0 Views

ตอนที่ 231 – เซียนดาบทลายนภา (6)

 

(กลุ่มลับ >>> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

ปรมาจารย์ทลายนภานั้นแข็งแกร่ง มันฟังดูไร้สาระ แต่อาจจะไม่มีสุนัขตัวไหนในการถ่ายทอดสดดวงดาวที่แข็งแกร่งไปกว่าปรมาจารย์ทลายนภา แน่นอน มันยังมีอีกหลายคนที่แข็งแกร่งกว่าปรมาจารย์ทลายนภา

ยูจงฮยอคและปรมาจารย์ทลายนภาเข้าปะทะกัน ประกายแสงจากประตูผู้บรรลุขั้นที่หนึ่งเข้าปะทะกันและภูมิทัศน์ก็เริ่มบิดเบี้ยว

เส้นทางที่ผู้บรรลุเดินผ่านเกิดความผันผวน พวกเขาคือตัวตนที่ไปถึงขอบเขตผู้บรรลุด้วยการเดินไปบนเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างผู้บรรลุจึงมักจะเป็นความต่อเนื่องของการปฏิเสธซึ่งกันและกัน

เส้นทางของนายมันผิด ส่วนเส้นทางของฉันนั้นถูก

ผ่านการปฏิเสธดังกล่าว ผู้บรรลุจะแข็งแกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น และแตกสลายในตอนท้าย ในขณะที่การปรากฏตัวของผู้บรรลุเข้าครอบงำพื้นที่ ความคิดของยูจงฮยอคก็โผล่ขึ้นมาในใจของผม

「สักพักแล้วนะ ศิษย์พี่」

ใครที่ได้ยินคงหัวเราะออกมา เขากำลังเรียกสุนัขว่าศิษย์พี่ อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็ไม่หัวเราะ

การแสดงออกที่ซีดจางไปได้กระทบกับหัวใจของเขา ความทรงจำที่ถูกข่มไว้เพราะเขาไม่มีเวลามาจมอยู่กับอดีตได้ถูกปลดปล่อยออกมา ยูจงฮยอคได้เผชิญหน้ากับเซียนดาบทลายนภาและเรียนรู้วรยุทธ์กับปรมาจารย์ทลายนภาในรอบที่สองของเขา

「ที่นี่ ยูจงฮยอคได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น」

ที่นี่ ยูจงฮยอคได้เรียนรู้ ฝึกฝน และใช้ชีวิตอยู่กับปรมาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์และผู้ติดตามที่ไม่ใช่มนุษย์  ถ้ามันยังมีความอบอุ่นเหลืออยู่ภายในตัวของยูจงฮยอคในตอนนี้เพียงน้อยนิด มันก็น่าจะมาจากการฝึกฝนในบู๊ลิ้ม ในทำนองเดียวกัน บู๊ลิ้มก็น่าจะเป็นสาเหตุที่พรากความอบอุ่นไปจากเขา

「…ฉันไม่ต้องการเจอนายอีก」

ปรมาจารย์ทลายนภาและเซียนดาบทลายนภาตายจากการต่อสู้กับพันธมิตรผู้หวนคืน

ยูจงฮยอคขยับ อุ้งเท้าของสุนัขเข้าปะทะกับดาบเมฆสวรรค์ชุมนุม ฝีเท้าของย่างก้าวฟีนิกซ์แดงเข้าโรมรันกัน ประกายแสงในอากาศเริ่มรุนแรงมากยิ่งขึ้นในขณะที่การเผชิญหน้ากันระหว่างดาบและอุ้งเท้าถี่ขึ้น ไม่นานหลังจากนั้น พลังงานก็เริ่มลดลงทีละนิด

ตามที่คาดไว้ ตัวละครหลักก็คือตัวละครหลัก

เรื่องราวของสุนัขที่เติบโตขึ้นจากการติดตามเซียนดาบทลายนภาไม่อาจเทียบเคียงได้กับเรื่องราวของชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังเพื่อป้องกันการทำลายล้างโลก

「ฉันจะไม่มอง」

เวลาของยูจงฮยอคไม่ได้มีไว้เพื่อการไว้ทุกข์เพราะเขาจะต้องทนทุกข์ในเวลาเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง

ต่อสู้ ต่อสู้อีกครั้ง และก้าวต่อไป มันคือการไว้ทุกข์ที่ดีที่สุดสำหรับอดีตของชายคนนี้

ปรมาจารย์ทลายนภาไม่อาจทนทานต่อน้ำหนักของดาบได้และครางออกมา การบุกของยูจงฮยอคเริ่มเร็วขึ้น วิถีดาบเริ่มมั่นคงขึ้น และเขาได้ขุดลงไปในจุดอ่อนด้วยความโหดเหี้ยม

จางฮายังอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ ผม “…ว้าว นี่มันของจริงเหรอเนี่ย”

มันอาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการต่อสู้แบบนี้ มันเป็นการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ แต่มันก็เร็วเกินไปที่จะรู้สึกชื่นชม นี่เป็นเพียงความบันเทิงเท่านั้นเมื่อพิจารณาถึงการต่อสู้ข้างหน้า

ในที่สุดปรมาจารย์ทลายนภาก็ถูกผลักดันกลับไปและร้องครางออกมา ยูจงฮยอคไม่พลาดโอกาสนี้ การโจมตีอย่างต่อเนื่องของยูจงฮยอคได้สะกดอุ้งเท้าของปรมาจารย์ทลายนภาไว้ และเขาก็ลดช่องว่างให้แคบลง ลมหายใจหยาบๆ หลุดรอดออกมาจากปากของสุนัข จากนั้นการโจมตีสุดท้ายของยูจงฮยอคก็ทะลวงไปที่เอวของปรมาจารย์ทลายนภา

…พูดให้ชัดๆ เขากำลังจะทะลวงมัน

ฉับพลัน ความรู้สึกอันน่าขนลุกก็บังเกิดขึ้นที่กระดูกสันหลังของผม มันมีคนยืนอยู่ข้างหลังของผม

…มีคนมายืนอยู่ข้างหลังของผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ ประหลาดใจ]

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ สงสัย]

[กลุ่มดาวหลายกลุ่มตื่นตัวกับพลังงานที่พวกเขารู้สึกได้]

“วันนี้ท้องฟ้าวุ่นวายจริงๆ มันมีปรากฏการณ์แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” เจ้าของเสียงกำลังยืนอยู่กับที่ด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนกับว่าเธอกำลังดื่มอยู่

ร่างกายของเธอใหญ่กว่ายูจงฮยอคมาก หญิงสาวที่ตัวสูงกว่าผมราวๆ 3 เมตรกำลังแผ่แรงกดดันออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ถามใคร

การปรากฏตัวที่อยู่ตรงหน้าผมทำให้หัวใจของผมเต้นรัว เธอคือหนึ่งในผู้บรรลุที่แข็งแกร่งที่สุดในหนทางเอาชีวิตรอด เซียนดาบทลายนภา

พายุพลังงานเคลื่อนผ่านอากาศ และดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมของยูจงฮยอคก็แข็งค้างไป

“เจ้ากำลังทุบตีเจ้าหมาโง่นี่เหรอ? เจ้ามันคนไร้หลักการ”

ดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมสั่นสะท้าน นิ้วทั้งสองของเซียนดาบทลายนภาคีบดาบของยูจงฮยอคไว้ราวกับว่ามันเป็นของเล่น

โฮ่ง โฮ่ง!

ปรมาจารย์ดาบทลายนภานอนอยู่บนพื้นและแลบลิ้นออกมาอีกครั้ง

ในทางตรงกันข้าม ยูจงฮยอคได้โยนดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมทิ้งไปและใช้ย่างก้าวฟีนิกซ์แดงเพื่อหลบออกจากตรงนั้น มันเร็วที่สุดนับตั้งแต่ผมเคยเห็นยูจงฮยอคเคลื่อนไหวมา รอยยิ้มอันน่าสนใจปรากฏขึ้นในขณะที่เซียนดาบทลายนภามองดูยูจงฮยอคที่กำลังหนีไป

“เจ้าเป็นคนที่เร็วจริงๆ ข้าน่าจะจับเขาไว้เป็นคนสุดท้ายสินะ…”

สายตาอันไม่ไขว้เขวของเซียนดาบทลายนภาขยับมาทางปาร์ตี้ของพวกเรา ในเวลาที่ผมสบตากับเธอ เซียนดาบทลายนภาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของผมแล้ว ความเร็วของเธอเพียงพอที่จะทำให้ผมเหงื่อตก ผมไม่อาจเร็วไปได้กว่านี้แม้ว่าผมจะใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้า

“ก่อนอื่นเลย มันมีชายที่หน้าตาไม่ชัดเจน”

เธอแค่คว้าคางของผม แต่สายตาของผมก็สั่น ผมเซไปในขณะที่เซียนดาบทลายนภากำลังจับคางของจางฮายังที่อยู่ข้างๆ ผมไว้

“อั๊ค…?”

“โอ้ ประเภทเดียวกับข้าเลย? เจ้าผ่าน”

การเคลื่อนไหวของเซียนดาบทลายนภาเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ภาพติดตา นี่ต้องเป็นก้าวพริบตาที่ผมเคยได้ยินมาแน่ ทันใดนั้นเอง เซียนดาบทลายนภาก็โผล่ไปหาฮันมยอนโกที่ล้มลงอยู่ในพุ่มไม้

“…เจ้าดูเหมือนกับพวกมอนสเตอร์เลย ข้าจะได้อะไรไหมถ้าข้าสังหารเจ้า?”

“…อ-อะไรกัน?!”

“ตอนนี้เจ้ามีโทษประหารแล้ว”

ฮันมยอนโกหมดสติไปหลังจากถูกฟาดด้วยกิ่งไม้ และร่างของเซียนดาบทลายนภาก็หายเข้าไปในป่า มันมีเสียงระเบิดอากาศดังออกมาและเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นในระยะไกล หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เซียนดาบทลายนภาก็กลับมาพร้อมกับลมห่าใหญ่

“ว้าว เขาเร็วมาก ก่อนอื่นเลย ใบหน้าของก็ผ่านคุณสมบัติอยู่นะ…”

ยูจงฮยอคมีรอยฟกช้ำไปทั่วใบหน้าและถูกจับอยู่ในกำมือของเซียนดาบทลายนภา ร่างกายของยูจงฮยอคได้รับความเสียหาย แต่เขาก็ยังคงใช้ย่างก้าวฟีนิกซ์แดงในสถานการณ์เช่นนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ฝีเท้าของยูจงฮยอคก็โดนแค่อากาศเปล่าเท่านั้น มันเป็นเพราะมือยักษ์ของเซียนดาบทลายนภากำลังยกหลังของยูจงฮยอคไว้

***

ผมรู้ว่าทำไมยูจงฮยอคถึงไม่เต็มใจที่จะพบกับเซียนดาบทลายนภา เมื่อมาคิดตามสามัญสำนึกดูแล้ว มันมีอันตรายหลายๆ อย่างเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซียนดาบทลายนภาในเวลานี้

ยูจงฮยอคได้เรียนวิถีดาบมาจากเซียนดาบทลายนภาในรอบที่สอง แต่เซียนดาบทลายนภาไม่รู้จักยูจงฮยอคในรอบที่สามเลย

“…เจ้ารู้เคล็ดวิชาของข้าได้ยังไง?”

ยูจงฮยอคไม่ตอบ กลับกัน เขาจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

「คิมทกจา! ทำอะไรสักอย่าง! เร็วเข้า!」

สำหรับการอ้างอิง ยูจงฮยอคในรอบที่ 18 ถูกเซียนดาบทลายนภาสังหาร

มันเป็นจุดจบของชายที่เคยบอกว่าเขาเหนือล้ำไปกว่าอาจารย์จากการกลายเป็นผู้บรรลุได้เร็วกว่าปกติ

ผมตัดสินใจที่จะขัดจังหวะ “เซียนดาบทลายนภา พวกเรากำลังรวบรวมผู้บรรลุเพื่อต่อกรกับเนบิวลา”

“…หืม งั้นเหรอ?”

“ผมต้องการการช่วยเหลือของคุณ”

เซียนดาบทลายนภาจ้องมาที่ผมเหมือนกับว่าผมเป็นของเล่นที่ผิดปกติ จากนั้นเธอก็คุ้ยไปรอบๆ และดึงไปป์ขนาดยักษ์ออกมา ควันบุหรี่ลอยออกมา เซียนดาบทลายนภาจ้องมาที่ผมก่อนที่จะเป่าควันเข้าใส่ผม

“เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปนะ ข้าไม่ใช่อาสาสมัคร ไสหัวไปซะถ้าเจ้าไม่ได้มาเพื่อเป็นศิษย์ของข้า”

อนุภาคของควันบรรจุไว้ซึ่งพลังเวทมนตร์อันเร้นลับของเซียนดาบทลายนภา

ควันล้อมรอบผมไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคงจะโจมตีผมถ้าผมพูดอะไรไร้สาระออกไป แน่นอนว่าผมต้องพูดจาไร้สาระออกไป

“คุณต้องการลูกศิษย์จริงๆ เหรอ?”

“…อะไรนะ?”

“อันที่จริง คุณก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนัก”

ควันบุหรี่พุ่งขึ้นราวกับคลื่น ผมพูดต่อเหมือนกับว่าผมกำลังยั่วเธอ “บางทีคุณอาจจะเป็นเจ้าสำนักทลายนภาคนสุดท้าย มันเป็นเพราะบู๊ลิ้มจะถูกทำลายในไม่ช้า”

เมื่อมาถึงจุดนี้ ดวงตาของเซียนดาบทลายนภาก็เต็มไปด้วยความสงสัย เธอขมวดคิ้วในขณะที่เธอมองมาระหว่างผมและยูจงฮยอคพร้อมทั้งกอดอกของเธอ

“เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจจริงๆ”

“คุณอยากฟังไหมล่ะ?”

“มันน่าสนใจ แต่ไว้ข้าไว้ฟังทีหลังก็ได้ ก่อนอื่นเลย ข้าต้องดูเจ้าหนุ่มในมือนี่ซะก่อน”

เซียนดาบทลายนภาวางยูจงฮยอคไว้บนไหล่และเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับตีก้นของเขาด้วยไปป์ เสียงร้องปนเลือดของยูจงฮยอคดังก้องอยู่ในหัวของผม

「คิมทกจา!!」

“เจ้าตูบ ดูแลคนพวกนี้ด้วย”

โฮ่ง โฮ่ง!

ควันบุหรี่เต็มไปทั่วพื้นที่รอบๆ กระท่อมอย่างรวดเร็วในขณะที่เซียนดาบทลายนภาหายตัวไปพร้อมกับยูจงฮยอค มันเป็นคาถาหายตัวประเภทหนึ่งที่ล้อมรอบกระท่อมไว้ ผมคงจะหลงอยู่ในควันถ้าผมตามพวกเขาไป

จางฮายังดูเป็นกังวล “ท-ทิ้งเขาไว้แบบนั้นไม่เป็นอะไรเหรอ? เขาจะตายไหม?”

“เขาไม่เป็นไรหรอก… น่าจะนะ”

มันน่าเสียดายที่เซียนดาบทลายนภาไม่ได้ฟังเรื่องของผมก่อน แต่มันก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด มันจะไม่เลวร้ายอะไรที่จะให้เวลาทั้งคู่ ผมหวังว่าเธอจะหยอกล้อยูจงฮยอคได้ดี

“พวกเราจะนั่งผ่อนคลายแบบนี้เหรอ?”

จางฮายังและผมนั่งลงหลังจากไปช่วยฮันมยอนโกมา จากนั้นก็มีบางอย่างแตะขาของผม

ผมหันไปและเห็นว่ามันเป็นปรมาจารย์ทลายนภาที่กำลังถือชามเกี๊ยวไว้

…ผมคิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่ยูจงฮยอคซื้อมา เยี่ยม ผมหิวแล้ว ปรมาจารย์ทลายนภาเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยแววตากะล่อนและเห่า

โฮ่ง โฮ่ง!

「กิน」

มันสุภาพจนผมประทับใจ ผมหยิบเกี้ยวขึ้นมา และหัวของปรมาจารทลายนภาก็มองตามเกี๊ยวไป มันเป็นสุนัขที่อดทนจริงๆ

“นายอยากจะกินหน่อยไหม?” ผมถามในขณะที่ผมแบ่งครึ่งเกี๊ยว

โฮ่ง โฮ่ง!

「เจ้าเป็นคนดี」

ปรมาจารย์ทลายนภายิ้มและนั่งลงข้างๆ ผม มันเหยียดเท้าออกมาเหมือนกับมนุษย์และเป่าเกี๊ยว ผมพูดกับสุนัข “ที่นี่เงียบจัง”

โฮ่ง โฮ่ง!

「นานมากแล้วนับตั้งแต่ที่มีศิษย์มา」

ห่างออกไปไม่กี่ก้าว จางฮายังกำลังมองมาที่ผมราวกับผมเป็นคนบ้า ผมยิ้มให้เขาและแตะนิ้วลงบนริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้เขาเงียบไว้ ปรมาจารย์ทลายนภาเห่าอีกครั้ง

โฮ่ง โฮ่ง

「มันไม่เป็นแบบนี้ในสมัยก่อน」

ปรมาจารย์ทลายนภาเลียเกี๊ยวด้วยท่าทางโง่ๆ ในขณะที่มันมองออกไปนอกรั้ว ผมมองตามสายตาของมันและเห็นทิวทัศน์นอกรั้วที่ชำรุด

มันเป็นเส้นทางที่พวกเราเดินมา ดวงตาของผมมองเห็นใยแมงมุมและฝุ่นละอองเท่านั้น แต่ปรมาจารย์ทลายนภาซึ่งใช้เวลาอยู่ที่นี่มากว่า 100 ปีคงจะเห็นภาพที่ต่างออกไป ผมสามารถเดาภูมิทัศน์คร่าวๆ ได้

โฮ่ง โฮ่ง

「มันมีหอวรยุทธ์อยู่มากมาย」

โฮ่ง โฮ่ง

「มีลูกศิษย์มากมาย」

แต่เดิมมันคือถนน ‘หอวรยุทธ์’ มันเป็นถนนที่คนหนุ่มสาวเต็มไปด้วยความห้าวหาญในการฝึกวรยุทธ์ พวกเขามีความกระตือรือร้นและสามารถอุทิศตนหลายสิบปีเพื่อกลายเป็นปรมาจารย์ได้

「พวกเขาเหงื่อโทรมกาย พยายามอย่างหนัก และได้รับรางวัล」

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็ไม่มีใครอยู่ที่นี่ ผมไม่จำเป็นต้องถามว่าทำไม ภาพที่ผมเห็นมานับไม่ถ้วน ณ ที่แห่งนี้ได้แสดงให้ผมเห็นถึงเหตุผลที่ถนนสายนี้เสื่อมถอยลงไป มันช่างเหงาหงอยจริงๆ

「ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะเรียนวรยุทธ์โดยใช้วิธีเก่าๆ แล้ว」

“ก็จริง”

ผมรู้ว่าทำไมเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นในบู๊ลิ้ม แต่มันก็เป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติ เหล่าคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประมุขในบู๊ลิ้มได้ตกอยู่ในกลุ่มดาวโดยการใช้ระบบ และเหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์มาหลายสิบปีก็พ่ายแพ้ให้กับอวตารที่ใช้เงินและเรียนรู้สกิลมาแค่ 5 นาที

「นี่คือเหตุผลที่ข้าดีใจที่เจ้ามา」

…ดูเหมือนมันจะมีความเข้าใจผิดอยู่เพราะผมไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่เพื่อเรียนวรยุทธ์ ผมบอกกับมัน “อืม… วิธีการแบบเก่าไม่ได้ยอดเยี่ยมเสมอไป มันคงดีถ้าผู้คนสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ง่ายๆ

「เจ้าหมายความว่าไง! ของง่ายๆ ย่อมต้องไม่ดี! ทุกสิ่งที่โดเกบิและกลุ่มดาวนำมานั้นแย่ไปหมด!」

บางทีสุนัขที่เรียนรู้วรยุทธ์มากว่า 100 ปีคงจะพัฒนาเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเจ้าปรัชญา

“ฉันรู้ว่านายไม่ชอบโดเกบิและกลุ่มดาว แต่วิถีทางแบบเก่าๆ ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป บู๊ลิ้มแบบเก่าก็ไม่ได้ยุติธรรมเหมือนกัน”

「ในอดีต ผู้คนสามารถกลายเป็นปรมาจารย์ได้ถ้าพวกเขาพยายาม!」

ผมหัวเราะออกมา “นายคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?”

ผมรู้ว่าปรมาจารย์ทลายนภาต้องการพูดอะไรออกมา ผมเองก็รู้ว่ามันมีค่าอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ถ้าผมปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป ปรมาจารย์ทลายนภาและเซียนดาบทลายนภาก็จะถูกฝังไปกับยุคสมัยและพบกับจุดจบ ผมไม่ต้องการปล่อยให้มันเกิดขึ้นในรอบที่สามนี้

ในขณะนั้นเอง การแสดงออกของปรมาจารย์ทลายนภาก็เปลี่ยนไป ผมคิดว่ามันโกรธผม แต่มันก็ไม่ใช่เพราะเหตุนั้น มันเป็นเพราะมีออร่าอันตรายปรากฏขึ้นมาจากบริเวณด้านนอก มีคนกำลังมาทางนี้

[เซียนดาบทลายนภา ยอมยกเคล็ดวิชาของเจ้ามาซะ]

ประตูเปิดขึ้นและมีโดเกบิหลายคนปรากฏตัว ผมคิดว่ามันคงเป็นเวลาประมาณนี้ที่พวกเขาจะปรากฏตัว แต่พวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ปรมาจารย์ทลายนภายกระดับพลังเวทมนตร์ของมันขึ้นและเห่า

โดเกบิพูดกับมัน [หอวรยุทธ์ใกล้ๆ กันนี้ได้ขายเคล็ดวิชาของพวกเขามาหมดแล้ว เจ้าจะปกป้องเคล็ดวิชาเก่าๆ ของเจ้าไปอีกนานแค่ไหน? ข้าจะบอกให้ว่าเจ้าจะพลาดโอกาสสำคัญไปถ้าเจ้ายังดื้อรั้นแบบนี้ พวกเราจะเสนอราคาที่แพงแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนเชียว…]

อย่างไรก็ตาม รูปร่างของโดเกบิคนหนึ่งก็คุ้นตามาก ดวงตาของโดเกบิคนนั้นสั่นอย่างรุนแรงเมื่อเขาเห็นผม

[เจ้า…?]

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint