0 Views

ตอนที่ 229 – เซียนดาบทลายนภา (4)

 

(กลุ่มลับ >>> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

การเตรียมการจบลงในไม่ช้า ผมมอบหมายเขตอุตสาหกรรมยูจงฮยอคไว้กับไอลีนและเขตอุตสาหกรรมคิมทกจาไว้กับมาร์คและสมาชิกสภาบางคน

…แต่มันก็รู้สึกแปลกๆ ที่ได้ยินชื่อเขตอุตสาหกรรมคิมทกจา มันมีเขตอุตสาหกรรมที่มีชื่อนี้อยู่จริงๆ ในโลกปีศาจด้วยเหรอ? ผมคิดว่าผู้คนคงจะไม่มีความสุขแน่ๆ

“บ้าเอ้ย ข้าก็แค่เจ้าของบาร์ มันเป็นไปได้เหรอที่จะทิ้งมันไว้ให้กับข้า?”

“มันก็เหมือนกับการทำบาร์แหละน่า มันก็แค่จนกว่าฉันจะกลับมา ฉันโอนสิทธิ์บางอย่างให้กับนายแล้ว ดังนั้นนายน่าจะสามารถจัดการเรื่องความปลอดภัยได้”

มาร์คทำสีหน้าไม่มั่นใจกับคำพูดของผม “ถึงกระนั้นก็เถอะ มันก็ไม่ดีกว่าเหรอที่เจ้าจะออกหน้าบ้าง? ผู้คนในเขตอุตสาหกรรมคงจะสับสน”

“ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาแล้ว”

“ถ้ามีการปฏิวัติครั้งใหม่ปรากฏขึ้น…”

“พื้นที่ทั้งหมดได้ผ่านไปยังสถานการณ์ถัดไปแล้ว นักปฏิวัติจะไม่ปรากฏขึ้นสักพัก”

มาร์คดูเหมือนจะมั่นใจโดยคำพูดของผม มันไม่สบายใจเล็กน้อย แต่มันก็คงจะเพียงพอที่จะทิ้งเขตอุตสาหกรรมไว้ให้มาร์คสักพัก มาร์คเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเขตอุตสาหกรรมที่เสียหายมากที่สุดในนิยายต้นฉบับ คิมทกจาตื่นตระหนกกับการทำลายล้างที่เกิดขึ้นจากยูจงฮยอคแล้ว ดังนั้นคนอย่างมาร์คจึงเป็นที่ต้องการมาก

มาร์คนำสมาชิกสภาไปยังเขตอุตสาหกรรมคิมทกจา ฮันมยอนโกมองตามหลังพวกเขาและพูดออกมาอย่างฉับพลัน “งั้นพวกเราก็ควรออกเดินทางบ้างแล้ว”

“พวกเรา?”

ผมมองไปยังแผ่นหลังของฮันมยอนโกพร้อมกับขมวดคิ้ว

…คนๆ นี้เก็บกระเป๋าของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?

“ฉันจะไม่อยู่ที่นี่คนเดียวหรอก”

“…”

“ฉันเองก็พอใช้ได้อยู่ถ้าเป็นศิลปะการต่อสู้ ฉันอ่านนิยายศิลปะการต่อสู้มามากมายตอนฉันยังเด็ก”

ในความเป็นจริง ผมรู้ว่าทำไมฮันมยอนโกถึงต้องการตามมาด้วย

[ราชาปีศาจแห่งความโกรธเกรี้ยวและตัณหากำลังมองมาที่คุณ]

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ กำลังมองไปยังราชาปีศาจแอสโมเดียส]

ผมรู้สึกเสียใจกับอูรีเอล แต่ตอนนี้มันก็ช่วยไม่ได้ มันเป็นการดีที่สุดที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับแอสโมเดียสไว้ในตอนนี้ เนื่องจากผมไม่รู้เกี่ยวกับพัฒนาการของการเสื่อมถอยในรอบที่สามจากการแก้ไขครั้งที่หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าอูรีเอลกับแอสโมเดียส

“ขยะมีมากเกินไป”

“เจ้าบ่นเกี่ยวกับโลกนี้เหรอ?”

จางฮายังและยูจงฮยอคกำลังจ้องหน้ากัน ผมถอนหายใจ จุดประสงค์ของผมคือการไปพบกับเซียนดาบทลายนภาซึ่งหมายความว่ายูจงฮยอคต้องไปด้วย ส่วนจางฮายังก็จำเป็นในฐานะผู้ประสานงาน เหนือสิ่งอื่นใด การเดินทางครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของจางฮายัง

“งั้นไปกันเถอะ” ผมส่งสัญญาณ และบียูก็เปิดประตูมิติในอากาศพร้อมกับเสียง ‘ป๊า’ มันมีเสียงดังกังวาล และประตูมิติก็ถูกสร้างขึ้น มันไม่ใช่ขนาดของโถงเอก แต่มันก็เพียงพอแล้วที่พวกเราสี่คนจะข้ามไป

ยูจงฮยอครีบพุ่งเข้าไปในทันทีที่ประตูมิติเปิดขึ้น จางฮายังมองดูยูจงฮยอคหายตัวไปและพูดด้วยเสียงเครียด “…ข้าไม่เคยออกไปจากโลกปีศาจมาก่อน”

หลังจากการเคลื่อนย้ายมิติครั้งแรก จางฮายังก็อาศัยอยู่ในโลกปีศาจมาตลอด ผมอยากจะให้กำลังใจเขา แต่ฮันมยอนโกก็พูดออกมาซะก่อน

“เชื่อในตัวฉัน ฉันอ่านนิยายต่อสู้มากว่า 300 เล่ม นายแค่ต้องตามฉันมา”

ผมยิ้มให้กับคำพูดของฮันมยอนโก

…นิยายกว่า 300 เล่ม ผมไม่รู้ว่ามันจะคล้ายกับบู๊ลิ้มไหม

“ไปกันเถอะ”

พวกเราสามคนพุ่งเข้าไปในประตูมิติในเวลาเดียวกัน วิสัยทัศน์ของผมมืดลง และภูมิทัศน์ของจักรวาลก็แผ่ออกไปเบื้องหน้าของผม ผมข้ามจักรวาลเป็นลำแสง มันเป็นกาแล็คซี่การถ่ายทอดสดดวงดาวที่มีเรื่องราวถูกพูดถึงมากมายนับไม่ถ้วน ดวงดาวหลายดวงจ้องมาที่ผมในขณะที่ผมผ่านไป และเมื่อผมได้สติกลับมาอีกครั้ง ผมก็กำลังสัมผัสกับพื้นดินขรุขระอยู่

“ว้าว เวียนหัวจัง…”

จางฮายังพยายามจะอาเจียนออกมาในขณะที่ฮันมยอนโกดูเหมือนกับว่าเขากำลังปีนภูเขาอยู่

ผมไม่เห็นว่ายูจงฮยอคหายไปไหน

…เขาน่าจะไม่ต้องการพบกับเซียนดาบทลายนภา

“โอ้ สถานที่แห่งนี้…” ฮันมยอนโกที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระตุ้นให้พวกเราก้าวไปข้างหน้าด้วยสีหน้าอันไร้เดียงสา ผมอาจจะเป็นแบบนี้ในช่วงแรกๆ ของหนทางเอาชีวิตรอด

[คุณมาถึงปราสาทมังกรครามแล้ว]

ประตูมิติบนท้องฟ้าปิดลงพร้อมกับข้อความนี้ และผมก็เริ่มตรวจสอบพื้นที่

「ปราสาทมังกรครามคือหนึ่งในสี่มหาป้อมปราการของบู๊ลิ้ม」

ตามรายละเอียดในหนทางเอาชีวิตรอด นี่คือหนึ่งในปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในบู๊ลิ้ม จากขนาดของจัตุรัส นครต้องมีขนาดใหญ่มากแน่ๆ มันเป็นนครที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปรอบๆ ปราสาทขนาดใหญ่

ตลาดและถนนที่มีชีวิตชีวากำลังขายของหลายๆ อย่าง มันมีชาวบู๊ลิ้มกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าบ้านหลังน้อยและใหญ่ ไม่มีใครแสดงความเป็นปรปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน

มี

[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ กำลังแสดงความสนใจ]

[กลุ่มดาวบางกลุ่มมีความคิดถึงเมื่อได้เห็นบู๊ลิ้ม]

บู๊ลิ้มเป็นสถานที่ที่มีคนที่แข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นมากมาย กลุ่มดาวบางกลุ่มยังได้ผ่านจากสถานที่แห่งนี้ไป จางฮายังชำเลืองมองไปรอบๆ ราวกับว่าเขาถูกครอบงำโดยบรรยากาศเหล่านี้และพูดออกมา “…มันเป็นสไตล์จีนเหรอ? เดิมทีมันเป็นเช่นนี้เหรอ?”

“พื้นหลัง ‘ศิลปะการต่อสู้’ เป็นแบบนี้แหละ”

แม้จะบอกว่ามันเป็นสไตล์จีน แต่โคมไฟสีแดงก็เป็นสไตล์ญี่ปุ่น ในขณะที่มีสถาปัตยกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางส่วนถูกผสมไว้ แน่นอนว่ามันก็มีเอกลักษณ์ความเป็นจีนอยู่ ตัวอย่างเช่นชุดจีน…

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ กำลังมองมาที่คุณ]

ผมเดินในขณะที่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ป้อมปราการนั้นกว้างมากจนผมไม่อาจกะขนาดของมันได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าผมอ่านมาไม่ผิด เซียนดาบทลายนภาก็ไม่น่าจะอยู่ในบริเวณนี้

อันดับแรก พวกเราควรไปที่ตลาดก่อน พวกเรามาถึงที่นี่แล้ว และผมก็อยากจะลองชิมอาหารของบู๊ลิ้ม สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือการได้กินเกี๊ยวและน้ำซุปไก่ สองจานนี้คืออาหารที่ยูจงฮยอคกินมากที่สุดในบู๊ลิ้ม

เขามักจะอธิบายถึงฉากที่เขากำลังกินเกี๊ยวไปพร้อมกับซุปไก่ร้อนๆ ในตอนกลางคืน ผมต้องข่มความหิวและไปที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อซาลาเปามา 1,000 วอน

“หืม ฉันไม่เห็นใครฝึกวิทยายุทธ์เลย”

“พวกเขาจะไม่แสดงวิทยายุทธ์ออกมาง่ายๆ นายอ่านนิยายมาตั้ง 300 เล่มแล้วยังไม่รู้อีกเหรอ”

“งั้นนายก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในโลกบู๊ลิ้มน่ะสิ? มีความสัมพันธ์อะไรอยู่งั้นเหรอ?”

“ใช่ แน่นอน”

“ฉันกำลังรอมันอยู่เลย”

ผมจ้องไปยังฮันมยอนโกด้วยสายตาที่น่าสงสาร ชายคนนี้ดูเหมือนจะคิดว่า ‘บู๊ลิ้ม’ นี้คือบู๊ลิ้มที่เขารู้จัก หลังจากนั้นไม่นาน ความคาดหวังของฮันมยอนโกก็เริ่มสลายไปอย่างช้าๆ

“…มีบางอย่างแปลกๆ”

“นายหมายความว่ายังไง?”

ฮันมยอนโกดูอวตารที่เดินผ่านไปใกล้ๆ ราวกับว่าเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น “ทำไมชาวบู๊ลิ้มถึงใส่ยีนส์?”

“แล้วทำไมพวกเขาถึงใส่ยีนส์ไม่ได้ล่ะ?”

“ไม่ มันไม่มียีนส์ในช่วงยุคสมัยนี้ของจีน…”

“พวกเขาอาจเป็นนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราก็ได้”

มันไม่ใช่แค่กางเกงยีนส์ คนส่วนใหญ่กำลังสวมหูฟังในขณะที่มีอวตารบางส่วนกำลังใช้อุปกรณ์ที่เหมือนกับสมาร์ทโฟนอยู่ มันมีคนที่เดินตามแฟชั่นที่เรียกว่าบู๊ลิ้ม แต่ประมาณครึ่งหนึ่งก็แตกต่างไม่เหมาะสมกับโลกนี้แบบพวกเรา

ฮันมยอนโกรู้สึกสิ้นหวังเมื่อความคาดหวังของเขาถูกทำลายตรงหน้า และผมก็ถอนหายใจออกมา “ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ แต่นี่คือบู๊ลิ้มในทุกวันนี้”

“ง-งั้นเหรอ?”

“แน่นอน เมืองต่างๆ ก็เป็นแบบนี้ไปหมดแล้ว”

“นี่ไม่ใช่บู๊ลิ้มที่ฉันต้องการ…”

“อันที่จริง ทุกอย่างในโลกน่าผิดหวังไปหมดแล้ว”

ฮันมยอนโกไม่ยอมแพ้แม้จะมีคำพูดของผม เขาเรียนรู้สกิลตีความและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า วิธีการพูดของเขาเข้ากับโลกบู๊ลิ้มได้ดีทีเดียว “ขอโทษนะครับ ผมจะไปหาหอวิทยายุทธ์ได้ที่ไหน?”

พ่อค้าที่กำลังง่วนอยู่กับกองสิ่งของมองไปยังฮันมยอนโกด้วยสายตาที่เบิกกว้าง “หืม? ฉันเดาว่านายเพิ่งมาที่นี่สินะ”

“ใช่”

“ทำไมนายถึงอยากไปหอวิทยายุทธ์ล่ะ? นายอยากเรียนวิทยายุทธ์งั้นเหรอ?”

“ก็ฉันมาที่บู๊ลิ้มแล้ว ไม่ใช่ว่าฉันก็ควรจะเรียนดาบหน่อยเหรอ?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า แน่นอน ใช่แล้ว นายพูดถูก”

ปากของฮันมยอนโกโค้งขึ้นตามคำตอบ

[ตัวละคร ‘ชูกุกมยอง’ ใช้ ‘การต่อรอง LV.4’]

เจอคุณภาพแย่ๆ ตั้งแต่เริ่มเลยสินะ “อย่างไรก็ตาม นายก็ดูจะเข้าใจอะไรผิดนะ ทุกวันนี้พวกเราไม่ได้เรียนวิทยายุทธ์จากหอวิทยายุทธ์อีกแล้ว”

“ฮะ? หมายความว่าไงกัน?”

“ฮ่าฮ่า เคล็ดวิชาโบราณเหนื่อยๆ แบบนั้นใช้กันแค่ในบู๊ลิ้มชทบทเท่านั้น มันไม่มีใครเรียนวิทยายุทธ์แบบนั้นแล้ว นายดูเหมือนจะมาจากโลกมืด ดังนั้นฉันจะมอบข้อมูลพิเศษให้เอง นายโชคดีจริงๆ”

ฮันมยอนโกสับสน “งั้นนายเรียนวิทยายุทธ์กันยังไง?”

“พวกเราใช้สิ่งนี้”

พ่อค้าปัดฝุ่นที่กองอยู่บนสินค้า กล่องที่พ่อค้าถือขึ้นมามีบางสิ่งที่หน้าตาคล้ายกับ mp3 ขนาดเล็กอยู่ข้างใน

[เซ็ทดาบจิตวิญญาณน้ำแข็งฟ้าดิน ยังไม่ได้เปิด]

[- บันทึกที่สลักไว้ด้วยข้อมูลโดยตรงจากสมองของผู้ฝึกยุทธ์ เทพธิดาบุปผาเหมันต์!

– การเรียนรู้ซ้ำๆ นั้นดีที่สุด! ถ้าคุณศึกษามันตั้งแต่ยังเด็ก คุณจะบรรลุได้!

– สามารถผ่อนจ่ายหกเดือนได้! เพียงแค่ 500 เหรียญต่อเดือน ใครก็เป็นปรมาจารย์ได้!]

“…นี่มันอะไรกัน?”

“มันเป็นแฟชั่นในหมู่คนหนุ่มสาว มีข่าวลือว่าใครก็ตามก็สามารถเป็นปรมาจารย์ได้ถ้าใช้มันไปสัก 1,000 ครั้ง”

“เรื่องนั้น… จริงเหรอ?”

“แน่นอนมันเป็นเรื่องจริง ฉันอยู่ในบู๊ลิ้มมา 10 ปีแล้ว ฉันจะโกหกไปทำไม? นายเห็นพวกคนหนุ่มสาวที่เดินไปมาพร้อมกับหูฟังไหมล่ะ?”

“ใช่ ฉันเห็นแล้ว อย่าบอกนะว่า?”

พ่อค้าพยักหน้าตามคำถามของฮันมยอนโก “ทุกๆ คนกำลังฟังมันอยู่ เด็กๆ กำลังยุ่งอยู่กับการอ่านของพวกนี้อยู่”

“หือ… เข้าใจละ แบบนี้นี่เอง ฉันมันล้าหลังจริงๆ”

“หุหุ นี่คือรุ่นลิมิเต็ดเพราะมันถูกบันทึกโดยตรงจากเทพธิดาบุปผาเหมันต์ นายรู้จักเทพธิดาบุปผาเหมันต์ไหม? เธอเป็นที่นิยมมากเลย เอานี่ ฉันจะให้นายฟังดู มันมีประสิทธิภาพมากเลยแม้เมื่อนายจะไม่ได้นอน”

ฮันมยอนโกยัดหูฟังเข้าไปในหูในขณะที่จางฮายังคุ้ยสินค้าของพ่อค้า

[เซ็ทฝึกที่บ้านหกเดือน ภูตผีโบยบิน]

[- คุณสามารถเป็นปรมาจารย์ได้หากทำตาม 10,000 ครั้ง!]

[บรรยายของราชาดาบพระราชวังแดนใต้!]

[- ใช้วิธีที่ปลอดภัยและเร็วที่สุดในการเข้าถึงจุดสูงสุดโดยฟังการบรรยายออนไลน์ของอาจารย์ชั้นนำของพระราชวังแดนใต้!]

– ถามและตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมงในระหว่างการใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเหรียญ อย่าลังเลที่จะติดต่อเราได้ตลอดเวลา!

เมื่อมาคิดดูแล้ว บันทึกเหล่านี้ต่างก็ได้รับความนิยมสูงมากในทุกวันนี้

พ่อค้ามองมายังจางฮายังก็ที่กำลังคุ้ยเขี่ยสินค้าอยู่ “เฮ้ เจ้าหนู… อย่ามาวุ่นวายนะถ้าจะไม่ซื้อ พวกมันแพง”

“พวกเราสามารถกลายเป็นปรมาจารย์ได้ด้วยของพวกนี้จริงๆ เหรอ?”

“นายไม่เห็นรีวิวเหรอ? พวกมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่างก็ได้รับการรับรองแล้ว”

ผมนึกถึงครั้งแรกที่ผมอ่านเกี่ยวกับอุปกรณ์การฟังในหนทางเอาชีวิตรอด มุมมองของชาวบู๊ลิ้มได้แสดงออกมาว่า

– เบ็กยังชิน (อายุ 12 ปี เพศชาย): ฉันฟังมันเพราะเพื่อน มันดีมากเลย ฉันเป็นที่หนึ่งในสถาบันของฉันนับตั้งแต่เดือนที่สาม

– ทันแลนมิโย (อายุ 32 ปี เพศหญิง): พูดตามตรงนะ ฉันฟังมาได้สามสัปดาห์แล้วและคิดว่ามันนานมาก… จากสัปดาห์ที่หก ฉันก็เริ่มได้ยินเสียงวรยุทธ์ที่ฉันไม่รู้!!!

– ฮวาวังบันกุน (อายุ 24 ปี เพศชาย): หลังจากได้ฟัง ผลงานของฉันในสถานการณ์ก็ดีขึ้น สถานการณ์จะยากแล้วไง? ฉันไม่กลัวโดเกบิอีกต่อไปแล้ว!!!

เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นโฆษณาปลอม แต่มันก็เป็นสิ่งล่อตาล่อใจสำหรับอวตารที่มาเยือนบู๊ลิ้มเป็นครั้งแรก พวกเขาเป็นอวตารที่ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากมา

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเรียนรู้เคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งพอที่จะลดระดับความยากของสถานการณ์ได้ด้วยเหรียญเพียงน้อยนิด

ฮันมยอนโกบ่นว่าเขาไม่ชอบบู๊ลิ้มนี้และเปลี่ยนใจ “นายอยากลองฟังมันไหม? มันรู้สึกเหมือนกับว่าวิทยายุทธ์เข้าถึงได้ง่ายจริงๆ―”

“หุหุ เจ้าหนู นายมีรูปร่างดีนะ ลองเอานี่ไปลองไหม?”

“อ่า งั้นเหรอ? งั้นเท่าไหร่—”

ผมกำลังจะหยุดเขา แต่น้ำเสียงอันน่ากลัวก็ดังออกมาจากด้านหลังของผมซะก่อน

“ถ้าผู้คนสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ด้วยการใช้ของพรรค์นั้น บู๊ลิ้มคงไม่ถูกทำลายหรอก”

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint