0 Views

ตอนที่ 235 – คนขี้โกง (4)

 

(กลุ่มลับราคาพิเศษ >>> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

ผมเงยหน้าขึ้นมองกับคำพูดของยูจงฮยอค “…มันจะไม่เป็นอะไรเหรอ?”

“สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่การคัดเลือกราชาปีศาจ แต่เป็นการประลองวรยุทธ์”

ผมกำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ แต่เมื่อผมได้ยินยูจงฮยอคพูดออกมา ผมก็รู้สึกโล่งใจแปลกๆ “นาย… กลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้วจริงๆ อย่างน้อยที่สุด ฉันก็คงจะไม่ตายไปทั้งอย่างนั้น”

ยูจงฮยอคไม่สนใจคำพูดของผมและพูดต่อ “สิ่งเดียวที่ได้มาจากการประลองคือดาบปีศาจทมิฬ การได้ดาบนั้นมาไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะเอาชนะการคัดเลือกราชาปีศาจได้”

ยูจงฮยอคพูดถูก การชนะการประลองไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะคว้าชัยในการคัดเลือกราชาปีศาจได้

“นั่นเป็นเหตุผลที่นายต้องไปยังสมาคมนักชิม พวกเราต้องการกำลังเสริม นายอาจจะได้พันธมิตรมาถ้านายไปที่นั่น”

ผมเข้าใจสิ่งที่เขาพูด ไปที่สมาคมนักชิมและกลับมาพร้อมกับกลุ่มดาวที่ใช้การได้ แต่มันก็มีจุดที่น่าห่วงอยู่

“…เนบิวลาของพวกเรา?”

“ครั้งล่าสุดนายบอกว่านายจะสร้างมันหนิ?”

“บริษัทของคิมทกจา?”

“ฉันจะออกทันทีถ้ามันเป็นชื่อนั้นจริงๆ”

ยูจงฮยอคหันหน้าไปพร้อมกับขมวดคิ้ว ผมรู้สึกประหลาดใจปนดีใจ

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ กำลังเช็ดน้ำตาของเธอด้วยผ้าเช็ดหน้า]

มันเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึงเลย ยูจงฮยอคและผมกลายเป็นสหายกันจริงๆ ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันก็ตลกดีเมื่อผมลังเลตอนที่ยูจงฮยอคพูดเรื่องนี้กับผม

ผมยืนขึ้นและประกาศ “ฉันจะไป”

***

คืนนั้นผมได้รับการต้อนรับจากไกด์ของสมาคมนักชิมที่บินผ่านประตูมิติมา ไกด์ขับรถม้าสีดำคันเล็กๆ มาพร้อมกับสวมชุดคาวบอยตะวันตก ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาของปราสาทโอโร

ไกด์ลงมาจากรถม้าและโค้งคำนับผมอย่างสุภาพ

[ท่านคือราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้นใช่ไหม?]

“ใช่”

[ขึ้นรถม้ากันเถอะ การเดินทางค่อนข้างยาวนาน และท่านสามารถพักผ่อนได้]

ไกด์ไม่ได้แสดงความประหลาดใจหรือตอบสนองอะไรกับผมมาก มันเป็นเพราะเขาคือไกด์ของสมาคมนักชิมเหรอที่ทำให้เขาไม่ประหลาดใจกับ ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’? ไกด์ขึ้นไปบนรถและถามผม

[ข้าจะรับผู้โดยสารคนอื่นไปด้วย ท่านจะรังเกียจไหม?]

“เอ่อ ไม่เป็นไร”

ผู้โดยสารคนอื่น… ใครกัน? ผมพลาดโอกาสที่จะถามในขณะที่ไกด์นำรถม้าออกไปในทันที

การตกแต่งภายในของรถกว้างขวางและสะดวกสบาย มันไม่มีการสั่นเลยและเหมือนกับว่าผมไม่ได้กำลังเคลื่อนไหวอยู่ สุดยอด ผมสามารถอ่านหนทางเอาชีวิตรอดไประหว่างการเดินทางได้

ผมอ่านหนทางเอาชีวิตรอดไประหว่างนี้ มันอาจจะเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือหลายวันก็ได้ มันยากที่จะประมาณเวลาเพราะผมไม่รู้ว่ารถม้าเคลื่อนตัวไปเร็วแค่ไหน

「…ดังนั้น ยูจงฮยอคในการเสื่อมถอยรอบที่ 15 จึงคิดในขณะที่เขาตาย ‘ฉันไม่ได้โชคดี’」

「…ในตอนท้ายของรอบที่ 19 ยูจงฮยอคได้คิด ‘ครั้งต่อไป’」

「…ยูจงฮยอคจบชีวิตในรอบที่ 25 ของเขาและพึมพำ “มันจะเป็นครั้งต่อไปจริงๆ”」

…ผมอยากจะเลิกเรียกเขาว่าคน ไอ้หมอนี่ เขายังเป็นแบบนี้อยู่ในการแก้ไขครั้งแรก มันเหมือนเดิมไม่ว่าผมจะช่วยเขาหรือไม่

ผมไม่ลืมที่จะค้นหาข้อมูลที่ผมต้องการจากความตายของยูจงฮยอค มันไม่มีรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับสมาคมนักชิม ยูจงฮยอคได้มาเยือนสมาคมนักชิมในช่วงต่อมา แต่มันก็เป็นการฆ่าพวกเขา ไม่ใช่การเอาพวกเขาไปด้วย ส่วนเหล่านั้นส่วนใหญ่เต็มไปด้วยคำว่า “อ๊ากกกก!”

「จิ้งจอกบินกล่าวว่า “กลุ่มดาวต่างก็เลวไปซะทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สมาคมนักชิมนั้นเลวร้ายที่สุด”」

มันยังเป็นไปไม่ได้ที่จะค้นหาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ยิ่งผมอ่านไปมากเท่าไร ผมก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าการไปยังสมาคมนักชิมนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงอ่านหนทางเอาชีวิตรอดต่อไป

「ยูจงฮยอคกำลังคิด ‘มันคงจะดีถ้าเขามาด้วย’」

หากมันมีข้อแตกต่างในเวอร์ชั่นต้นฉบับและการแก้ไขนั้น มันก็คงเป็นช่วงที่มีคำเหล่านี้ออกมา พวกมันคือร่องรอยเมื่อผมเข้าไปแทรกแซงในงานต้นฉบับ ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษเมื่อพวกมันปรากฏขึ้นมา มันเป็นเพราะมันมีเพียงแค่ไม่กี่ฉากที่มีการกล่าวถึง ‘การเสื่อมถอยครั้งที่สาม’

「’นายต้องทำแบบนี้ เขาบอกว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้อง’」

…วิธีที่ถูกต้อง นี่มันหมายความว่ายังไง?

[ได้เวลารับประทานอาหารแล้ว ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าจะเตรียมของง่ายๆ ให้]

“ขอบคุณนะ”

รถหยุดลงและไกด์ก็จัดหาอาหารให้ผม มันเป็นอาหารระหว่างการเดินทาง มันคล้ายกับแฮมคุณภาพสูงและมีกลิ่นหอมมาก แน่นอนว่ามันไม่ใช่แฮมจริงๆ

[กลาดิเอเตอร์คนสุดท้ายแห่งดาวเคราะห์เซเลเกดอน]

มันเป็นอาหารเรื่องราวตามแบบฉบับของสมาคมนักชิม ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องราวที่แข็งแกร่งจากเจตจำนงที่ผมรู้สึกได้…

ผมแตะแฮมนุ่มด้วยส้อมที่ไกด์ส่งให้ ในเวลานั้นเอง เนื้อหาบางส่วนของเรื่องราวก็ไหลเข้ามาในหัวของผม

– ป-ปล่อยข้าไป ปล่อยข้าไปเถอะ…!

เมืองที่ถล่มลงมาอย่างน่ากลัวเนื่องจากความวุ่นวายของกลุ่มดาว การปรากฏตัวของอวตารที่ปะทุขึ้นมาภายใต้แรงกดดันอันยิ่งใหญ่ กลาดิเอเตอร์ที่กำลังจะตาย ผู้สูญเสียศักดิ์ศรีทั้งหมดไป…

ร่างของอวตารที่ฉีกขาดถูกเทลงไปในปากของกลุ่มดาวที่กำลังยิ้มอย่างชั่วร้าย ฉากสุดท้ายของโลกที่หายไปแล้ว เสียงกรีดร้องและความสิ้นหวังของเหล่าอวตารมารวมกันอยู่ที่ปลายจมูกของผม

ผมมองลงไปที่แฮมและวางส้อมลงอย่างเงียบๆ

[…ท่านไม่ชอบมันเหรอ?]

“ตอนนี้ฉันยังไม่หิว” ผมตอบด้วยรอยยิ้มที่สงบ

[ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้คำนึงถึงรสนิยมของท่านในฐานะกลุ่มดาวเลย อาหารใหม่…]

“ไม่เป็นไร ฉันจะกินของที่ฉันเอามาด้วย”

ไกด์เก็บจานไปอย่างเศร้าๆ และนั่งกลับลงไปบนที่นั่งคนขับ เมื่อเขาหายไปโดยสมบูรณ์แล้ว ผมก็ไม่ค่อยรู้สึกผ่อนคลายเท่าไหร่ มันรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังจะอาเจียน

ประโยคที่ผมได้อ่านไปในหนทางเอาชีวิตรอดตัดผ่านเข้ามาในหัวของผม

「”มันคือฝันร้ายของเหล่าอวตาร”」

เป็นอีกครั้ง ผมตระหนักได้ว่าผมกำลังจะไปที่ไหนและใครที่ผมต้องจัดการด้วย ผมทำตัวโง่ๆ เหมือนผมกำลังไปปิกนิกยังไงยังงั้น

ผมสัมผัสกับเรื่องราวบางส่วนที่อยู่ในกระเป๋าของผม เมื่อเทียบกับเรื่องราวที่พวกเขากิน เรื่องราวที่ถูกทอดทิ้งใน ‘ขอบฟ้าเรื่องราว’ แทบจะไร้สีและไร้กลิ่นไปเลย พวกมันเป็นเรื่องราวธรรมดาของอวตารธรรมดาที่มีชีวิตและตายไปแบบธรรมดาๆ เหมือนกับขยะ มันมีเหตุผลที่ทำไมสมาคมอาหารถึงทอดทิ้งพวกเขา

ผมดูดซับเรื่องราวโดยใช้กิเลนลาร์มาร์คและหลับตาลงอย่างเงียบๆ อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังจะฝันร้าย

***

การเดินทางดำเนินต่อไปอีกสองสามวัน และผมใช้ช่วงเวลาว่างเพื่อดูบางสิ่งที่ผมไม่ได้สนใจ

[เหรียญที่ครอบครอง: 1,252,353 เหรียญ]

ก่อนอื่นเลยผมได้ตรวจสอบเหรียญที่ผมไม่ได้ให้ความสนใจมาสักพัก มันเป็นเงินจำนวนมหาศาลจริงๆ

1.2 ล้านเพียงพอที่จะซื้อเนตรจอมปีศาจ อย่างไรก็ตาม แอนนาก็ได้มันไปแล้ว ผมมีสกิลที่ดีกว่าอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่ต้องการมัน แต่…

ผมสงสัยว่าจะใช้เหรียญที่เหลืออย่างไร มันก็ไม่เลวที่จะเอามาเพิ่มค่าสถานะโดยรวมของผม แต่ประสิทธิภาพของค่าสถานะก็จะเริ่มลดลงเมื่อค่าเฉลี่ยเกินกว่า 100 จากนี้ไป การลงทุนในสกิลจะดีกว่าการลงทุนในค่าสถานะมาก

แน่นอนว่าบางครั้งค่าสถานะโดยรวมที่สะสมกันอยู่นั้นก็ดีกว่า แต่เมื่อผมเชื่อมั่นในกำแพงที่สี่ ผมก็ควรที่จะตรวจสอบหน้าต่างแอตทริบิวต์ของผมซะก่อน

[ผู้โดยสารใหม่กำลังจะเข้ามา ขออนุญาตนะ?]

ผมจมอยู่กับห้วงความคิดจนผมไม่รู้ตัวเลยว่ารถม้าได้หยุดลง”ได้ ไม่เป็นไร”

ประตูด้านซ้ายของรถม้าเปิดออกเมื่อผมตอบกลับ ผมรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อมองไปยังคนที่จะร่วมเดินทางไปกับผม ความเป็นไปได้ที่จะเป็นกลุ่มดาวนั้นสูงมาก

“อ๊า! ฉันรอมานานแล้ว ทำไมช้านักล่ะ?”

[ข้าขอโทษ ทางขรุขระกว่าที่ข้าคิด…]

เสียงที่คุ้นๆ ดังขึ้นในหูของผม มันเป็นเสียงสูงของผู้หญิงผสมกับสำเนียงรัสเซีย

ผมเห็นคนสามคนผ่านรอยแยกของประตู

[มีคนอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ข้าหวังว่ามันจะเป็นการเดินทางที่น่าพึงพอใจ]

ไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีหรือไม่ ผมไม่รู้สึกถึงกลุ่มดาวเลย กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาต่างก็เป็นอวตาร

หญิงสาวที่มีรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้นรถมาก่อน “ขอโทษนะ”

หญิงสาวที่ทักทายผมอย่างสุภาพมีผมสีน้ำตาลที่กระพือไปตามลม เมื่อผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น ผมก็ถามขึ้นโดยอัตโนมัติ “เซลีน่า คิม?”

เซลีน่า คิม เธอคือหนึ่งในตัวแทนของอเมริกา ณ งานเลี้ยงกลุ่มดาว อาจเป็นเพราะใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของผม แต่หญิงสาวก็สับสนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะอุทานออกมา

“อ๊ะ นาย…?”

“เธอจำได้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”

“แน่นอน! คิมทกจา! สักพักแล้วสินะ! นายก็ถูกเชิญมาเหรอ?”

“ใช่แล้ว”

ผมจับมือกับเซลีน่าและมองไปยังคนที่เหลือ คนที่ตามมาคือเด็กสาวที่มีผมหางม้าคู่

“นายคือ… เอ๊ะ?”

อย่างที่คาดไว้ ผมเคยเจอคนๆ นี้มาก่อน มันเป็นเด็กสาวรัสเซียที่ผมเจอที่งานเลี้ยงกลุ่มดาว

เธอชื่ออะไรนะ? ผมจำได้ว่าเธอมีชื่อเล่นว่าอะไรแดงๆ สักอย่าง

ผมไม่สนใจเด็กสาวและมองไปยังอีกคนที่เหลืออยู่ ในเวลานั้นเอง ผมก็ขนลุกขึ้นมา

“นี่เป็นครั้งแรกสินะที่พวกเราได้พบกันจริงๆ”

มันมีความลึกล้ำอยู่ในน้ำเสียงที่สงบและผ่อนคลาย ผมรู้จักคนๆ นี้ดี หนึ่งในอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในหนทางเอาชีวิตรอดที่เคียงคู่มากับยูจงฮยอค ผมเคยเจอคนๆ นี้มาก่อน

“ฉันเคยเจอนายในความฝัน ฉันจำไม่ได้เพราะมันนานมากแล้ว ในเวลานั้น นายบอกว่าพวกเราจะได้พบกันอีก…”

ผมจำได้ ในสถานการณ์เขตสีเขียว ผมเห็นเธอหลังจากกินศิลาภูตผีเข้าไป ผมบอกกับเธอ “ฉันจำได้”

“งั้นขอทักทายอย่างเป็นทางการเลยละกัน ยินดีที่ได้เจอนะ คิมทกจา ไม่สิ… ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น”

เธอยิ้มในขณะที่ดวงตาปีศาจสีเหลืองลอยอยู่เหนือผมสีบลอนด์ของเธอ มันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามมาก แต่ผมก็ไม่อาจยอมรับมันได้ มันเป็นเพราะผมรู้ดีกว่าใครว่ามันมีความคิดมากมายอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น”ฉันคือแอนนา คลอฟฟ์”

ผู้เผยพระวจนะแห่งแอสการ์ด หัวหน้าของซาราทุสทรา แอนนา คลอฟฟ์

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint