0 Views

ตอนที่ 149 – งานเลี้ยงกลุ่มดาว (5)

 

ในตอนต้นของการสืบทอดเรื่องราว มันมีห้องเล็กๆ 6 ห้องถูกสร้างขึ้น ณ ปลายเวที จำนวนห้องเท่ากับจำนวนอวตารที่มาเข้าร่วม

– อวตารทุกคน โปรดย้ายไปยังห้องแห่งความลับ!

ระบบการสืบทอดเรื่องราวนั้นง่ายมาก อวตารจะสื่อสารกับกลุ่มดาวผ่านห้องแห่งความลับและได้ยินเงื่อนไขทั้งหมด หลังจากนั้น พวกเขาก็จะขึ้นไปบนเวทีและประกาศเรื่องราวที่พวกเขาจะได้รับ

มันมีป้ายเขียนบอกไว้ว่า ‘อวตารคิมทกจา’ อยู่ ผมพูดกับยูจงฮยอค “ไว้เจอกันนะ”

ยูจงฮยอคไม่ตอบและหายเข้าไปในห้อง ผมเดินเข้าไปในห้องและนั่งลง ในเวลานั้นเอง เสียงจากข้างนอกก็ถูกตัดขาดไปโดยสมบูรณ์ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่านี่เป็นมิติเอกเทศ

[ห้องแห่งความลับ]

มันเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เป็นความลับที่สุดในการถ่ายทอดดวงดาว สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่จะไม่สามารถมองเห็นได้ แม้แต่กับโดเกบิของช่อง

[คุณได้เป็นเจ้าของห้องแห่งความลับเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง]

[คุณได้รับสิทธิ์การดูแลของห้องแห่งความลับ]

[เวลาสูงสุดที่คุณสามารถใช้ห้องแห่งความลับคือหนึ่งชั่วโมง]

[โปรดติดต่อกับกลุ่มดาวให้ได้มากที่สุดในเวลานี้]

ผมมองไปที่ประตูด้วยความคาดหวัง โอเค ใครจะมาเป็นแขกคนแรก? ในเวลานั้นเองก็มีคนเดินมาที่ประตู มันเป็นหนังสือสีเหลืองลอยได้พร้อมกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

[อวตารคิมทกจา เลือกงานฉลองการฟื้นคืนชีพ]

…คนแรกที่มาคือตำนานของอินเดีย

***

[กลุ่มดาว ‘ผู้สร้างมนุษยชาติ’ กำลังมองมาที่คุณ]

ผู้ต่อรองจากพระเวทคือกลุ่มดาว ‘มนู’ ซึ่งมีคำขยายคือผู้สร้างมนุษยชาติ ผมเองก็รู้เรื่องราวของมนู แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพราะว่าผมรู้จักตำนานอินเดีย แต่เป็นเพราะหนทางเอาชีวิตรอด

「ตามมหากาพย์อินเดีย มนูเป็นผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ เพื่อแลกกับการช่วยชีวิตปลา เขาสามารถหนีขึ้นไปบนยอดเขามาลายาด้วยเรือที่เตรียมโดยปลาได้…」

…ผมจำเรื่องนี้ได้และรู้ว่าทำไมมนูจึงมาเจรจา มนูเป็นกลุ่มดาวที่มักจะถกเถียงกันเรื่องลิขสิทธิ์ของเรื่องเล่า ‘อาจารย์ของอาร์ค’ กับกลุ่มดาวจากเอเด็น กล่าวอีกนัยหนึ่ง มนูผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ในหมู่กลุ่มดาวพระเวท

“…จ้าวแห่งวันที่ 25 ธันวาไม่ได้มาด้วยตัวเองเหรอ?”

[เจ้าคิดว่าเขาว่างเหรอ? ตอบมาง่ายๆ เจ้าจะยอมรับงานฉลองการฟื้นคืนชีพไหม?]

เขามาพร้อมกับท่าทีแบบนี้เหรอ? นอกจากนี้ คนผู้นี้ยังรับผิดชอบในเรื่องราว มิทราไม่มา

[ถ้าเจ้ามีหู เจ้าก็คงจะรู้ว่าพระเวทคือหนึ่งในเนบิวลาที่ใหญ่ที่สุด ตำนานมากมายถือกำเนิดขึ้นในพระเวท และหลายๆ เนบิวลาก็ลอกเลียนแบบพวกเราไป โดยเฉพาะพวกเอเด็น…]

“นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าฉันยอมรับงานฉลองการฟื้นคืนชีพ พระเวทจะให้อะไรฉัน?”

[การปกป้องเทพแห่งสุริยเทพจะสถิตอยู่กับเจ้า]

“พรของสุริยเทพคืออะไร?”

[ข้าต้องอธิบายให้เจ้าฟังทุกเรื่องเลยเหรอ? มนุษย์กระจอก…!]

“ฉันมีหนึ่งคำถาม”

[อะไร?]

“การเรียกฉันว่ามนุษย์กระจอก นายไม่คิดว่ามันฟังดูโบราณไปหน่อยเหรอ? กลุ่มดาวที่ชอบเล่าเรื่องที่แตกต่างกันไปมีคนที่มีความคิดซ้ำซากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ดวงตาของมนูเบิกกว้าง และเขาก็จ้องมาที่ผม

[เจ้ากล้าพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร…!]

“มันเป็นสิ่งที่ฉันคิด”

[คุณใช้สิทธิ์ผู้ดูแลของห้องแห่งความลับ]

[กลุ่มดาว ‘ผู้สร้างมนุษยชาติ’ ถูกขับออกจากห้อง!]

ตามคำสั่งของผม ผู้สร้างมนุษยชาติได้ถูกล้อมด้วยแสงสีขาวซีดและหายไปพร้อมกับเสียงตะโกน เขาน่าจะทำตัวให้ดีเมื่อมีโอกาส

ผมไม่ยอมถูกบังคับ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าก็ตาม มันอาจจะแตกต่างไปหลังจากการสืบทอดเรื่องราว แต่ในตอนนี้ผมคือฝ่ายได้เปรียบ

“ต่อไป” เมื่อผมพูดจบก็มีคนเปิดประตูเข้ามาอีก มันเป็นคนพเนจรที่มีมงกุฏเก่าๆ ใครกัน?

[อวตารคิมทกจา เข้าร่วมกับโอลิมปัส]

ไอ้พวกบ้านี่ อะไรๆ ก็อวตารคิมทกจา

[กลุ่มดาว ‘ผู้ควักลูกตาตัวเอง’ หัวเราะเยาะคุณ]

….ผู้ควักลูกตาตัวเอง?

[ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักข้านะ]

“ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของนายมาเมื่อตอนชั้นเป็นนักศึกษา”

[งั้นเหรอ? ไม่น่าเชื่อเลย ประเทศตะวันออกเล็กๆ… !]

‘ผู้ควักลูกตาตัวเอง’ เขาคือราชาอีดิปัสซึ่งถูกสอนอยู่ในวิชาศิลปศาสตร์ บุคคลผู้ถูกซอโฟคลีสเกลียดชัง

“ยังไงก็เถอะ ฉันได้ยินข้อเสนอจากเทพแห่งไวน์และความปิติยินดีมาแล้ว นายมาที่นี่เพื่อบอกให้ฉันเข้าร่วมนิกายบาคคัสเหรอ?”

[บาคคัส? ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มแล้วสินะ]

มีบางอย่างแปลกๆ เพอร์เซโฟนีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงในนาม ‘โอลิมปัส’ ในขณะที่ไดโอไนซัสได้บอกผมว่าอย่าเชื่อใจใคร ทั้งคู่ไม่ได้บอกผมให้เข้าร่วมโอลิมปัส แต่ราชาอีดิปัสกลับเปิดประตูเข้ามาตั้งแต่แรกๆ

[ข้าไม่ได้มาที่นี่เพราะเรื่องนั้น ข้าไม่ได้มาเพราะสิทธิ์ในเรื่องราวการคืนชีพด้วยซ้ำ]

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขามาหาผมด้วยเหตุผลที่แตกต่างไปจากกลุ่มดาวอื่นๆ

…หรือว่านี่อาจจะเป็นตัวแทนของโอลิมปัสจริงๆ

[เรื่องราวที่โอลิมปัสจะเสนอให้กับเจ้าคืองานฉลองอสนีบาต]

“ฮะ?”

ผมตกใจ งานฉลองอสนีบาตคือเรื่องราวของซุส หนึ่งในสามมหาเทพ อีดิปัสเห็นสีหน้าของผมและยิ้มแปลกๆ

[ดูเหมือนเจ้าเองก็รู้จักเรื่องนี้สินะ ใช่ เจ้าคิดถูก เรื่องราวที่พวกเราเสนอไปนั้นแตกต่างไปจากเรื่องราวการฟื้นคืนชีพของเนบิวลาอื่นๆ]

“…ทำไมนายถึงเสนอมันให้กับฉัน?”

[มันเป็นเพราะเทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามได้มองเห็นโชคชะตาของเจ้า]

…โชคชะตาของผม

[ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะมีสิทธิ์ได้สืบทอดงานฉลองอสนีบาต แน่นอน เจ้าสามารถสืบทอดเรื่องราวของข้าและรับ ‘นักพยากรณ์ตาบอด’ ไปได้ แต่… เจ้ามีข่าวลือแล้วว่าเป็นผู้เผยพระวจนะและคงจะไม่สืบทอดเรื่องราวของข้า]

“เดี๋ยวก่อน นายหมายความว่ายังไง? ทำไมโชคชะตาของฉัน…”

[การตัดสินใจเป็นของเจ้า อย่างไรก็ตาม เจ้าก็ต้องการโอลิมปัสแน่ๆ อืม ไว้พบกันใหม่ละกัน]

อีดิปัสหายตัวไปจากห้อง หัวใจของผมถูกรบกวนเล็กน้อย ผมไม่รู้ว่า ‘โชคชะตา’ ที่อีดิปัสกล่าวถึงนั้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าเทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามเกี่ยวข้องด้วยแล้ว บางสิ่งที่คล้ายกับสิ่งที่พวกเธอเห็นก็คงจะเกิดขึ้นในอนาคต

ยังไงก็เถอะ ทำไมผมถึงเหมาะสมที่จะสืบทอดเรื่องราวของเทพกรีก? เรื่องราวของพวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่…

[สวัสดี]

ทันใดนั้นเองก็มีคนเข้ามาในห้อง มันมีกลิ่นหอมหวานชวนสดชื่นกระจายออกมา ใบหน้าของทูตสวรรค์ผู้งดงามปรากฏขึ้นตรงหน้าของผม ทูตสวรรค์สาวมีลักษณะคล้ายปีศาจตัวเล็กๆ

ดูเหมือนว่าจะเป็นตาของเอเด็น

“…ฉันคิดว่าอาจารย์แห่งอาร์คจะมา แต่เธอกลับมาเองเลย”

[เจ้าไม่พอใจที่ข้ามาเหรอ?]

หัวใจของผมเต้นแรงหลังจากได้ยินเสียง

…อูรีเอลน่ารักโคตร

“ไม่ มันสุดยอดไปเลย”

[ข้าอยากเจอเจ้า! คิมทกจา]

อูรีเอลดึงผมเข้าสู่อ้อมกอดอย่างน่าประหลาดใจ แขนของพวกเราสัมผัสกัน และผมก็สามารถสัมผัสถึงผิวหนังของเธอผ่านผ้าบางๆ ที่เธอสวมอยู่ได้ ปีศาจ… นี่คือสัมผัสของปีศาจ มันเป็นชุดเปิดหลัง ซึ่งหมายความว่ามันไม่มีที่ให้ผมวางมือ อูรีเอลถูหน้าของผมราวกับว่าผมเป็นตุ๊กตาน่ารัก และผมก็ถอนหายใจออกมา

“ฉันก็… อยากเจอเธอ”

[ดี ดี!]

มันค่อนข้างน่าอาย แต่ผมก็ดีใจที่ได้พบเธอ อูรีเอลคือกลุ่มดาวที่อยู่กับผมมาตั้งแต่แรกๆ

“เธอมาที่นี่เพื่อเสนอเส้นทางแห่งพระเมสสิยาห์เหรอ?”

[…อ่า ใช่แล้ว! ข้ามาเพราะมัน!]

อูรีเอลเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ มันเป็นการแสดงออกที่แสดงให้เห็นว่าเธอจำไม่ได้ว่ามาที่นี่ทำไม ดูเหมือนว่าเธอจะดีใจมากที่ได้พบกับผม

[มันต้องเป็นเพราะเจ้าหล่อเกินไปแน่ๆ]

“ก็เป็นไปได้นะ”

อูรีเอลยิ้มและกล่าว [คิมทกจา เจ้าจะยอมรับเรื่องราวของเอเด็นไหม?]

“เรื่องนั้น… ฉันขอคิดสักหน่อย”

[ทำไม? เรื่องราวของเราดีที่สุด! มันไม่มีเรื่องไหนเทียบได้เลย!]

นี่เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน เส้นทางของพระเมสสิยาห์เป็นเรื่องราวที่ดีที่สุดในระบบการฟื้นคืนชีพ แต่มันมีปัญหาอยู่หนึ่งข้อ

“ฉันจะสูญเสียสิ่งที่มีค่าไปหากฉันยอมรับเรื่องนั้น”

[เอ๋? อ่า ช-ใช่ หากเจ้าเลือกเรื่องราวของเรา เจ้าจะกลายเป็นขันที… ไม่ได้นะ]

ผมคิดว่าผมจะถูกโน้มน้าว แต่ไม่น่าเชื่อ อูรีเอลกลับตัวสั่นด้วยความร้อนรน มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นสำหรับอูรีเอลเลยเหรอที่ผมจะกลายเป็นขันที? ทำไม?

[ท-ทำไงดี? ถ้าข้าไม่พาคิมทกจาไปหาเมทาทรอน เขาก็จะไม่ให้ข้าใช้อินเทอร์เน็ต 1 เดือน… แต่ถ้าเขายอมรับ คิมทกจาก็จะกลายเป็นขันที… เมื่อมันเกิดขึ้น… โอ้ เดี๋ยวสิ ถ้าบางทีตำแหน่งของเขาเปลี่ยนไป…?”

…ตำแหน่งอะไร?

[อ-โอเค! คิมทกจา! ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้นัก ยังไงก็ตาม…!]

อูรีเอลดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในตัวเองเป็นอย่างมาก ผมส่ายหัว “ฉันไม่ต้องการมัน”

[อื้อ! มันไม่เป็นไรหรอกถ้าเจ้าจะเป็นขันที…!]

“ต่อไป”

***

หลังจากนั้นก็มีกลุ่มดาวอีกหลายกลุ่มเข้ามาเยี่ยมผม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่แห่งคาบสมุทรเกาหลีได้ยื่นข้อเสนอใหญ่ให้กับผมและไม่ต้องการให้ผมสร้างความสัมพันธ์กับเนบิวลาไหน

[เจ้าคือความหวังของโลกของเรา]

[โปรดอย่าทำตามใจชอบ]

ผมเข้าใจหัวใจของพวกเขา กลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่านั้นอิจฉาผม

เวลาการเจรจาสิ้นสุดลงในไม่ช้า อวตารต่างมาขึ้นไปบนเวทีทีละคน มันคือเวลารีวิวเรื่องราวที่ได้เสนอมาและตัดสินว่าพวกเขาจะสืบทอดเรื่องราวไหน

– เอาล่ะ มาประกาศผลการสืบทอดเรื่องราวกันเถอะ! คนแรก เซลีน่า คิม จากอเมริกา!

โดเกบิบนเวทีประกาศด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มันเป็นธรรมดา ผ่านงานเลี้ยงนี้ สำนักงานจะทำเงินได้เป็นจำนวนมหาศาล

– เซลีน่า คิมได้ตัดสินใจที่จะสืบทอดเรื่องราวโล่ทรหดจากกลุ่มดาว ‘ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสุดท้าย’

เซลีน่าเลือกโอลิมปัส ‘โล่ทรหด’ เป็นเรื่องราวที่เหมาะสมสำหรับเธอในฐานะราชาผู้พิทักษ์

สมองของผมซับซ้อนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าผมจะเลือกใคร มันก็จะมีคนกลายมาเป็นศัตรู ถ้าผมไม่เลือกใคร มันก็คงจะมีศัตรูมากกว่าเดิม

‘คิดสิ คำถามคือว่าฉันควรจะเป็นศัตรูกับใคร’

เพอร์เซโฟนีพูดอย่างนั้น ผมเข้าใจความหมายของเธอนิดหน่อย บางทีคำพูดของเพอร์เซโฟนั้นอาจหมายถึงเรื่องราวของการฟื้นคืนชีพทั้งหมด

ผมไม่ได้มีแค่ชีวิตเดียวและมีเหล่าคนที่ต้องการให้ผมสืบทอดเรื่องราวของผมในการคืนชีพครั้งต่อไป

มันยังมีปัญหาอยู่ เอเด็นและพระเวทคงจะไม่ยอมทิ้ง ‘การฟื้นคืนชีพครั้งแรก’ ไปแน่ๆ และแม้ว่าผมจะสืบทอดเรื่องราวของพวกเขา มันก็คงจะต้องยอมอยู่ภายใต้พวกเขาต่อไป

มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเริ่มแรก ความสัมพันธ์ระหว่างอวตารและกลุ่มดาวก็ไม่แฟร์อยู่แล้ว เดี๋ยวนะ ‘ความเท่าเทียม’…?

ในที่สุดก็ถึงตาของยูจงฮยอคขึ้นไปบนเวที

– คนต่อไปคือราชาสูงสุดแห่งกรุงโซล…

ผู้ชมกลืนน้ำลายในขณะที่ยูจงฮยอคขยับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาของกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าที่แปลกไป พวกเขาคือคนที่ต้องการยูจงฮยอค ในทางตรงกันข้าม มันก็มีคนที่แสดงความหวาดกลัวออกมา…

ในเวลานั้นเองผมก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา จากนั้นยูจงฮยอคก็พูดขึ้น “ฉัน…”

ไดโอไนซัสบอกผมว่าอย่าเชื่อใจใคร อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นกลุ่มดาว อย่างน้อยผมก็มีคนหนึ่งที่เชื่อใจได้ในนี้

ผมกระโดดขึ้นไปบนเวที ผมจับมือของยูจงฮยอคที่กำลังสับสนและยกมันขึ้นสู่อากาศ

“ฉันมีอะไรจะพูดกับพวกนาย” ผมพูดในขณะที่ผมมองไปยังผู้ชม กลุ่มดาวดูประหลาดใจ ผมสามารถเห็นใบหน้าของอูรีเอลที่ดูเหมือนจะเป็นลมไปได้ ผมรีบเหลือบมองไปยังใบหน้าของเหล่ากลุ่มดาว

สาเหตุที่การสืบทอดเรื่องราวนั้นไม่แฟร์ก็เพราะการสืบทอดเรื่องราวดำเนินการอยู่ในรูปแบบ ‘การสนับสนุน’ ฝ่ายเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดาวและอวตารจึงไม่มีทางเท่ากัน

[กลุ่มดาว ‘เทพสงครามทะเล’ ให้ความสนใจกับคำพูดของคุณ!]

ความแข็งแกร่งของกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าแตกต่างไปจากกลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่ เหล่าคนที่อยู่ในเนบิวลาดูถูกคนอื่นๆ

[เนบิวลา ‘พระเวท’ ให้ความสนใจกับคำพูดของคุณ!]

“พวกเราตัดสินใจที่จะไม่สืบทอดเรื่องราวของพวกนาย”

ความเงียบงันบังเกิดขึ้นกับผู้ชม ดวงตาจำนวนมากจ้องเขม็งในขณะที่แรงกดดันไหลบ่ามายังยูจงฮยอค ยูจงฮยอคจ้องมาที่ผมในขณะที่ผมจับมือของเขาเอาไว้

ผมยิ้มให้กับเขาและบอกกลุ่มดาว “พวกเราจะ ‘ซื้อ’ เรื่องราวของพวกนาย”

เพื่อที่จะทำให้เกมที่ไม่ยุติยุติธรรมขึ้นมา ผมต้องทำให้ฝ่ายตรงข้ามเท่าเทียมกันก่อน

“ถ้าพวกนายต้องการขายเรื่องราวของตัวเองให้กับยูจงฮยอคและฉัน โปรดติดต่อกับเนบิวลาของพวกเรา”

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint