานชาลา ในตอนนี้เขาไม่อาจหนีไปได้แล้ว เขาคิดเกี่ยวกับมัน แต่เขาก็รู้ดีกว่าใครว่าเขาไม่มีความกล้าพอที่จะทำ

“อืม.. พี่ทกจา”

มีน้ำหนักกดลงบนเข่าของเขา และกงพิลดูก็มองลงไป มันเป็นเด็กชายอายุประมาณ 10 ปีหรือมากกว่านั้น มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนต้นขาของเขา

“ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้…?”

กงพิลดูสงสัยในขณะที่เขาก้มมองลีกิลยังที่กำลังนอนหลับอยู่ ความทรงจำเก่าๆ ของเขาโผล่ขึ้นมา เด็กน้อย ลีกิลยังอายุพอๆ กับลูกสาวของเขา

เขาส่ายหัวและถอนหายใจ

– พี่พิลดู พวกเราควรหยุดตอนนี้…

– พ่อ พ่อจะพูดเรื่องที่ดินอีกนานแค่ไหนกัน?

มันเป็นเวลาที่เขาเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว

เขาหาเงินมาให้ครอบครัวและซื้อที่ดิน ถ้าเขาโชคดี เขาคงจะกลายเป็นเจ้าของที่ และจากนั้นก็มีผู้เช่า…

ในที่สุดเขาก็กลายเป็น ‘นักลงทุนรายใหญ่’ ในชุงมูโร แต่มันก็กินเวลาไม่นานก่อนจะพบว่าเขาไม่อาจรักษาครอบครัวเล็กๆ ของเขาไว้ได้

“แปลกจริงๆ? นายเข้ากับคนอื่นได้ดีหนิ”

เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นใบหน้าอันงดงาม ยูซานอา สองวันก่อน ผู้หญิงคนนี้ได้กลายเป็นรองตัวแทนแห่งชุงมูโร

“รีบหยุดพูดเรื่องไร้สาระเลยนะ”

“นายกำลังยิ้มอยู่…”

กงพิลดูทำสีหน้าไม่พอใจ ยูซานอานนั่งข้างๆ เขาด้วยความลังเล

“ลุง นายซื้อที่ดินมากี่ครั้งแล้ว?”

“อะไรนะ?”

“เมื่อตอนฉันมองไปยังคนในพันธมิตรแลนลอร์ด มีแค่นายเท่านั้นที่มีแอตทริบิวต์ ‘เจ้าของที่ดิน'”

“…มันไม่ดีหรอกที่มีที่ดินเยอะๆ มันต้องเป็นที่ดินผืนงาม เธอมันไร้เดียงสา”

“งั้นที่ดินผืนงามคืออะไรล่ะ?”

“ที่ดินที่แพงคือที่ดินที่ดี”

“ที่ดินแบบไหนกันที่แพง?”

“ที่ดินที่หลายๆ คนต้องกัน”

“ที่ดินของนายเป็นแบบนั้นเหรอ?”

“ใช่”

มันไม่ใช่ที่ดินที่เขาต้องการ

กงพิลดูมองเข้าไปในดวงตาของยูซานอา ความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิงคนนี้มีมุมที่แปลกประหลาด เธอยิ้มข้างนอก แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัด

ตึก ตึก ตึก

จากนั้นก็มีเสียงดังออกมาจากระยะไกล การแสดงออกของยูซานอาแข็งขึ้นในขณะที่ลีกิลยังตื่นขึ้นมาทันที หนวดของแมลงสาบบนหลังของเขาสั่น

ครืน ครืน ครืน ครืน!

สายสี่ อุโมงค์จากฮเวฮยอน มีบางสิ่งกำลังมาทางนี้ ยูซานอายืนขึ้นในขณะที่กลพิลดูใช้สกิล

[ตัวละคร ‘กงพิลดู’ เปิดใช้งาน ‘เขตติดอาวุธ LV.8’]

กงพิลดูเม้มปาก นี่อาจจะเป็นสัญชาติญาณของเจ้าของที่ผู้ร่ำรวยเท่านั้น มีบางอย่างเกิดขึ้น

“เฮ้! เกาะกลุ่มกันไว้!”

มันเป็นความรู้สึกของคนที่พยายามจะแย่งที่ดินของเขา

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

ป้อมปราการของกงพิลดูยิงเข้าใส่ความมืดพร้อมกันและมีบางอย่างตกลงมา พวกมันคือหนูดิน

“ศัตรู! รวมตัวกันไว้รอบๆ กงพิลดู! พวกเราจะทำตามแผนที่ฝึกไว้ตอนเช้า!”

ยูซานอาตะโกนออกมา และผู้คนที่กระจัดกระจายออกไปบนชานชาลาก็วิ่งเข้ามา

“กลุ่ม A อยู่แถวๆ ป้อมปราการ กลุ่ม B อยู่แถวกลางการยิง กลุ่ม C คอยปกป้องกงพิลดู!”

ผู้คนเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบในแบบที่พวกเขาได้ฝึกมาล่วงหน้า เหล่าหนูดินทรุดตัวลงเนื่องจากการตอบสนองที่รวดเร็วของผู้คน มันง่ายกว่าตอนการป้องกันฉุกเฉินมาก

เมื่อหนูดินหลายสิบตัวล้มลงกับพื้น สมาชิกของชุงมูโรก็บังเกิดความคิดเดียวกันขึ้นมา มันง่าย มันคุ้มค่าจริงๆ ที่ทุกคนร่วมมือกัน

จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงจากอุโมงค์

“ตามที่คาดไว้ ปี่แห่งฮาเมลินไม่พอจริงๆ?”

“เผ่าพันธุ์ระดับ 9 จะเทียบกับพื้นที่ที่ยูจงฮยอคกลืนกินเข้าไปได้ยังไง?”

คนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากความมืด มันเป็นชายสี่คนและผู้หญิงหนึ่งคน

การแสดงออกของกงพิลดูแข็งขึ้น เขาไม่รู้เหตุผล อย่างไรก็ตาม ก็มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน คนเหล่านี้แตกต่างจากคนที่พวกเขาเคยจัดการมา

“บัดซบ… รีบไปเรียกแม่สาวซามูไรมาเร็ว!”

“ฉันอยู่ที่นี่แล้ว” มันมีความรู้สึกอันเย็นยะเยือกเมื่อลีจีฮเยปรากฏตัวขึ้น “และอย่าเรียกฉันว่าซามูไรอีก ถ้านายไม่อยากถูกกระทืบ”

แม้จะได้คำตอบที่ไม่ค่อยน่าพอใจ แต่กงพิลดูก็ยังรู้สึกสงบขึ้นเล็กน้อย ลีจีฮเยถือขุมพลังอันยิ่งใหญ่ แต่กงพิลดูก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี เขาเป็นกังวลและคำรามเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังผวา

“พวกนายเป็นใคร? พวกนายมาจากที่ไหนกัน?”

“มันเป็นความจริง จอมทัพแห่งน่านน้ำและจ้าวป้อมปราการติดอาวุธได้กลายเป็นทีมเดียวกันแล้ว”

มันไม่ใช่คำตอบที่ถูกตอบกลับมา แต่มันกลับใกล้เคียงกับการล้อเลียน

กงพิลดูถาม “พวกนายกำลังพูดบ้าอะไรอยู่ฮะ? รีบกลับไปซะ มิฉะนั้นฉันจะยิงเพื่อสังหาร!”

อย่างไรก็ตาม ชายหญิงทั้งห้าคนก็ไม่ได้มองมาที่กงพิลดูเลย พวกเขาแค่พูดคุยกันต่อไป

“ใครอยู่ฝั่งมังกร?”

“หมายเลข 5, 6, 8 และ 9 พวกเขาไม่ใช่อัครสาวก แต่ก็พอใช้ได้”

“ยกเว้นคนที่อยู่นอกกรุงโซล พวกเราเหลือกันอีกห้าคน”

“พวกเราห้าคนก็พอแล้ว รีบจัดการพวกนี้เถอะ”

คนแรกที่ก้าวออกมาข้างหน้าคือชายในวัยสามสิบที่มีพุงปูดออกมา

เขาเป็นผู้ชายที่มีหมายเลข ‘7’ อยู่บนบ่าของเขา เขามีขนคิ้วหนาและมองไปยังขาขาวๆ ของลีจีฮเยราวกับว่าพวกมันคือรสนิยมของเขา

“ฉันจัดการจอมทัพแห่งน่านน้ำเอง เธอไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรถ้าไม่มีทะเล”

“แกกำลังพูดอะไรน่ะ?”

ลีจีฮเยตะโกนออกมาอย่างรวดเร็วและพุ่งไปข้างหน้า กงพิลดูตระหนักได้ว่ามันไม่อาจช่วยได้และได้หลอมรวมพลังเวทมนตร์เข้าไปยังป้อมปราการ

“บัดซบ ลงนรกไปซะ!”

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

ชายที่มีหมายเลข ‘4’ อยู่บนเสื้อคลุมของเขาหัวเราะออกมา

“ตามที่คาดไว้จากหนึ่งในสิบอสูร ถ้าพวกเรามาช้าไปสักหน่อย พวกเราก็คงจะแพ้แล้ว”

“หมายเลข 3 และ 4 พวกนายสองคนไปจัดการกงพิลดู ระวังตัวและโจมตีป้อมปราการทีละคน”

ผู้ชายที่มีหมายเลข ‘3’ ที่หน้าผากพยักหน้า

“เออ… ฉันเข้าใจแล้ว หนึ่งในสิบอสูรให้พวกเราทั้งคู่จัดการเอง”

“หมายเลข 2 เธอจัดการที่เหลือ”

ผู้หญิงที่มีหมายเลข ‘2’ ที่แก้มของเธอขมวดคิ้ว เธอกำลังถือขลุ่ยเล็กๆ ไว้ในมือ

“ทำไมฉันต้องจัดการกับมดปลวกพวกนี้ด้วย?”

“มันเหมาะสมที่สุดสำหรับเธอ”

“นายจะทำอะไร?”

จากนั้นชายที่มีหมายเลข ‘1’ บนเสื้อคลุมสีดำก็พูดขึ้นมา

“ฉันจะยึดเสาธง”」

ช่วงเวลาแห่งการจมดิ่งหายไปและสติก็ฟื้นกลับคืนมา ในตอนนี้มันก็สมเหตุสมผลแล้ว

มุมมองนักอ่านพระเจ้า? ผมมีประสบการณ์ที่คล้ายกันนี้เมื่อครั้งสุดท้ายที่ผมอยู่ในท้องของอิกทิโอซอรัส ในเวลานั้น ผมเห็นยูจงฮยอค

อย่างไรก็ตาม มันก็ช่างน่าอัศจรรย์ ผมคิดว่าผมเตรียมการสำหรับเหล่าอัครสาวกแล้วแต่มันก็ยังไม่พอ ผมสามารถคาดเดาความคิดของพวกเขาได้จากไอเท็มที่พวกเขาเอามาด้วย

มันมีปี่แห่งฮาเมลินที่สามารถควบคุมหนูดินและโล่ป้องกันกระสุนพลังเวทย์ที่สามารถป้องกันการโจมตีของกงพิลดูได้

พวกเขาต้องการพิชิตชุงมูโร ครอบครองตัวยูจงฮยอค และกลืนกินโลกใบนี้

แต่มันคงไม่ง่ายนัก

「”อ-อะไรกัน? จอมทัพแห่งน่านน้ำแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่แรกเลยเหรอ? เฮ้ มีอะไรผิดไปเหรอ?”

มันเป็นอัครสาวกที่เจ็ดที่ร้องออกมาก่อน

ดาบคมของลีจีฮเยผลักเขากลับมาทีละนิดๆ มันเป็นธรรมดา ลีจีฮเยในตอนนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าลีจีฮเยในรอบที่สามแบบเดิมมาก

“บัดซบ ทำไมป้อมปราการพวกนี้มันแข็งจัง”

หมายเลข 3 และ 4 ก็มีปัญหา

อัครสาวกที่สองกำลังเป่าปี่แห่งเฮอเมลินเองก็ต้องดิ้นรนเนื่องจากด้ายของยูซานอาและสายฟ้าของค้อนของลีกิลยัง

ในท้ายที่สุด มันก็เป็นอัครสาวกคนที่หนึ่งที่ต้องก้าวออกมา เขาขมวดคิ้วก่อนที่จะดึงบางสิ่งบางอย่างออกมาและจุดไฟ จากนั้นเขาก็โยนมันไปยังปาร์ตี้ชงมูโร

ตู้มมมมมม-!」

เสียงคำรามดังกึกก้องและชานชาลาของชุงมูโรก็ถูกปกคลุมไปด้วยระเบิด ผมรู้สึกตกใจ

…ไอ้ระยำนี่?

[กระสุนเวทมนตร์ทำลายล้างสูง]

มันเป็นการยากที่จะสร้างความเสียหายจำนวนมากให้กับมอนสเตอร์ระดับสูง แต่กับมนุษย์ มันก็เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำลายล้างวงกว้าง

มันคืออาวุธที่ทำขึ้นด้วยไอเท็มบางอย่างที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่กังนัมและกังเซียว รวมทั้งไอเท็มบางอย่างที่ซื้อมาจากกระเป๋าโดเกบิ

งั้นเขาก็คงเป็น ‘ราชา’ ของเหล่าอัครสาวก ธงม่วงที่อยู่บนแผ่นหลังของเขาได้พิสูจน์สิ่งนี้แล้ว

ฝุ่นที่ตกลงมาเผยให้เห็นชานชาลาชุงมูโร หน้าอกของผมเริ่มอึดอัด ถ้าอัครสาวกมีสิ่งนี้ งั้นสถานการณ์ก็คงเปลี่ยนไป

ฝุ่นละอองเริ่มหายไปและเห็นสมาชิกกลุ่มชุงมูโรที่ล้มลง ผู้คนกำลังกระอักเลือดออกมา

ยูซานอาและลีกิลยังกำลังนอนอยู่บนพื้น แม้แต่กงพิลดูก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้อย่างสมบูรณ์แม้จะใช้กำแพงป้องกันแล้ว

「”เหอะ ตอนนี้มันดูดีแล้วสินะ? “」

อัครสาวกคนที่เจ็ดคว้าหัวของลีจีฮเยไว้ในขณะที่ชุดของเธอขาด เธออยู่ข้างหน้าและได้รับแรงระเบิดรุนแรงที่สุด

“ไม่ใช่ว่าเธอเป็นแค่ตัวละครสนับสนุนงั้นเหรอฮะ?”

“ไอ้บ้าเอ้ย… แค่ก!” ลีจีฮเยกรีดร้องออกมาในขณะที่เธอถูกชกท้อง

“ฉันขอสาวน้อยคนนี้ได้ไหม?”

“นายจะทำอะไรกับเธอ? ไม่มีเวลาแล้ว”

“ฉันจะทำอะไรเหรอ? มองย้อนกลับไปดูสิ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะติดตามตัวละครหลักและดูน่าสงสารหรอกเหรอ? งั้นฉันก็อยากจะ…”」

ร่างเล็กๆ ของลีจีฮเยสั่นอยู่ในอากาศเหมือนกับเศษตุ๊กตา ริมฝีปากของเธอสั่นเทา เธอกำลังจ้องมาที่ผม

「ช่ว…ย …ด้วย」

ความโกรธอันรุนแรงเต็มอยู่ในหัวของผม มันไม่เหมือนกับผม เห็นได้ชัดว่าลีจีฮเยเป็นแค่ ‘ตัวละคร’ สำหรับพวกมัน

[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ถูกเปิดใช้งาน!]

[การจมดิ่งที่มากเกินไปได้ยับยั้งคุณสมบัติบางอย่างของกำแพงที่สี่]

ผมเกิดอารมณ์มากไป ผมเริ่มเวียนหัวและคลื่นไส้

[การจมดิ่งที่มากเกินไปได้ทำให้เกิดการเพิ่มความชำนาญของมุมมองนักอ่านพระเจ้า]

[กำลังเปลี่ยนมุมมองของคุณเป็นบุคคลที่หนึ่ง]

จิตสำนึกของผมหรี่ลงและยืดออกไปเหมือนกับยางยืด จากนั้นผมก็ลืมตาขึ้น ผมอยู่ในชุงมูโรจริงๆ

…ได้ยังไง? ลีจีฮเยกำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาที่สั่นคลอน มันไม่ใช่แค่เธอ ในเวลานั้น ทุกๆ คนบนชานชาลากำลังมองมาที่ผม

มุมมองของผมขยับไปอย่างช้าๆ ผมเดินไปหาลีจีฮเย พูดให้ชัดๆ ร่างกายของผมกำลังเคลื่อนไหวโดยไม่คำนึงถึงความประสงค์ของผม

ก้าวแรก ก้าวที่สอง มันช้าแต่มั่นคง ผมกำลังย่นระยะทางไปหาเธอ

อัครสาวกคนที่เจ็ดขมวดคิ้วและถามว่า “นายคือ…?”

ผมรู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังสวมเสื้อผ้าที่ไม่พอดีกับร่างกาย ระดับความสูงของสายตาแตกต่างไปจากปกติรวมทั้งประสาทสัมผัสทั้งห้าของผม

ในเวลานี้ ผมก็รู้แล้วว่า ‘ผม’ เป็นใคร ผมอดหัวเราะไม่ได้

ผมไม่ชอบมัน ผมไม่ชอบมันจริงๆ

ริมฝีปากของลีจีฮเยขยับเล็กน้อย

“อ่า…”

มือของผมจับเข้าที่ด้ามดาบราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ผมทำมานับล้านครั้ง

นิ้วของผมกำอย่างแปลกๆ มันเป็นธรรมชาติและงดงาม ผมตื่นเต้นกับความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่ผมรู้สึกเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม

ดาบเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ไม่มีใครเห็นอะไรเลย

เพียงแค่นั้น มันได้วาดผ่านบางสิ่ง บางสิ่งถูกตัดออก บางสิ่งตกลงกับพื้น

บางคนตกใจในขณะที่บางคนอ้าปากค้าง

อัครสาวกคนที่เจ็ดที่กำลังจับลีจีฮเยไว้ทรุดตัวลงอย่างช้าๆ เลือดทะลักออกมาจากคอของเขา มือของผมขยับและคว้าร่างของลีจีฮเยที่กำลังร่วงลงมาไว้

“อ๊ะ อ่า…”

ผมวางลีจีฮเยลงไปบนชานชาลาเบาๆ ผมเงยหน้าขึ้นและเห็นเหล่าอัครสาวกกำลังมองมาทางนี้ คนแรกที่พูดคืออัครสาวกคนที่สาม

“นาย… นายเป็นใครกัน?”

ตลกจริง มันเป็นคำถามโง่ๆ ผมพูดออกมาช้าๆ มันเหมือนกับว่าผมคือผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้น

“ฉันคือยูจงฮยอค”

เสียงที่หนาวเหน็บและโดดเดี่ยวที่สุดในโลกใบนี้ ในที่สุดเจ้าชายนิทราก็ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล

“และพวกนายจะต้องตายที่นี่”

ในตอนนี้ชุงมูโรคงจะปลอดภัยแล้ว

.

.

จิตสำนึกของผมหลุดออกจากร่างของยูจงฮยอคและค่อยๆ กลับคืนสู่ร่างเดิม

[สกิลเฉพาะตัว มุมมองนักอ่านพระเจ้าระดับสามถูกปิด]

[ข้อผิดพลาดของสกิลกลับสู่ปกติ]

[ดีเลย์ของสิทธิพิเศษแห่งราชาผู้ไม่ตายได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง]

[ร่างกายของคุณฟื้นจากความตาย]

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint