0 Views

ตอนที่ 19 – ผู้พิทักษ์ความมืด (1)

 

[ง-งั้นก็ดูแลตัวเองดีๆ นะ! คิคิคิคิ!] โดเกบิพูดและหายไป

การลงโทษด้านอาหารและการเอาชีวิตรอด ผมรู้เกี่ยวกับการลงโทษในอดีต อย่างไรก็ตาม อย่างหลังนั้นไม่ได้อยู่ในหนทางเอาชีวิตรอดแบบเดิม บางทีสัญญาของผมกับบีฮยองอาจจะทำให้เกิดการพัฒนาแบบนี้ จางฮีวอนยืนยันว่าบิสกิตในกระเป๋าของเธอได้หายไปแล้วและถามด้วยเสียงเบาๆ “ทกจา นายรู้เหรอว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น…”

“ฉันคาดเอาไว้ ฉันคิดเกี่ยวกับสิ่งที่โดเกบิจะทำก่อนการรุกรานมนุษย์”

“…นายจะเดาแม่นไปหน่อยไหม?”

ผมเรียกลีฮุนซึงและคนอื่นๆ เข้ามา สถานการณ์ถูกสร้างขึ้นแล้ว และในตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่จะต้องเคลื่อนไหว

“คืนอาหารกลับมาให้พวกเรานะ!”

“มัน มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง?”

ผู้คนในกลุ่มชายขอบกำลังร้องไห้ ชอนอินโฮและกลุ่มหลักเองก็ระส่ำระสายจากการสูญเสียอาหารไปอย่างฉับพลัน ดวงตาของผมสบเข้ากับชอนอินโฮที่กำลังเม้มปากอยู่

[บางที… นายรู้อยู่แล้วงั้นเหรอ? ไม่สิ เป็นไปไม่ได้] ถ้าผมสามารถอ่านความคิดของเขาได้ สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ก็คงจะเป็นแบบนี้

[คุณอ่านความคิดของตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ ได้อย่างแม่นยำ]

[ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ เพิ่มขึ้น]

…ความเข้าใจของผมเพิ่มขึ้นจากสิ่งนี้ได้งั้นเหรอ? ผมมองไปยังการแสดงออกของคนอื่นและพยายามเดาว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ อย่างไรก็ตาม ข้อความก่อนหน้านี้ก็ไม่โผล่ขึ้นมาอีก ในขณะเดียวกัน ชอนอินโฮก็รีบรวมผู้คนเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วเพื่อจัดระเบียบความโกลาหล

“ทุกคนมารวมกัน ฉันจะแจ้งให้พวกนายทราบถึงเรื่องฉุกเฉิน”

เนื้อหาของเรื่องนี้เรียบง่ายมาก: สถานการณ์ได้เลวร้ายลงมาจนจำเป็นต้องมี ‘หน่วยลาดตระเวน’ จากกลุ่มหลักมากยิ่งขึ้น พวกเขาต้องรีบ ในตอนนี้ มันไม่มีอาหารอยู่แถวๆ ใต้ดินอีกแล้ว

“พวกเราจะไม่แจกจ่ายอาหารให้กับคนที่ไม่มีส่วนร่วมในการลาดตระเวน”

แม้จะมีการประกาศที่ไม่ผ่อนปรน แต่มันก็ไม่มีการต่อต้านจากฝูงชน ไม่สิ พวกเขาไม่สามารถทำได้ มันเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์นี้ ผู้คนเข้าใจถึงมันและอาสาสมัครที่จะสอดแนมก็เพิ่มขึ้นทีละคนๆ อาหารหายไป แต่ความหวังยังคงอยู่บนใบหน้าของชอนอินโฮ เมื่อสถานการณ์แย่ลง การควบคุมก็ยิ่งถูกส่งไปยังกลุ่มหลักมากยิ่งขึ้น

ลีฮุนซึงเริ่มเป็นกังวลเมื่อเขาเห็นเช่นนี้และเปิดปากของเขา “ทกจา เอายังไงดี?”

“แน่นอน พวกเราจะไปหาอาหาร”

การแสดงออกของสมาชิกกลุ่มเริ่มตึงเครียดกับคำพูดเหล่านี้ การหาอาหาร สิ่งนี้หมายความได้เพียงอย่างเดียว

“งั้นพวกเราจะไปเป็นหน่วยลาดตระเวนเหรอ? มันยังมีอาหารเหลืออยู่บนพื้นดิน”

“ไม่ พวกเราจะไม่ขึ้นไปข้างบน ถ้าพวกเราไป พวกเราอาจจะตายอย่างไม่มีเงื่อนไข” ผมมองไปยังหน้ากากป้องกันแก๊สพิษบนพื้น หน้ากากที่รุ่งริ่งอันนี้ไม่สามารถหยุดหมอกพิษได้

ลีฮุนซึงพึมพำ “พวกเราจำเป็นต้องไปหาอาหารข้างบน…”

“ลีฮุนซึง โลกเปลี่ยนไปแล้ว งั้นอาหารก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไป”

ผมมองไปยังอุโมงค์ที่ทอดยาวไปยังสถานียัคซู

“เดี๋ยวนะ ทกจา… อย่าบอกนะว่า?”

“ใช่แล้ว”

ในโลกนี้ มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ล่าบนห่วงโซ่อาหารอีกต่อไป แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นผู้ล่า แต่พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อ

“พวกเราจะล่ามอนสเตอร์”

* * *

หลังจากนั้นสักพัก หลายคนจากกลุ่มหลัก รวมทั้งตัวผมเองก็ยืนอยู่ตรงหน้าอุโมงค์ไปยังสถานียัคซู

“ฉันเข้าใจ นายกำลังจะเดินไปตามเส้นทางรถไฟใช่ไหม?” ผมคิดว่าชอนอินโฮคงจะท้าทายพวกเราเมื่อพวกเราปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับหน่วยลาดตระเวน แต่เขากลับดูเหมือนจะโล่งใจที่ผมออกจากกลุ่ม เขาอาจจะคิดว่าผมเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของเขา “อืม ถ้ามองในระยะยาว มันต้องมีทีมที่ทุ่มเทให้กับการโจมตีสถานการณ์ตามข้อกำหนด เดินทางปลอดภัยนะ”

เขาเป็นคนตลก เขาพูดเหมือนว่าเขาเป็นหัวหน้า แต่เวลาสำหรับเขากำลังจะหมดลงในไม่ช้าแล้ว

[ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ เพิ่มขึ้น]

[ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ เพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนดแล้ว]

ผมเข้าใจ… ผมเข้าใจแล้ว มันมีอยู่สองกรณีหลักของ ‘ความเข้าใจ’ ที่เพิ่มขึ้น หนึ่งคือเมื่อผมได้รับความชื่นชอบหรือความไว้ใจจากตัวละคร สองคือเมื่อผมสามารถคาดเดาได้ถูกต้องว่าตัวละครนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ บางทีในตอนนี้มันคงเป็นอย่างหลัง

[ตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ กำลังสงสัยคุณ]

ตามค่าความเข้าใจที่สะสมมา ความคิดที่คลุมเครือแห่งอารมณ์ของคนผู้นั้นคือสิ่งที่ได้รับมา

“โอ้ ขอให้สมาชิกของกลุ่มฉันสักคนเข้าร่วมด้วยได้ไหม? ฉันอยากจะได้ข้อมูลบางส่วนของการโจมตี”

อันที่จริง ชอนอินโฮคงจะไม่ปล่อยพวกเราไปง่ายๆ ผมจ้องมองไปยังชายหนุ่มด้านหลังเขา มันเป็นคนที่จะไปกับพวกเราและเป็นสหายผู้โชคร้าย

“ฉ-ฉันต้องไปกับพวกเขาด้วยเหรอ?”

“อืม ทำไมนายต้องอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ พี่ฮัน? ไม่ใช่ว่าเมื่อคืนนี้พี่อยากจะคืนดีกับทกจาเหรอ?”

“ร-เรื่องนั้น…”

สมาชิกของกลุ่มชอนอินโฮที่เข้าร่วมกับพวกเราคือหัวหน้าแผนกฮันมยอนโก

“ทกจา ถ้านายไม่ว่าอะไร ฉันขอไปด้วย…”

“ฉันเข้าใจ ไปด้วยกันนี่แหละ”

ฮันมยอนโกประหลาดใจเมื่อผมตอบกลับอย่างง่ายดาย เขาคิดว่าผมคงจะปฏิเสธ ลีฮุนซึงทำสีหน้าเป็นกังวล แต่ผมก็มีไอเดีย ไม่ว่ากรณีใดๆ กลุ่มผู้รอดชีวิตห้าคนจากขบวน 3807 ซึ่งประกอบไปด้วยผม ลีฮุนซึง ลีกิลยัง ยูซานอา และฮันมยอนโกก็ได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง

“ขอฉันไปด้วยได้ไหม?”

“…ไม่เป็นไรนะถ้าร่างกายของเธอยังไม่หายดี?”

“มันดีขึ้นมากแล้ว”

และยังมีอีกหนึ่ง จางฮีวอน รวมทั้งสิ้นก็มี 6 คนในกลุ่ม มันมากแล้วสำหรับกลุ่มเล็กๆ แน่นอนว่าจำนวนคนถือว่าไม่มากนักต่อหน้าวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้น

[สถานการณ์ย่อยใหม่มาถึงแล้ว!]

+

[สถานการณ์ที่สอง – การจัดหาอาหาร]

หมวดหมู่: ย่อย

ความยาก: E

เงื่อนไขการเคลียร์: ล่ามอนสเตอร์ที่สามารถใช้เป็นอาหารได้และปรุงพวกมัน

จำกัดเวลา: ไม่มี

สิ่งตอบแทน: 500 เหรียญ

ความล้มเหลว: ???

+

ทันทีที่พวกเราก้าวเท้าเข้าไปในอุโมงค์ สถานการณ์ย่อยก็ปรากฏขึ้นมา การจัดหาอาหาร มันเป็นสถานการณ์ย่อยที่พวกเราต้องผ่านก่อนที่จะเข้าสู่สถานการณ์หลักที่สอง

[กลุ่มดาวหลายกลุ่มกำลังคาดหวังถึงผลงานของคุณ]

ความมืดของอุโมงค์เริ่มชัดเจนขึ้นก่อนที่พวกเราจะทันได้ขยับไปถึง 10 ก้าว ผมฉายไฟขึ้น แต่โครงร่างของบริเวณโดยรอบก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้เลย มันพิสูจน์ว่ามีม่านพลังที่ปิดกั้นแสงสว่างไว้อยู่ ของจริงคงจะเหนือล้ำยิ่งไปกว่าม่านพลังนี้

“ทกจา รอแป๊ป นับจากนี้ไปมันอันตรายจริงๆ นะ” จางฮีวอนที่เดินเคียงข้างผมหยุดก่อน “พวกเราจะไปทางนี้จริงๆ เหรอ? ไม่ว่าฉันจะมองยังไง มันก็เหมือนกับการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังมีกิลยังอีก”

“อันที่จริง ฉันก็กังวลตั้งแต่แรก มันยังไม่สายเกินไป ดังนั้นพวกเราจะทิ้งกิลยังไว้ข้างหลังเป็นไง? และถ้าเป็นไปได้ พวกผู้หญิง…”

“ลีฮุนซึง ฉันอาจจะไม่เก่งเท่านาย แต่ฉันก็รู้วิธีการต่อสู้ ฉันเรียนเคนโด้มานิดหน่อย” จางฮีวอนตอบ

“แต่…”

การโต้เถียงที่ไร้สาระกำลังจะทำให้บรรยากาศร้อนขึ้น ดังนั้นผมจึงขัดจังหวะ “ลีฮุนซึง ฉันบอกนายไว้ก่อนเลยนะ โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว มันลำเอียงที่ผู้หญิงนั้นมีร่างกายอ่อนแอ แต่ในตอนนี้ ทุกคนสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้โดยการเพิ่มค่าสถานะของพวกเขา แต่จางฮีวอน มันก็ยังมีปัญหากับคำพูดของเธออยู่เช่นกัน”

“…อะไร?”

“เช่นเดียวกันกับที่ผู้หญิงไม่อ่อนแอ เด็กก็ไม่อ่อนแอเหมือนกัน กิลยัง แสดงให้พวกเขาเห็นหน่อย”

ลีกิลยังเดินออกมาข้างหน้า เขามองไปรอบๆ สักพัก ก่อนที่จะนั่งลงบนพื้นของอุโมงค์และยื่นมือออกมา ดวงตาของจางฮีวอนเบิกกว้างขึ้น “พระเจ้า นี่มันอะไรกัน?”

“ช-เชี่ย! แมลงสาบ!” ฮันมยอนโกอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัว

แมลงสาบที่ปรากฏขึ้นในระยะไกลได้เชื่อมต่อกับปลายนิ้วของลีกิลยังด้วยเส้นแสงจางๆ แมลงสาบฟังคำพูดของลีกิลยังราวกับสุนัขที่ฝึกมาดีและหายตัวไปในความมืด

“แอตทริบิวต์ของผมคือนักสะสมแมลง”

นักสะสมแมลง ลีกิลยังมีความสามารถที่หาได้ยากในการสื่อสารกับแมลงผ่านสกิล ‘การสื่อสารอันหลากหลาย’ ของเขา

“ไม่มีอะไรอยู่ข้างหน้าพวกเรา มันปลอดภัยต่อไป 100 ก้าว” ลีกิลยังแสดงพลังในการสอดแนมของเขาและคนอื่นๆ ก็ทำสีหน้าตื่นตะลึงออกมา ลีกิลยังพูดกับพวกเขาด้วยใบหน้าอันห้าวหาญ “ขอบคุณสำหรับความกังวลของพวกพี่นะ แต่ผมไม่ได้ตามพวกพี่มาเพราะอยากให้พวกพี่ดูแลผม”

“อ๊า ใช่แล้ว” จางฮีวอนพยักหน้าด้วยสีหน้าบึ้งตึง ลีกิลยังเดินเข้ามาข้างๆ ผม และผมก็ลูบหัวของเขา แอตทริบิวต์ของลีกิลยังไม่ค่อยปรากฏเท่าไรนักในหนทางเอาชีวิตรอดแบบดั้งเดิม มันไม่ใช่ทางเลือกที่ผิดที่ช่วยลีกิลยังในตอนแรก พวกเราผ่านสิ่งกีดขวางและเข้าไปยังความมืดมิดเต็มรูปแบบ

[คุณเข้าสู่พื้นที่อันตราย]

“ย-ยูซานอา มันอันตราย จับมือฉันไว้ตอนเดินสิ”

“…ไม่ใช่ว่านายกลัวมากกว่าฉันอีกเหรอ?”

“ม-ไม่!”

อากาศภายในม่านพลังเหนียวจากความชื้น

“ลดแสงลง” ผมสั่ง

ยูซานอาเอามือปิดไฟฉายของเธอไว้ เนื่องจากรุ่นนี้ไม่มีฟังก์ชั่นควบคุมแสง เธอจึงต้องปรับแสงด้วยมือของเธอ

“อี๊ อย่าส่องแสงลงไป” จางฮีวอนรู้สึกคลื่นไส้เมื่อเธอมองไปที่พื้น มันมีซากศพที่ฉีกขาดอยู่ ร่างกายของเหล่าคนที่พยายามเคลื่อนผ่านที่นี่ไปกระจัดกระจายอยู่ที่พื้น ยูซานอาหลับตาแน่น ฮันมยอนโกตัวสั่น และแม้กระทั่งลีฮุนซึงผู้ห้าวหาญก็ยังเริ่มหลังเหงื่อออกมา ลีกิลยังใจเย็นอย่างน่าประหลาดโดยไม่มีความกลัวอยู่บนใบหน้าของเขาแม้แต่น้อย ผมรู้สึกกังวลเล็กน้อย เด็กชายคนนี้ เขาคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเกมหมดเลยเหรอ?

“มีบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์” ตามที่ลีกิลยังกล่าว มันก็ไม่ได้มีเพียงแต่ร่างกายของมนุษย์เท่านั้นที่อยู่บนพื้น มันมีบางสิ่งที่มีขนาดเท่าหมาป่าตัวเต็มวัย มันมีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับตุ่นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

สายพันธุ์ใต้ดินระดับ 9 หนูดิน มันเป็นชื่อที่ชวนให้นึกถึงแมลงบนโลก แต่ชื่อก็เป็นเพียงแค่ชื่อ พวกมันคือปิรันย่าแห่งใต้ดิน หนูดินเป็นนักล่าที่มักจะขุดโพรงอยู่ใต้ดินเป็นกลุ่มและเล็งเป้ามาที่เหยื่อของพวกมัน อย่างไรก็ตาม หนูดินก็ถูกจัดการไปเหมือนกับว่าพวกมันถูกทิ้งระเบิดเข้าใส่ จางฮีวอนถอนหายใจ “…ใครที่ทำเรื่องพวกนี้กัน?”

เห็นได้ชัดว่ามีมนุษย์เพียงคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนหนูดินให้กลายเป็นแบบนี้ได้ มันคือยูจงฮยอค เขามุ่งหน้าไปยังสถานีต่อไปผ่านเส้นทางนี้เพียงลำพัง ผมอดสงสัยไม่ได้ เดิมทีมันควรจะเป็นคืนนี้หรือวันพรุ่งนี้เมื่อยูจงฮยอคในรอบที่สามเคลื่อนไหวไปยังสถานีต่อไป

เหตุใดเขาจึงรีบร้อน เขาหมดความอดทนงั้นเหรอ? อะไรคือเหตุผล?

“ทกจา พวกเราสามารถใช้พวกนี้เป็นอาหารได้ไหม?”

“สถานการณ์บอกว่าพวกเราต้อง ‘ล่า’ มันด้วยตัวเอง ดังนั้นมันไม่น่าจะเป็นไปได้”

“…อืม ลำบากซะจริง แล้วการทำอาหารล่ะ? นายจะเผาหรือย่าง?”

มันน่าจะเป็นการย่าง ปัญหาก็คือมันต้องเป็นไฟชนิดพิเศษ

“ฮีวอน เธอบอกว่าเธอเก่งเคนโด้ใช่ไหม?”

“เอ่อ มันก็เกินไปหน่อยที่จะบอกว่าฉันเก่ง… แต่นายกำลังทำอะไรน่ะ?”

ผมแทงร่างของหนูดินและเริ่มกรีดมันด้วยมีด ผมไม่รู้เมื่อผมอ่านมันในนิยาย แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ผมคิด หลังจากจัดการกับผิวหนังที่หนาออกไป ผมก็สามารถจัดการกับกระดูกสันหลังของมันได้ นี่เป็นครั้งแรก ดังนั้นผมจึงทิ้งรอยขีดข่วนไว้มากมาย แต่มันก็ยังใช้ได้

“นายจะทำอะไรน่ะ?”

“เธอจำเป็นต้องมีอาวุธสำหรับเคนโด้”

หนามของสุกรศิลาไม่ได้เพียงพอสำหรับทุกๆ คนและกระดูกสันหลังของหนูดินก็เป็นกระดูกชิ้นเดียว ทำให้มันเป็นอาวุธที่ดีมากในช่วงสถานการณ์เริ่มต้น หลังจากตัดกระดูกอ่อนที่นำไปสู่ขาออกและขึ้นรูปมัน กระดูกจริงๆ ก็ถูกเหลาให้กลายเป็นมีด ผมยื่นมันให้กับจางฮีวอน

“ขอบคุณนะ จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่าฉันย้อนกลับไปในยุคหินเลย”

“เธอต้องฝนมันอีกสักหน่อย มันถึงจะมีประโยชน์ มันมีหินอยู่รอบๆ ลองฝนมันให้คมๆ ดู”

“ค่ะ เข้าใจแล้ว หัวหน้า” จางฮีวอนเริ่มฝนใบมีดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นเล็กน้อย ผมเงยหน้าขึ้นและเห็นลีฮุนซึงกำลังเฝ้ามองฉากนี้ด้วยความอิจฉาเล็กน้อย

“เอาสักอันไหม?”

“เอ่อ นายจะทำให้ฉันอีกอันเหรอ?”

“พวกนายทุกคนเข้ามาใกล้ๆ มันจะดีกว่าถ้าพวกนายเรียนรู้วิธีทำมัน มาทำด้วยกันเถอะ”

อันที่จริงนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองทำดู ผมคงไม่สามารถทำได้ถ้ารายละเอียดไม่ได้รวมอยู่ในหนทางเอาชีวิตรอด ทำไมหนทางเอาชีวิตรอดจึงไม่เป็นที่นิยมงั้นเหรอ? มันง่ายมาก ผู้เขียนได้ใส่รายละเอียดมากเกินไปน่ะสิ

“…ทกจา นายเป็นมือใหม่ แต่นายเก่งมาก”

พวกเรานั่งลงและทำอาวุธด้วยกัน คราวนี้มันเป็นหอก ไม่ใช่ดาบ พวกเขาไม่มีสกิลเคนโด้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่ามันคงจะดีกว่าที่จะทำหอกยาว หอกของลีฮุนซึงทำจากกระดูกสันหลังของหนูดินตัวที่ใหญ่ที่สุด ในขณะที่อาวุธของยูซานอาและฮันมยอนโกทำขึ้นจากกระดูกสันหลังของหนูที่มีขนาดปกติ สุดท้าย อาวุธของลีกิลยังนั้นทำมาจากกระดูกสันหลังของหนูดินวัยเยาว์

[คุณสร้างอาวุธด้วยตัวเองได้สำเร็จ]

[มีกลุ่มดาวหลายกลุ่มสนใจในธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษยชาติ]

[กลุ่มดาวมอบการสนับสนุนให้คุณ 100 เหรียญ]

ทุกคนได้รับข้อความเหล่านี้

“พวกเราได้รับเหรียญจากเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”

ผมถาม “ฉันไม่ต้องการให้พวกนายตาย พวกนายมีเหรียญพอนะ?”

“อืม พวกเรามี”

“ถ้าเป็นไปได้ให้เหลือเหรียญไว้จำนวนหนึ่งเป็นราคาสำหรับการรอดชีวิตและลงทุนส่วนที่เหลือไปกับ STR STA และ AGI มิฉะนั้นพวกนายจะไม่รอดเอา”

“อ่า ฉันจะจำไว้นะ”

พวกเราเตรียมตัวเสร็จสิ้นและเริ่มเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอีกครั้ง ร้อยก้าวที่ลีกิลยังพูดถึงจบลงตรงหน้าของพวกเรา

[สถานการณ์ย่อย – การจัดหาอาหารได้เริ่มขึ้นแล้ว!]

หนูดินคลานออกมาจากพื้นดิน ผมนับจำนวนของพวกมันอย่างรวดเร็ว 1 2 3… มีทั้งหมด 13 ตัว มันมากกว่าที่ผมคิด กลุ่มของหนูดินลากเส้นและเริ่มขู่พวกเรา ในทันทีที่พวกเราข้ามเส้นไป การต่อสู้ก็จะเริ่มต้นขึ้น

ผมพูดออกมา “มันไม่มีแผน พวกเราคือผู้เริ่มต้น มันอาจจะฟังดูโหดร้าย แต่พูดตามตรง ฉันก็ไม่คิดว่าพวกเธอจะมีชีวิตรอด”

“น-นั่น…”

“แต่ถึงกระนั้น พวกเธอทุกคนก็ต้องรอด ได้โปรด”

ฮันมยอนโกเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มเท่านั้นที่อารมณ์เสีย คนอื่นๆ พากันประหม่าแต่ก็ดูเด็ดเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงตาของจางฮีวอนนั้นน่าประทับใจมาก

“โอเค มาลองดูเถอะ ทุกคน รอดไปให้ได้นะ!”

เช่นเดียวกับที่ยูจงฮยอคได้ทดสอบผม ผมเองก็คาดหวังกับพวกเขาเช่นกัน ไม่ว่าจะมีพี่เลี้ยงที่ดีแค่ไหน คนที่ไม่มีปณิธานก็ย่อมไม่สามารถเอาชีวิตรอดในโลกใบนี้ได้ ในท้ายที่สุด มันก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะช่วยตัวเองอย่างไร ทุกคนควรจะใช้โอกาสนี้เพื่อตระหนักถึงมันให้ชัดเจน

“งั้นไปกันเถอะ”

ผมรู้ว่าผมเองก็ต้องลุยไปพร้อมกับคนพวกนี้ เมื่อพวกเราก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว หนูดินก็เคลื่อนไหว และการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint