0 Views

ตอนที่ 148 – งานเลี้ยงกลุ่มดาว (4)

 

(กลุ่ม 3 เริ่มที่ตอน 149 นะครับ >>> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

ยูจงฮยอคเป็นคนต่อมา และเขาก็ได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันมีกระทั่งเสียงดังออกมาจากชั้นที่สองเมื่อเขาเดินออกมา มันรู้สึกเหมือนกับว่าผมได้ยินชื่อ ‘เอเด็น’ ดังนั้นผมจึงไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไง

[ยูจงฮยอค―!]

[ราชาสูงสุดที่ดีที่สุด!]

[มาเข้าเนบิวลาของพวกเรา!]

มันเหลือเวลาอีกเล็กน้อยก่อนการสืบทอดเรื่องราว ผมนั่งลงอยู่บนชั้นแรกและเฝ้ามองสักพัก ผมต้องระวังกลุ่มดาวต่างๆ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นระดับยิ่งใหญ่หรือเรื่องเล่า

ผมไม่ได้กำลังมองหาคนที่น่าเชื่อถือ มันมีเหตุผลที่ไดโอไนซัสบอกผมว่าอย่าไว้ใจใคร ดังนั้นผมจึงไม่ได้มองหาคนที่ ‘น่าเชื่อถือ’ แต่เป็นคนที่ผมสามารถ ‘ใช้งาน’ ได้

“ฉัน…” ไอริสเดินเข้ามาหาผมและพูดออกมา

ผมสามารถเดาสิ่งที่เธอกำลังจะพูดได้ ผมเตือนเธอก่อนที่เธอจะทันได้พูด “อย่าใจร้อนไปถ้าเธออยากมีชีวิตรอด”

“อ่า หือ?” ใบหน้าว่างเปล่าของไอริสกลายเป็นความประหลาดใจในขณะที่เธอมองไปยังอากาศ

[กลุ่มดาวจำนวนเล็กน้อยประหลาดใจกับการตัดสินของคุณ]

[กลุ่มดาวจำนวนเล็กน้อยสนับสนุนคุณ 5,000 เหรียญเป็นค่าไซเดอร์]

มันมีแผงอยู่บนเพดานที่ซูมเข้าหาใบหน้าของไอริส ไอริสหน้าแดง และกลุ่มดาวที่มองดูอยู่ก็หัวเราะออกมา ไอริสพึมพำ

“ถ-ถูกถ่ายไว้หมดเลย?”

มันไร้เดียงสาที่จะคิดว่าช่องจะถูกปิดหลังจากเข้าสู่โลกของกลุ่มดาว กลับกัน ดวงตาของกลุ่มดาวจะทอประกายจากช่วงเวลาที่พวกเรามาที่นี่ในขณะที่พวกเขาเฝ้าดูปฏิกิริยาของพวกเรา

โดยเฉพาะพวกที่อยู่บนชั้นสอง บางทีปฏิกิริยาของกลุ่มดาวอาจจะพุ่งขึ้นเกือบถึงขีดสุดเมื่อพวกเขาเห็นการเผชิญหน้าระหว่างผมกับไอริสในห้องรอ

อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ต้องการให้พวกเขามีความสุข อย่างที่ผมพูด ผมไม่ได้มาที่นี่เล่นๆ อย่างน้อยที่สุด ผมก็ไม่อยากดูโง่ “คราวหน้าก็ทำตัวดีๆ ละกัน เด็กน้อย”

ผมตบไหล่ของไอริสและลุกขึ้น เมื่อผมขยับ กลุ่มดาวบนชั้นแรกก็ตอบสนอง

[คิมทกจา! มานี่มา!]

กลุ่มดาวทั้งหมดบนชั้นแรกอยู่ในร่างสัญลักษณ์มากกว่าที่จะเป็นร่างมนุษย์หรือชีวภาพ มันยากสำหรับกลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่ที่จะรับมือกับการใช้ความเป็นไปได้ ดังนั้นพวกเขาจึงประหยัดค่าใช้จ่ายโดยการทำให้พวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ง่ายๆ

ในแวบแรก ผมมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร จากนั้นผมก็เห็นแท่งไม้ไผ่ เสื่อฟาง และมงกุฎทองคำแห่งซิลลา

“แม่ทัพผู้พิพากษาหัวโล้น และคนอื่น… นายหญิงแห่งไหมนิทรา?”

[โอ้! เจ้าจำข้าได้!]

[ใช่แล้ว ไม่นานมานี้เอง]

ผมพบกับกลุ่มดาวแห่งคาบสมุทรเกาหลี

[ข้าต้องการพบเจ้าอีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าพวกเราจะได้พบกันเช่นนี้]

ดวงตาลอยได้ดูเหมือนจะเป็นเมตไตรยตาเดียว…

นอกจากนี้ยังมีร่างสัญลักษณ์สำหรับวีรบุรุษคนสุดท้ายแห่งฮวังซันบ็อล มหาราชฮึงมิว มันมีคเยแพ็กอยู่ด้วย…

[คิมทกจา]

ผมมองกลับไปตามเสียงนั้นและเห็นเหรียญหนึ่งร้อยวอนกำลังลอยอยู่ ร้อยวอน? ใครกันคือเหรียญร้อยวอน?

[ยินดีที่ได้พบเจ้านะ]

“ค-ใครกัน…?”

[เหอะ เจ้าจำข้าไม่ได้เหรอ?]

เดี๋ยวนะ ใครคือคนที่อยู่บนเหรียญ 100 วอน?

“จอมพล?”

ผมถามด้วยความตกใจ ความรักชาติของผมอาจจะใกล้เคียงกับศูนย์ แต่ผมก็อดเกิดอารมณ์ไม่ได้เมื่อผมเห็นคนๆ นี้ เหรียญหันไปในอากาศ เผยให้เห็นร่างที่สลักอยู่ด้านหน้า

[ดูเหมือนว่าเจ้าจะใช้อักขระที่ข้าได้มอบให้นะ]

“ขอบคุณมากสำหรับเวลานั้น”

ดยุคแห่งความภักดีและสงคราม ยี่ซุนชิน คนที่มอบลำนำดาบให้กับผมและยังถูกเชิญมางานเลี้ยงนี้

“ยังไงก็เถอะ ทำไมนายถึงดูเป็นแบบนี้?”

[…ลักษณะนี้ไม่ได้เป็นไปตามความประสงค์ของข้า]

ผมเข้าใจสิ่งที่เขาหมายถึง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ดยุคแห่งความภักดีและสงครามไม่ใช่แค่คนเดียวที่อยู่ในรูปแบบของสกุลเงิน ผมมองไปยังแบงค์สีเขียวที่อยู่ฝั่งหนึ่งของชั้นแรกและถาม

“หรือว่าเขาจะเป็น…?”

ยี่ซุนซินพยักหน้า

[เขาคือผู้ก่อตั้ง ‘ฮันกึล’ เจ้ารู้จักรูปปั้นทองยักษ์ในคังฮวามุนไหม?]

ผมรู้จักมัน ผมไม่รู้ไม่ได้ ยี่ซุนซินพูดต่อ

[สัญลักษณ์นั้นเป็นไปตามสัญลักษณ์ที่พวกเรารู้จักกันมากที่สุด บางทีเขาอาจคล้ายกับข้า]

ผมมองอย่างเศร้าๆ ไปยัง ‘ผู้ก่อตั้งฮันกึล’ ราชาเซจงคือแบงค์หนึ่งร้อยในขณะที่ยี่ซุนซินเป็นเหรียญหนึ่งร้อย ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็นสกุลเงิน และในที่สุดของพวกนี้ก็กลายมาเป็นร่างสัญลักษณ์ของพวกเขา

จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากชั้นสอง กลุ่มดาวบนชั้นสองทุกคนมีร่างกายมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็ร่างของสิ่งมีชีวิต

แม้แต่คนที่มีชื่อเสียงที่สุดในคาบสมุทรเกาหลีก็ไม่ได้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มันยากที่จะจินตนาการว่ากลุ่มดาวเหล่านี้แข็งแกร่งแค่ไหน ผมโชคดีมากที่จัดการร่างเงาของโอโรจิได้

ในเวลานั้นเอง กลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งก็สะดุดเข้ากับสายตาของผม “กลุ่มดาวนั่นใครกัน?”

[ใคร? โอ้ คนนั้นเหรอ?]

ผมสังเกตเห็นคนๆ หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนขั้นบันไดระหว่างชั้นที่หนึ่งและสองในขณะที่กำลังดื่มเหล้า เขามีมีดเล่มยาวและคงร่างมนุษย์ไว้ได้แทนที่จะเป็นร่างสัญลักษณ์ ไม่ว่าผมจะดูยังไง เขาก็ต้องเป็นกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่า แต่กลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าที่ผ่านไปมาก็จ้องมองไปที่เขาด้วยความเหยียดหยาม

แซมยองดังขัดจังหวะ [ในหมู่กลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่แห่งคาบสมุทรเกาหลี ไม่มีใครอยู่เหนือกว่าเขา]

“เขาอยู่ในระดับยิ่งใหญ่เหรอ?

[เจ้าอาจจะพูดได้ว่าเขาคือระดับยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุด มันไม่ใช่เพราะชื่อเสียงในหมู่ชนรุ่นหลัง แต่ตำแหน่งที่เขาได้รับจากเรื่องราวที่เขาสะสม]

แน่นอน ถ้าเขามีพื้นที่เพียงพอที่จะรักษาร่างมนุษย์ เขาก็คงจะไม่แพ้กลุ่มดาวระดับเรื่องเล่า เท่าที่ผมรู้ ตัวตนเช่นนี้มีอยู่เฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น…

[เจ้าเคยได้ยินเรื่องดาบเล่มแรกแห่งโครยอไหม? ข้าได้ยินมาว่ามันได้รับการฟื้นฟูเมื่อเร็วๆ นี้]

ดาบเล่มแรกแห่งโครยอ

“อย่าบอกนะว่า…”

ผมรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมสงสัยว่าทำไมผมถึงจำเขาไม่ได้ในทันที ถ้ากลุ่มดาวนี้คือบุคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี เขาก็ควรจะเป็นคนแรกที่ผมนึกถึง

[ทุกคนออกไป!]

จากนั้นก็มีเสียงรบกวนมาจากบันได มีกลุ่มดาวบางกลุ่มเดินลงมาจากชั้นสอง ไม่มีใครสามารถเผชิญหน้ากับพวกเขาได้

ยี่ซุนซินถอนหายใจ […ความนิยมของเจ้าสุดยอดไปเลย พวกเขาต้องการพาเจ้าไปที่ชั้นสอง]

ยูจงฮยอคถูกพาขึ้นไปที่ชั้นสองแล้ว ในทางกลับกัน ไอริสยังอยู่บนชั้นหนึ่งและมองมาที่ผมด้วยสายตาอิจฉา บางทีเรื่องราวที่เธอมาเพื่อสืบทอดอาจจะเป็นแค่จากกลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่เท่านั้น

[ดูแลตัวเองด้วย]

ในทันทีที่ผมพยักหน้า สัญลักษณ์ของกลุ่มดาวก็ปรากฏขึ้น สัญลักษณ์นั้นอยู่ในรูปแบบยมทูต ผมจำได้ในทันทีว่าพวกเขาเป็นใคร

[ราชินีกำลังตามหาเจ้าอยู่]

พวกเขาคือตุลาการแห่งยมโลก สิ่งนี้ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ พวกเขาคือระดับเรื่องเล่า แม้ว่าพวกเขาจะยืมเรื่องราวของเพอร์เซโฟนีมาคงร่างไว้ก็ตาม…

ผมเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับพวกเขา แต่ก็มีคนอยู่บนทางขึ้น

[…เจ้าพวกน่าสงสาร แสร้งทำตัวเป็นคนจากชั้นสอง]

ตุลาการโมโหขึ้นมากับคำพูดของดาบเล่มแรกแห่งโครยอ

[ดาบเล่มแรกแห่งโครยอ เจ้าว่าไงนะ?]

[เจ้าอยากตายงั้นเหรอ?]

ดาบเล่มแรกแห่งโครยอลุกขึ้นจากที่นั่งกับคำพูดของตุลาการ

[ข้าพร้อมที่จะตายอยู่ตลอดเวลา มาสู้กันไหม?]

ร่างสัญลักษณ์ของดาบเล่มแรกแห่งโครยอใหญ่กว่าที่ผมคิด ไม่สิ บางทีความรู้สึกนี้อาจจะไม่ได้มาจากขนาดของร่างกาย นี่คือขนาดของ ‘สถานะ’ ของกลุ่มดาว

[อย่าโง่ไป ปรสิตระดับต่ำที่แทบจะไม่ติดอยู่ในอันดับท้ายของเรื่องเล่า]

ออร่าอันน่าหวาดหวั่นทำให้ความสนใจจากกลุ่มดาวบนชั้นสองและชั้นหนึ่งพุ่งมาที่นี่ ตุลาการดูอายเล็กน้อย แต่มันก็ไม่สามารถถอยไปได้ง่ายๆ เพราะศักดิ์ศรี

สายตาของดาบเล่มแรกแห่งโครยอเปล่งประกายขึ้น เขาดูเหมือนกับจะช่วงชิงชีวิตของตุลาการทั้งสามไปในทันที เขามองขึ้นไปยังกลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าที่กำลังทำตัวเหมือนผู้สูงส่งบนชั้นสอง

[โอลิมปัส เอเด็น พระเวท… ข้าไม่รู้ว่าทำไมพวกเจ้าถึงมาที่หมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้ แต่มันคงจะดีถ้าพวกเจ้าไม่ปล่อยคนใช้พวกเจ้าออกมาแถวนี้]

บรรยากาศของชั้นสองเริ่มเข้มข้นขึ้นหลังจากคำพูดของเขา ไม่ว่าดาบเล่มแรกแห่งโครยอจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่อาจทนต่อการสบประมาทของกลุ่มดาวระดับยิ่งใหญ่ได้ ในเวลานั้นโถงจัดเลี้ยงก็กำลังจะเกิดการต่อสู้ระหว่างกลุ่มดาว…

[หยุด―!]

เสียงที่แท้จริงอันทรงพลังครอบงำโถงจัดเลี้ยง และบรรยากาศก็สงบลงอย่างรวดเร็ว

[ตุลาการ อย่าทำอะไรที่ไม่จำเป็น และดาบเล่มแรกแห่งโครยอ เจ้าก็ไม่ควรหยาบคายเกินไป]

ด้วยโทนเสียงเย็น ตุลาการนำทางผมไปอีกครั้งในขณะที่ดาบเล่มแรกแห่งโครยอนั่งลงด้วยสีหน้าไม่พอใจและเริ่มดื่ม

ผมมองไปยังเจ้าของเสียง ตามที่คาดไว้ เธอคือราชินีแห่งยมโลก

ความแข็งแกร่งของเพอร์เซโฟนีนั้นไม่เป็นที่รู้จัก แต่การที่เธอเป็นภรรยาของหนึ่งในสามมหาเทพแห่งโอลิมปัสก็ต้องมีเหตุผล บางทีในหมู่กลุ่มดาวระดับเรื่องเล่าที่มาในวันนี้ เพอร์เซโฟนีอาจจะอยู่ในระดับท็อปก็ได้

[สักพักแล้วนะ คิมทกจา]

เพอร์เซโฟนีที่ผมเจอก็ยังเหมือนกับยูซานอา เธอเป็นป้าที่อาฆาตแค้นอย่างแท้จริง

“ท่านเป็นยังไงบ้าง?”

[เจ้าทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในทาร์ทารัส]

“ฮ่าฮ่า…”

ผมยักไหล่และมองไปยังกลุ่มดาวรอบๆ ตัว มันยากที่จะบอกว่าใครเป็นกลุ่มดาวไหนเมื่อพวกเขาต่างก็ใช้ร่างมนุษย์แทนร่างสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ยังสามารถทำให้นึกถึงชื่อของกลุ่มดาวได้…

ผมยังได้เห็นเห้งเจียนั่งอยู่บนชั้นสอง เห้งเจียมองมาที่ผมครู่หนึ่งก่อนที่จะหันหัวไป

…เดิมทีนิสัยของเขาเป็นแบบนี้เหรอ?

หลังจากนั้นสักพัก บรรยากาศของชั้นที่สองก็เริ่มคุ้นเคย และผมก็ดูเหมือนว่ากำลังมาออกค่าย

โอลิมปัสปักฐานอยู่ ณ ศูนย์กลางโดยล้อมรอบเพอร์เซโฟนีไว้ พระเวทอยู่ทางทิศตะวันตก และผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเนบิวลาไหนหรือเนบิวลาเล็กๆ ก็อยู่ทางทิศเหนือ รวมทั้งเห้งเจีย…

สุดท้าย มันก็เป็นเอเด็นที่อยู่ทางทิศใต้ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ มันเป็นเพราะปีก ทูตสวรรค์ที่งดงามเป็นอย่างยิ่งกะพริบตาให้กับผมเบาๆ เธอคือนางฟ้าที่แต่งตัวราวกับปีศาจด้วยชุดลูกไม้สีดำ…

เดี๋ยวนะ เหมือนกับปีศาจ? ใช่แล้ว เธอคือทูตสวรรค์คนนั้นเหรอ?

ทันใดนั้นเอง ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมา บางทีกลุ่มดาวนั้น…

“ราชินีแห่งยมโลก ผมมีอะไรอยากจะถามท่านหน่อย”

[อะไรเหรอ?]

“กลุ่มดาวที่ชื่อนักเขียนลับมาที่นี่รึเปล่า?”

[…นักเขียนลับ?]

ท่าทางของเพอร์เซโฟนีดูแปลกไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ส่ายหัว

[ข้าไม่รู้จัก ยิ่งไปกว่านั้น การสืบทอดเรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า เจ้าตัดสินใจได้รึยัง? มันมีกลุ่มดาวหลายกลุ่มที่ต้องการใช้การคืนชีพของเจ้า]

“ผมกำลังคิดอยู่”

แน่นอนว่ามันมีหลายวิธีที่ผมคิดไว้ อย่างไรก็ตาม… เพอร์เซโฟนีก็ดูเหมือนจะอ่านความคิดของผมได้

[บางทีเจ้าอาจจะต้องการปฏิเสธทุกคน มันเป็นแบบนี้อยู่ตลอดเวลา]

อันที่จริง นี่ก็เป็นตัวเลือกประจำในช่องของผม ในความเป็นจริงแล้ว ผมก็ต้องการเลือกวิธีนี้

[อย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้ก็ไม่ถูก มันเป็นเพราะทุกๆ คนจะเริ่มอภิปรายเรื่องลิขสิทธิ์]

“ลิขสิทธิ์เหนือเรื่องราว?”

[พวกเขาจะอ้างว่ามันเป็นของตัวเอง มันอาจจะเจ็บปวดมาก]

บ้าเอ้ย พวกนี้มันนักเลงจริงๆ

“ท่านจะบอกให้ผมเลือกโอลิมปัสงั้นเหรอ?”

เพอร์เซโฟนีหัวเราะ

[ข้าไม่ได้พูดอย่างนั้น อันที่จริง ข้าเกลียดคนพวกนั้น]

อย่างที่มันกล่าวไว้ในหนทางเอาชีวิตรอด เพอร์เซโฟนีมีความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตรกับโอลิมปัส ในความเป็นจริง โอลิมปัสที่เข้าร่วมในงานเลี้ยงวันนี้กลับเป็นแค่ ‘รุ่นที่สาม’ แม้ว่าจะเป็นแบบนี้ แต่กลุ่มดาวจากเนบิวลาอื่นๆ ก็ไม่เต็มใจที่จะเข้ามาใกล้

บางทีเพอร์เซโฟนี… หรือจะพูดให้ชัดกว่านั้น พวกเขากำลังระวังฮาเดส ดังนั้นผมจึงได้รับการปกป้องจากยมโลกโดยไม่รู้ตัว มันอาจเป็นโชคดีที่กลุ่มดาวระดับเรื่องเล่ากลุ่มแรกที่ผมได้พบคือเพอร์เซโฟนี

“งั้นท่านคิดว่าผมควรเลือกยังไง พระเวทเหรอ? หรือจะเป็นเอเด็น? หรือว่าจะเป็นเนบิวลาอื่น?”

เพอร์เซโฟนีส่ายหัว

[เจ้าจะได้ศัตรูไม่ว่าเจ้าจะเลือกใคร นอกจากนี้ ศัตรูเหล่านี้ก็จะแข็งแกร่งกว่าศัตรูทั้งหมดที่เจ้าเคยเจอมา อย่างที่เจ้าเห็น ‘เรื่องราวของการฟื้นคืนชีพ’ เป็นพื้นฐานตำนานของเนบิวลาหลายๆ อัน การยอมรับเรื่องหนึ่ง บางครั้งอาจหมายถึงการปฏิเสธอีกเรื่องหนึ่ง]

เพอร์เซโฟนีเลียริมฝีปากของเธอราวกับว่าเธอมีสเต็กแสนอร่อยอยู่ตรงหน้าของเธอ บางทีราชินีอาจจะกำลังสนุกไปกับสถานการณ์นี้ ผมรู้สึกรำคาญเล็กน้อยในขณะที่ผมถามเธอ “…แล้วท่านต้องการจะพูดอะไร?”

[ข้าแค่อยากแบ่งปันความคิดของข้า ลองคิดดูสิ มันจะมีปัญหาอะไรไหมถ้าเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นศัตรูกัน?]

มันไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมที่จะเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นศัตรู?

ในที่สุด โดเกบิคนหนึ่งก็ขึ้นไปบนเวทีและพูดออกมา

– ต่อจากนี้ไป การสืบทอดเรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้น!

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint