0 Views

ตอนที่ 31 – แลนลอร์ด (5)

 

เมื่อผมเห็นคลื่นของมอนสเตอร์ที่กำลังเพิ่มขึ้น ผมก็รวบรวมความแข็งแกร่งไปยังต้นขาของผม ด้วยการรวบรวม STR LV.15 ในคราวเดียว เท้าของผมจึงบังเกิดแรงขับอันรุนแรงขึ้นมา

หนูดินวิ่งออกมาจากทุกทิศทาง และเขาแข็งของโกลล์ก็ได้พุ่งออกมาจากทิศทางที่ไม่คาดคิด

ผิวของผม ซึ่งมีการเสริมความแข็งแกร่งด้วย STA LV.15 เริ่มฟกช้ำและมีเลือดไหลออกมาจากเขาของโกลล์

[บุ๊คมาร์คหมายเลข 1 ถูกเปิดใช้งาน]

บุ๊คมาร์คถูกเปิดใช้งาน และการใส่ร้ายป้ายสีของคิมนัมอุนได้ห่อหุ้มร่างกายของผม ผมผลักมอนสเตอร์ทั้งหมดที่กำลังเข้ามาจากทางด้านหน้าออกไป

คมเขี้ยวฝังเข้ามาในร่างกายของผม และหนูดินหลายตัวก็กัดเข้ามาที่ต้นขาของผม อย่างไรก็ตาม ผมไม่หยุด ผมวิ่งและวิ่งอีกครั้ง

ตรงนี้ ในที่สุด กำแพงดั้งเดิมก็สามารถมองเห็นได้ ผมกระโดดข้ามหนูดิน มันมีเขตสีเขียวสำหรับสองคนกำลังเปล่งประกายอยู่

ยังไงก็เถอะ… บัดซบ

[เขตสีเขียว 1/2]

มันมีคนอยู่ข้างในแล้ว

“…”

ผมลืมเกี่ยวกับมอนสเตอร์ที่กำลังเข้ามาจากด้านหลังและจ้องไปที่เขา มันมีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่

“เฮ้”

เขาหันมาหาผม

“นายออกไปหน่อยไม่ได้เหรอ? นายไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่หนิ”

“มันยาก วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว”

ผมสาวหมัดเข้าใส่ใบหน้ามึนๆ อันนี้ ผมไม่เข้าใจ นี่ไม่ใช่ ‘การเสื่อมถอยรอบที่สาม’ ของยูจงฮยอคที่ผมรู้จักงั้นเหรอ

ในหนทางเอาชีวิตรอด มันถูกเขียนไว้ว่ายูจงฮยอคพบเขตสีเขียวลับในการเสื่อมถอยรอบที่สี่… บัดซบ เขารู้เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่การเสื่อมถอยรอบที่สอง และมันไม่ได้ถูกเขียนไว้งั้นเหรอ? งั้นเดิมทีทำไมเขาถึงไม่ใช้มันตั้งแต่การเสื่อมถอยรอบที่สามล่ะ?

กี๊ซซซ!

มีเสียงร้องของหนูดินที่กำลังไล่ตามผมมาจากทางด้านหลัง มันสายเกินไปที่จะตำหนิผู้เขียน ผมรู้สึกได้ถึงการหายใจของลีกิลยัง ผมจ้องเข้าไปยังดวงตาของยูจงฮยอค พวกเราพูดแทบจะในเวลาเดียวกัน

“เอาเด็กไป”

“เอาเด็กมาให้ฉัน”

ถึงกระนั้นมันก็ยังโชคดีอยู่ กลุ่มดาวคงจะได้ยินคำพูดของผม

[เขตสีเขียว 2/2]

ผมส่งลีกิลยังไป และเครื่องหมายบนเขตสีเขียวก็เปลี่ยนไป ในตอนนี้ลีกิลยังก็ปลอดภัยแล้ว

“พี่! เดี๋ยวก่อน! พี่!”

ลีกิลยังพยายามที่จะพุ่งเข้ามาหาผม แต่มือของยูจงฮยอคก็รั้งเขาไว้ ผมเหวี่ยงดาบเข้าใส่หนูดิน

[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น’ หลับตาของเขาลง]

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ กำลังเฝ้ามองคุณด้วยแววตาที่ไม่สบายใจ]

ในนาทีสุดท้าย ดวงตาของยูจงฮยอคดูเหมือนจะเคลื่อนไหว

「ฉันจะบอกให้ว่านายจะตาย」

คลื่นของมอนสเตอร์พุ่งเข้าใส่ผม ในตอนนี้ไม่มีเขตสีเขียวเหลืออยู่อีกแล้ว

“ฉันจะไม่ตาย”

ผมไม่สนใจเหล่ามอนสเตอร์และล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่อยากจะใช้สิ่งนี้เลยจริงๆ ผมไม่อาจมั่นใจได้ว่ามันจะไม่มีผลกระทบใดๆ ในตอนนี้ผมต้องเชื่อในกำแพงที่สี่เท่านั้น

「นั่นมัน…?」

ดวงตาของยูจงฮยอคสั่นด้วยความประหลาดใจ ไอ้บ้านี่ มันรู้เหรอ? อืม ผมคงจะไม่รู้วิธีนี้ถ้าไม่มีเขา

ผมก้มมองก้อนหินสีขาวที่กำลังเปล่งประกายอยู่ในฝ่ามือของผม

[ศิลาภูตผี]

มันเป็นสิ่งที่ผมได้รับมาจากการล่าภูตผีระหว่างทางมายังชุงมูโร

หนูดินหลายร้อยตัวเริ่มกัดเข้าที่ร่างกายของผม

ผมมีเลือดออกจากบาดแผลเล็กๆ และไหล่ที่ถูกแทงด้วยเขาของโกลล์ก็ถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเลือด ในขณะที่ความคงทนของร่างกายของผมลดลงอย่างรวดเร็ว ผมก็ยัดศิลาภูติผีเข้าไปในปากของผม

จากนั้นบางสิ่งที่เหมือนกับไอน้ำก็เริ่มปะทุออกมาจากปากของผม ไอน้ำก่อตัวขึ้นเป็นหมอกที่ปกคลุมตัวของผม

[เรือนจำต้อนรับถูกเปิดใช้งาน]

หนูดินและโกลล์หยุดโจมตีผมในทันที

ทุกสิ่งรอบตัวผมเริ่มบิดเบี้ยว ยูจงฮยอคและลีกิลยังกำลังเรียกผม

ผมกลายเป็น ‘ภูตผี’ ไปแล้ว

* * *

「ทกจา」

ผมสังเกตเห็นในทันทีว่าผมได้ยินเสียงของแม่ นี่เป็นความฝัน

ผมพยายามจะไม่จมดิ่งไปกับมัน แต่คราวนี้มันก็ไม่ง่ายเลย พื้นทรุดตัวลงเหมือนกับโคลนและกลืนผมลงไป

[เนื่องจากผลกระทบที่มากเกินไป อิทธิพลของกำแพงที่สี่จึงอ่อนแอลงชั่วคราว]

ภาพฉากเริ่มปะติดปะต่อตรงหน้าของผม ไม่ว่าผมจะต้องการอะไร

ห้องนั่งเล่นที่ถูกย้อมไปด้วยเลือด ร่างกายอันเย็นยะเยือกของมนุษย์ แผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังก้มมองร่างกาย ไม่สิ ความทรงจำนี้ยากที่จะจำได้ ผมไม่สามารถจำมันได้

ผมส่ายหัวอย่างรุนแรง แล้วภาพตรงหน้าของผมก็แตกกระจาย ไอ้แผลเก่าบ้านี่…

มันเป็นความทรงจำที่ผมไม่ต้องการเห็น

นี่คือสาเหตุที่ผมลังเลที่จะกินศิลาภูตผี ศิลาภูตผีทำให้ผู้ใช้เป็น ‘ภูตผี’ ไปชั่วคราวและเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นล่องหนสำหรับเหล่ามอนสเตอร์ แต่มันก็มีผลข้างเคียงที่ทำให้แผลเก่าของผู้ใช้ผุดขึ้นมา

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจะไม่มอบมันให้กับสมาชิกปาร์ตี้คนอื่น ถ้ามันถูกใช้โดยคนอื่น พวกเขาอาจจะกลายเป็นบ้าไปได้

  • ····

ผมต้องอดทน แม้ว่าหัวของผมจะเจ็บเป็นบ้าก็ตาม

แน่นอนว่ากำแพงที่สี่นั้นไร้สาระสิ้นดี ถ้าสกิลนี้สามารถจัดการกับศิลาภูติผีนี้ได้ ผมก็คงจะไม่เห็นผลกระทบเหล่านี้แม้ว่าจะมี ‘บาเรียพลังจิต’ ที่เหนือกว่า มันอยู่ไหนกัน? ถ้าผมเดาไม่ผิด สกิลนี้…

「ยูจงฮยอค? นายคือยูจงฮยอคใช่ไหม?」

ผมคิดว่าแผลเก่าได้เริ่มต้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงของผม มันไม่ใช่เสียงที่สร้างขึ้นจากความทรงจำของผม ผมมองย้อนกลับไปและเห็นผู้หญิงแปลกๆ คนหนึ่ง

「…นายไม่ใช่ยูจงฮยอค ฉันคิดว่านายเป็นคนเกาหลี แต่นายเป็นใครกัน?」

เธอเป็นชาวต่างชาติผมสีบลอนด์เปล่งประกาย เธอคือสาวน้อยตัวเตี้ย เธอมองมาที่ผมอยู่นานพร้อมกับสีหน้าท่าทางที่เข้าใจได้ยาก

「นี่มัน… ฉันไม่เข้าใจ ฉันเคยเห็นอนาคตมาหลายครั้ง แต่ฉันไม่เคยเห็นนายมาก่อน…」

ในดวงตาซ้ายของหญิงสาว มันมีแสงสีแดงกำลังโคจรอยู่อย่างลึกลับ หน้ากระดาษเปล่งประกายขึ้นในหัวของผม ผมรู้จักคนๆ นี้ ไม่สิ ไม่มีทางที่ผมจะไม่รู้จักเธอ ในกรณีนี้…

[สกิลเฉพาะตัว ลิสต์ตัวละครถูกเปิดใช้งาน]

[ตัวละคร ‘แอนนา ครอฟต์’ กำลังใช้ ‘บาเรียพลังจิต LV.6’]

[ลิตส์ตัวละครไม่สนใจบาเรียพลังจิต LV.6]

[มีข้อมูลมากเกินไปเกี่ยวกับบุคคลนี้ ลิสต์ตัวละครถูกแปลงเป็นลิสต์สรุป]

+

[สรุปตัวละคร]

ชื่อ: แอนนา ครอฟต์

แอตทริบิวต์: ผู้เผยพระวจนะ (ตำนาน), ผู้กอบกู้ (ตำนาน)

สกิลเฉพาะตัว: นิมิตรอนาคต LV.5, นิมิตรอดีต LV.4, หยั่งรู้ LV.8, ญาณทิพย์ LV.4, การฝึกฝนเวทมนตร์ระดับสูง LV.4, บาเรียพลังจิต LV.6, จับเท็จ LV.7, เนตรมหาอสูร LV.1…

+

หญิงสาวที่สามารถเพิกเฉยต่อข้อจำกัดด้านมิติและเข้าสู่จิตสำนึกของคนอื่นได้อย่างอิสระ หญิงสาวที่สามารถมองเห็นอนาคตและพยายามออกแบบอนาคตของโลก มี ‘ผู้หญิง’ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีวิธีคิดเช่นนี้ในหนทางเอาชีวิตรอด

“แอนนา คลอฟต์”

「…นายรู้จักฉันได้ยังไง?」

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง และเธอก็ได้จ้องมาที่ผม

ผมตอบอย่างเงียบๆ “ฉันคือผู้เผยแพร่พระวจนะ”

[ตัวละคร ‘แอนนา คลอฟต์’ เปิดใช้งานสกิลจับเท็จ LV.7]

[การจับเท็จได้ยืนยันว่าคำพูดของคุณเป็นเท็จ]

แน่นอนว่าผมไม่สามารถโกหกต่อผู้เผยแพร่พระจวนะตัวจริงได้

「…เปิดเผยตัวตนจริงๆ ของนายออกมา นายเป็นใครกัน?」

ริมฝีปากเล็กๆ ของเธอปิดแน่น มันดูเหมือนว่าเธอกำลังประท้วง

ผมคาดการณ์ไว้แล้วว่าสถานการณ์คร่าวๆ จะเป็นอย่างไร ผู้หญิงคนนี้สังเกตเห็นการปรากฏตัวของผม บางทีอาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของกำแพงที่สี่ที่อ่อนแอลงชั่วคราว ถ้ากำแพงที่สี่เป็นสกิลที่ผมคิดจริงๆ…

อย่างไรก็ตาม… มันก็น่าผิดหวัง

“เธอไม่รู้จักฉันจริงๆ เหรอ?”

「…ฮะ?」

“ไม่ใช่ว่าฉันส่งแกนกลางของอิกทิโอซอรัสให้กับเธอเหรอ?”

ริมฝีปากของแอนนาเบิกกว้างขึ้นอย่างช้าๆ

“เธอจะต้องฝัง ‘เนตรมหาอสูร’ ด้วยพลังของแกนกลาง ใช่ไหม?”

「ง-งั้นนาย? นายของศรัทธาแตกสลาย…?」

[เนตรมหาอสูร] มันคือไอเท็มที่มีราคามากถึง 1 ล้านเหรียญซึ่งผู้หญิงคนนี้ได้รับมาโดยผู้สนับสนุนโคตรใจป้ำ ผมรู้สึกอิจฉา

「นาย! นายชื่ออะไร? เป็นไปได้ยังไง…」

[อิทธิพลของสกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ค่อยๆ กลับคืนมา]

「ทำไม… ทำไมฉันไม่เห็นอะไรเลย…?」

ดวงตาของเธอเริ่มเบลอ อำนาจของเนตรมหาอสูร ซึ่งสามารถแทรกแซงสติของคนอื่นได้กำลังอ่อนกำลังลง และร่างของเธอก็ค่อยๆ จางลง ผมโบกมือ

“สักวันหนึ่งเราจะได้พบกัน รอการข้ามทวีปก่อน”

[สกิลเฉพาะตัว กำแพงที่สี่ ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์]

แอนนาหายตัวไปอย่างสมบูรณ์แบบ

ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในความเป็นจริง จิตวิญญาณของผมผันผวนไปมาเมื่อได้พูดคุยกับแอนนา ซึ่งมันไม่ดีเอาซะเลย

[เนื่องจากผลของสกิล การต้านทานต่อเรือนจำต้อนรับจึงบังเกิดขึ้น]

…บัดซบ มันช้าไป

ผมรู้สึกว่าสกิลของผมชัดเจนขึ้น

ความรู้สึกไม่สบายยังคงอยู่ แต่มันก็ดีกว่าเมื่อก่อน ผมหายใจเข้าลึกๆ และค่อยๆ หายใจออก ผมมองไปยังข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันทีละอันเพื่อฟื้นฟูสติของผม

ผมคือคิมทกจา โลกได้ถูกทำลาย หนทางเอาชีวิตรอดได้กลายเป็นความจริง ที่นี่คือ… เรือนจำต้อนรับ ผมกินศิลาภูตผีเข้าไปและกลายเป็นภูตผีไปชั่วขณะ ถ้าผมเป็นภูตผี ผมก็จะไม่ถูกโจมตีโดยเผ่าพันธุ์ใต้ดิน

ใช่ ถูกต้อง ดังนั้น… โลกจึงดูเป็นเช่นนี้

ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ดูเหมือนว่าผมจะเมายา การไหลของกาลเวลานั้นยากที่จะสังเกตเห็น ผมเริ่มไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย

เกิดอะไรขึ้นกับยูซานอา ลีฮุนซึง และจางฮีวอน? ไอ้บ้ายูจงฮยอคนั่น มันฆ่ากิลยังไปรึยัง? สถานการณ์ที่สามยังคงอยู่ไหม? จะเกิดอะไรขึ้นถ้ายังมีหนูดินอยู่รอบๆ? โกลล์ยังคงวนเวียนอยู่เพื่อรอกินผมไหม?

ถ้าเป็นเช่นนั้น…

…พี่

…ได้โปรด

…ทกจา!

มีเสียงเปล่งขึ้นในหัวของผม

[สกิลเฉพาะตัว ‘คงทนถาวร LV.1’ ถูกเปิดใช้งาน]

(TL: ชื่อชั่วคราว สกิลนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนและไม่มีคำอธิบาย อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง)

ใช่แล้ว เวลาได้ย้อนกลับมาแล้ว

* * *

ผมหายใจออกอย่างแรง มันมีสัมผัสนุ่มๆ กำลังแตะที่แก้มของผม

“ทกจา!”

หมองจากลง และสายตาของผมก็เริ่มชัดเจนขึ้น สิ่งแรกที่ผมเห็นคือใบหน้าของยูซานอา ใบหน้าอันเป็นกังวลของลีฮุนซึง และจางฮีวอนก็ปรากฏขึ้นด้วยเช่นกัน

“…สถานการณ์ล่ะ?”

“มันจบลงแล้ว พวกเราทำได้ พวกเราทำได้!”

…ผมเข้าใจ พวกเราทำได้

ผมมองไปยังสมาชิกปาร์ตี้ที่กำลังตื่นเต้นและพยายามขยับร่างกายของผม ผมยังคงชาอยู่นาน และกล้ามเนื้อของผมก็แทบจะไม่ฟังคำสั่ง

“อย่าเพิ่ง… ดีใจ”

“ฮะ?”

“มันเพิ่งผ่านไปแค่วันเดียว เมื่อวานเป็นวันที่สาม…”

ลีฮุนซึงประคองในขณะที่ผมพยายามลุกขึ้น

“ทกจา! มันเป็นไปไม่ได้ นายยังไม่ได้นอนเลย!”

“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”

“แปดโมงครึ่งแล้ว มันผ่านมา 30 นาทีแล้วนับตั้งแต่สถานการณ์จบลง”

แปดโมงครึ่ง… โชคดี เวลาผ่านไปไม่มากนัก ยังไงก็เถอะ มันยังมีใบหน้าที่ขาดไป

“กิลยังล่ะ?”

“อ่า กิลยัง…”

ก่อนที่จางฮีวอนจะทันได้พูด ผมก็รู้แล้วว่ากิลยังอยู่ไหน ลีจีฮเยและยูจงฮยอคกำลังมองลงไปยังลีกิลยังที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

…ไม่นะ ไอ้บ้ายูจงฮยอคกำลังทำอะไร?

ในเวลานั้นเอง ผมก็จำได้ว่ายูจงฮยอคประหลาดใจแค่ไหนเมื่อเขาเห็นปาร์ตี้ของผม อย่าบอกนะว่าตอนนั้นยูจงฮยอคใช้เนตรแห่งปราชญ์…?

“นายเลือก… ไปตอนไหน? เห็นได้ชัดว่าไม่เคย… มาก่อน”

เนื่องจากผลที่ตามมาจากการใช้ศิลา เสียงของยูจงฮยอคจึงไม่อาจได้ยินอย่างชัดเจน จากนั้นลีกิลยังก็เริ่มพูด

“ไม่เป็นไร”

“…นายจะไม่ไปกับฉันจริงๆ เหรอ?”

“ครับ”

“นายจะแข็งแกร่งมากขึ้นถ้ามากับฉัน แทนที่จะเป็นเขา นายยังจะไม่ไปอีกเหรอ?”

“ใช่ ผมไม่ไป”

“…เด็กโง่”

ยูจงฮยอคขมวดคิ้วและมองมาทางผม

[สกิลเฉพาะตัว มุมมองนักอ่านพระเจ้าขั้นที่สองถูกเปิดใช้งาน!]

「…เป็นชายที่โชคดีจริงๆ เขาจะมีประโยชน์ ดังนั้นเก็บเขาไว้อีกหน่อยละกัน」

ผมอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมก็ไม่เหลือพลังงานในร่างกายแล้ว

“พี่ทกจา!”

เมื่อเขาพบว่าผมตื่นขึ้นมา ลีกิลยังก็พุ่งเข้ามาหาผมด้วยดวงตาที่บวมเป่ง ความคิดของยูจงฮยอคยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผม

「ชักช้าไม่ได้แล้ว ฉันต้องโจมตีให้เสร็จในวันนี้ มิฉะนั้น…」

…โจมตี? เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน?

ผมต้องคิด… บัดซบ ผมเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อผมผ่อนคลายร่างกายของผม ความอ่อนนุ่มของต้นขาที่ผมกำลังนอนอยู่ก็สัมผัสกับแก้มของผมอีกครั้ง

“ยูซานอา…”

“ค-คะ!”

“ขอโทษนะ ขอฉันนอนหน่อย…”

จากนั้นผมก็หลับไป มันเป็นการนอนหลับที่แสนหวานโดยปราศจากความฝัน

* * *

ผมตื่นขึ้นมาในสองชั่วโมงให้หลัง

[เฮ้ เจ้าจะนอนไปถึงไหน?]

ผมลืมตาขึ้นมาด้วยเสียงอันดังและไม่ค่อยพอใจเท่าไร คราวนี้ สัมผัสที่แก้มของผมหนาขึ้นและหนักขึ้นกว่าเดิม

“…อ๊า ทกจาตื่นแล้ว”

ริมฝีปากที่กำลังยิ้ม จางฮีวอนกำลังก้มมองผม

“ยูซานอาไปพัก เมื่อคืนพวกเราไม่ได้นอนกันเลย”

ผมหันไปและเห็นยูซานอากำลังนอนพิงกำแพงอยู่ จางฮีวอนยิ้ม

“ยังไงก็เถอะ ต้นขาของลีฮุนซึงสบายไหม?”

ผมหันไปและเห็นลีฮุนซึงกำลังน้ำลายไหลอยู่

“วันนี้ในตอนเช้า… นายทหารได้เข้ามารับหน้าที่…”

…ผมคิดว่าความสูงของหมอนนั้นไม่ถูก มันกลายเป็นต้นขาของลีฮุนซึง มันเป็นหมอนกองทัพที่มีกลิ่นเลือด

“พี่ทกจา…”

ผมรู้สึกหนักบนหน้าท้องและก้มลงไปเห็นลีกิลยังที่นอนพิงผมและกำลังหลับอยู่

ตอนที่ผมยกร่างขึ้นอย่างระมัดระวัง ผมก็ได้ยินเสียงของบีฮยอง

[ฮ่าฮ่า เจ้าตื่นแล้วเหรอ? งั้นก็เอานี่ไป]

ข้อความหลั่งไหลเข้าสู่หูของผม

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ เศร้าใจกับแผลเก่าของคุณ]

[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ’ สนใจในอดีตของคุณ]

[กลุ่มดาวนักเขียนลับกำลังสงสัยเกี่ยวกับแม่ของคุณ]

[กลุ่มดาวมอบการสนับสนุนให้คุณ 1,800 เหรียญ]

…ไอ้พวกบัดซบ พวกมันกำลังพยายามแอบมองอดีตของผม

นี่ยังไม่จบ

[คุณอดทนต่อค่ำคืนของชุงมูโรโดยไม่มีเขตสีเขียว]

[คุณได้บรรลุความสำเร็จ ‘รุงอรุณไม่รู้จบ’ ณ สถานีชุงมูโร!]

[คุณได้รับ 1,000 เหรียญเป็นรางวัลความสำเร็จ]

[เหรียญที่ครอบครอง: 22,650 เหรียญ]

ผมบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ ผมไม่ได้ประสบกับค่ำคืนอันยากลำบากโดยสูญเปล่า

คราวนี้จางฮีวอนก็ถาม “วันนี้พวกเราควรทำอะไรดี? เหมือนเมื่อวานเหรอ…”

“ไม่ ไม่ใช่วันนี้ นั่นใช้ได้แค่วันแรกเท่านั้น”

แน่นอนว่าถ้าพวกเราโชคดี พวกเราก็อาจจะหาเขตสีเขียวที่ถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มได้ น่าเสียดาย มันไม่มีคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของเขตสีเขียวของวันที่สี่ในหนทางเอาชีวิตรอด

“ถ้าอย่างนั้น…”

สีหน้าของจางฮีวอนเริ่มมืดลง แต่มันก็เป็นความกังวลเกินจำเป็น

“วันนี้พวกเราจะจบสถานการณ์ที่สามอย่างสมบูรณ์แบบ”

“ฮะ?”

ผมวางลีกิลยังลงอย่างระมัดระวังและลุกขึ้น

ตอนแรกผมไม่ได้วางแผนไว้ แต่ผมก็ไม่อาจรอได้หลังจากได้ยินความคิดของยูจงฮยอค เมื่อวานนี้ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากซื้อเวลา อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในวันนี้ก็ต่างออกไป

“ฉันจะลากเจ้าของที่ดินออกมา”

“…ยังไง?”

จางฮีวอนถามและผมก็มองไปยังลีฮุนซึงที่กำลังหลับลึกอยู่

“ฉันต้องใช้อาวุธลับที่ฉันเก็บไว้”

ในตอนนี้มันได้เวลาเปลี่ยนเจ้าของชุงมูโรแล้ว

(จบตอน)


กลุ่มลับเปิดแล้วนะครับ

มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint