0 Views

ตอนที่ 142 – สุดยอดการเสียสละ (3)

 

(กลุ่มลับ >>> มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint)

 

ปาร์ตี้ของพวกเรามาถึงใกล้ๆ กับคังฮวามุนครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาที่สัญญาไว้ ในเวลาเดียวกัน ข้อความเดียวกันก็ปรากฏขึ้นในหัวของผม

[ในตอนนี้คุณคืออวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในกรุงโซล]

บ้าเอ้ย ผมอยากจะบอกว่าผมรู้อยู่แล้ว พูดตามตรง ผมรู้สึกอายทุกๆ ครั้งที่ผมได้ยินมัน ผมไม่สามารถรับประกันชัยชนะต่อยูจงฮยอคได้แม้ว่าผมจะใช้พลังทั้งหมดของผม และผมก็แทบจะไม่สามารถเอาชนะเนอร์วาน่าได้เลย ทำไมผมถึงแข็งแกร่งที่สุด?

จากนั้นประโยคหนึ่งจากการเสื่อมถอยครั้งที่ 51 ในหนทางเอาชีวิตรอดก็ปรากฏขึ้น

「ความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในการถ่ายทอดสดดวงดาวไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความชำนาญในพลังหรือสกิล พื้นฐานของความแข็งแกร่งนั้นมาจาก ‘เรื่องราว’」

จากนั้นก็มีคำพูดที่เนอร์วาน่าได้กล่าวไว้ “ความแข็งแกร่งและความอ่อนแอถูกกำหนดไว้แล้วโดยเรื่องราว”

“ทกจา!”

ในระยะไกล ลีฮุนซึงและจางฮีวอนกำลังขยับเข้ามา ดูเหมือนว่าความผูกพันระหว่างคนทั้งคู่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นหลังจากก้าวข้ามสถานการณ์ที่ยากลำบากไปด้วยกัน จางฮีวอนโบกมือให้ผม

“ฉันเห็นสาสน์ท้ารบ มันสุดยอดมาก”

“เธอเป็นไงบ้าง?”

“ฉันไม่เป็นไร ส่วนฮุนซึงบาดเจ็บเล็กน้อย…”

“ฉันก็ไม่เป็นอะไรแล้ว!”

“…เขาขี้โม้”

กับคำพูดของจางฮีวอน ลีฮุนซึงได้ทุบหน้าอกของเขาเพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้โม้ มันดูเกินจริง แต่มันก็ยากที่จะบอกว่ามันเป็นการขี้โม้

ลีฮุนซึงได้เริ่มสืบทอดเรื่องราวกับเจ้านายแห่งโลหะ บางทีลีฮุนซึงอาจจะเป็นหนึ่งในห้าอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในโซลโดมแล้วก็ได้ เขาแข็งแกร่งขึ้นผ่านการสืบทอดเรื่องราว

ลีฮุนซึงคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของ ‘ความแข็งแกร่งคือเรื่องราว’ มันเป็นราคาของเรื่องราวที่กำหนด ‘ความแข็งแกร่ง’ ในโลกนี้

บางทีผมอาจจะถูกจัดอันดับให้เป็นอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดเพราะเรื่องราวที่ผมรวบรวมมาในชีวิตนี้ถูกจัดอยู่ในระดับที่เป็นไปไม่ได้

แน่นอน เรื่องราวของผู้เสื่อมถอยยูจงฮยอคและผู้กลับชาติมาเกิดเนอร์วาน่าก็น่ายำเกรงเช่นกัน แต่เรื่องราวของพวกเขาคืออดีต

ภาพของคังฮวามุนเริ่มปรากฏขึ้นในระยะไกล ผมดูเวลา ผ่านไปแล้ว 3 ชั่วโมง 40 นาทีนับตั้งแต่คลื่นลูกแรก ทุกๆ สี่ชั่วโมง มอนสเตอร์จะปรากฏตัวขึ้น คลื่นลูกที่สองจะมาถึงพวกเราในไม่ช้า

“มอนสเตอร์ระดับห้าใกล้จะมาแล้ว อวตารคนอื่นจะเป็นอะไรไหม?”

“ที่นี่คงจะไม่เป็นไร”

ผมมองไปรอบๆ และดวงตาของจางฮีวอนและสมาชิกปาร์ตี้ก็ขยับไปพร้อมกับผม มันแออัดยิ่งกว่าเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว และจำนวนของผู้คนก็กำลังเพิ่มขึ้น

“นี่มัน…” จางฮีวอนดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง มันมีเสียงตะโกนดังออกมาจากทุกที่ ทุกๆ คนในโซลมารวมตัวกันอยู่ที่คังฮวามุน

“มาจัดการกับผู้นำของโบสถ์ผู้ไถ่บาปกันเถอะ!”

“พวกเราต้องฆ่าเขาเพื่อยุติสถานการณ์นี้!”

ผู้คนพร้อมอาวุธพากันตะโกนออกมา ไม่มีใครพูดถึงอิสรภาพหรือความเท่าเทียมกันเลย มันเป็นเพราะมนุษย์ในปัจจุบันเสื่อมโทรมมากเกินกว่าที่จะพูดถึงแนวคิดที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ พวกเขามารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด

“ติดตามราชาสูงสุด!”

“ทำลายโบสถ์ผู้ไถ่บาป!”

ลีฮุนซึงมองไปยังภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ซับซ้อนและกล่าวว่า “ทกจารู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น”

“ฉันคิดไว้คร่าวๆ แล้ว”

ไม่ว่าจะมีอวตารหน้าใหม่มากแค่ไหนหรือโบสถ์ผู้ไถ่บาปจะเป็นที่นิยมมากแค่ไหน แต่ประชากรส่วนใหญ่ของโซลก็ยังเป็น ‘อวตารเก่า’ พวกเขาแค่ต้องการจุดโฟกัสเพื่อไปให้ได้ไกลกว่าการเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

กงพิลดูมองไปยังฝูงชนและถอนหายใจ “…เกาหลีใต้ถูกทำลายแล้ว บัดซบ ผู้ร่างกฎหมายจะคืนที่ดินให้กับฉันไหมเนี่ย?”

“นายพูดเรื่องพวกนี้ออกมาในสถานการณ์แบบนี้เหรอ?”

ลีจีฮเยเดาะลิ้นของเธอ และกงพิลดูก็ลูบริมฝีปากของเขา

“…แล้วยูซานอาล่ะ? ฉันได้ยินมาว่าเธอถูกโบสถ์ผู้ไถ่บาปจับตัวไป”

“เดี๋ยวพวกเราจะไปรับตัวเธอ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่ใช่ตอนนี้”

ผมไม่รีบร้อน แม้แต่เนอร์วาน่าก็ไม่กล้าแตะต้องเนบิวล่าโอลิมปัส เว้นเสียแต่ว่าเขากำลังคิดถึงสงครามระหว่างเนบิวล่า

คังฮวามุนทั้งหมดเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาโดยอวตารเมื่อมีข้อความปรากฏขึ้นในอากาศ

+

[คำใบ้ที่สอง]

อวตารที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับที่เก้าในกรุงโซลคือ ‘เด็กชายแมลง ลีกิลยัง’

+

ดวงตาของลีกิลยังเปล่งประกายขึ้นเมื่อชื่อของเขาถูกเรียก

“พี่ ผมอยู่อันดับที่เก้า!”

“…ไร้สาระน่า ฉันอ่อนแอกว่าเด็กคนนี้งั้นเหรอ?” ลีจีฮเยบ่น

“หยุดพูดและเตรียมพร้อมได้แล้ว”

สมาชิกปาร์ตี้พยักหน้าพร้อมกัน คำใบ้ที่สองถูกประกาศ และคลื่นลูกที่สองก็จะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

เสียงคำรามดังออกมาจากย่านชานเมืองของโซล และเสียงร้องของมอนสเตอร์ก็เริ่มดังออกมา

มอนสเตอร์ระดับห้าที่จัดได้ว่าเป็น ‘ภัยพิบัติขนาดย่อม’ เริ่มเคลื่อนไหว กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันเป็นระดับที่อวตารธรรมดาไม่สามารถจัดการได้ โชคดีที่อวตารทุกคนได้มารวมตัวกันใกล้ๆ คังฮวามุน และมันก็ไม่ใช่การต่อสู้ที่เป็นไปไม่ได้ พื้นที่แคบลงเพื่อการป้องกัน ทำให้มันง่ายขึ้นต่อการช่วยอวตาร

“พวกเราต้องจัดการเรื่องนี้ในสี่ชั่วโมง หลังจากนั้น มอนสเตอร์ระดับสี่จะเริ่มปรากฏตัว มันจะเป็นจุดจบเมื่อมันเกิดขึ้น”

สมาชิกปาร์ตี้พยักหน้า มันไม่น่ากลัวเท่าไหร่กับ ‘ภัยพิบัติขนาดย่อม’ แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการจะเจอกับมอนสเตอร์ระดับสูงกว่านี้ ผมบอกให้กงพิลดูและลีฮุนซึงเป็นผู้นำอวตารและจัดตั้งแนวป้องกันขึ้นมา

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“คังฮวามุนจะกลายเป็นดินแดนของฉันหลังจากสถานการณ์นี้จบลง”

ผมยิ้มและตอบ “…เอาเลย ทำตามที่นายต้องการเลย”

น่าเศร้า เมื่อสถานการณ์นี้จบลง ‘ดินแดนโซล’ ที่กงพิลดูปรารถนาจะไม่มีอยู่จริง

ผมพาคนอื่นที่เหลือมายังใจกลางของคังฮวามุน ณ ใจกลางคังฮวามุน มันมีโดมขนาดใหญ่ที่เดิมทีไม่มีอยู่

มันไม่ใช่อาคารดั้งเดิม มันไม่มีสเตเดี้ยมอยู่ในคังฮวามุน มันเป็นพื้นที่ๆ โบสถ์ผู้ไถ่บาปได้เพิ่มเข้ามาชั่วคราว การตกแต่งภายในของโดมยังคงทึบ แต่เมื่อผมมองใกล้ๆ มันก็มีตุ๊กตาตัวหนึ่งยืนอยู่ด้านบนและพูดออกมา

– อวตารทุกคน ใครคือศัตรูที่แท้จริงของพวกเรา? ทำไมในตอนนี้พวกเราถึงชี้หอกและดาบเข้าหากัน?

จางฮีวอนขมวดคิ้วให้กับเสียงนั้น

“…มันคือราชาผู้เป็นกลาง”

ราชาผู้เป็นกลางกำลังใช้ ‘การขยายเสียง’ ณ ด้านบนของโดมราวกับเขาคือโดเกบิ

– ฉันย่อมเข้าใจความรู้สึกของพวกนาย ไม่ว่ามันจะเป็นสมาชิกผู้ไถ่บาปหรือกองกำลังอื่น พวกเราต่างก็เป็นคนอ่อนแอ พวกเราเป็นแค่เหยื่อของสถานการณ์ อันที่จริง พวกนายก็รู้ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต่อสู้กันที่นี่! นี่คือสิ่งที่โดเกบิต้องการ!

“หุบปาก! มันเป็นโบสถ์ผู้ไถ่บาปที่เริ่มต่อสู้ก่อน!”

“ใช่! ฆ่ามันซะ!”

จอนอิลโดหัวเราะเบาๆ

– ทุกคนไม่รู้เหรอว่ามอนสเตอร์กำลังจะมา? โซลจะถูกทำลายถ้าพวกเราสู้กัน

“งั้นนายจะทำอะไร?”

– ทุกๆ คนก็รู้ว่านี่เป็นสถานการณ์ที่พวกเราสามารถเอาชีวิตรอดไปได้ถ้าอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดเสียสละตัวเอง

ด้านนอกของสเตเดี้ยมทึบเริ่มโปร่งขึ้น และภายในก็เริ่มปรากฏออกมา มันมีคนสองคนกำลังยืนอยู่บนเวทีพร้อมกับสปอร์ตไลท์ที่ส่องแสงอยู่ทางด้านหลังของพวกเขา

– วีรบุรุษทั้งสองคนกำลังเดินออกมาเพื่ออวตารแห่งโซลโดม! ฉันขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับผู้ท้าชิงที่แข็งแกร่งที่สุด!

สมาชิกผู้ไถ่บาปที่อยู่ด้านข้างของโดมปรบมือเสียงดัง

“ยูจงฮยอค! ยูจงฮยอค!”

“เนอร์วาน่า! เนอร์วาน่า!”

เหล่าอวตารดูงงงวยกับการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศอย่างกะทันหัน

“น-นี่มันอะไรกัน?”

“พวกเขากำลังจะต่อสู้กันแล้ว?”

ผมรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

「จะเกิดอะะไรขึ้นถ้าพวกเราสามารถเคลียร์สถานการณ์ได้แบบนี้?」

「ไม่ว่าจะเป็นผู้นำผู้ไถ่บาปหรือราชาสูงสุด ไม่ใช่ว่ามันก็ดีสำหรับพวกเราเหรอถ้าทั้งคู่ตายในการต่อสู้ครั้งนี้?」

มนุษย์ทุกคนเป็นคนขี้ขลาด เนอร์วาน่ารู้ว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขี้ขลาดที่สุด มันถึงเวลาแล้วสำหรับ ‘อนาคตที่ไม่อาจบรรลุได้’ บางคนก็ตายไปแล้วในขณะที่คนอื่นๆ ก็คงจะสู้กลับและหาทางรอด

ผมเดินเข้าหาโดมและชนเข้ากับกำแพง

[อวตาร ‘จอนอิลโด’ กำลังใช้การต่อสู้ที่เป็นธรรม LV.3]

[อวตารทุกคนนอกเหนือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในการต่อสู้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังเวที]

…เขาใช้อักขระ ในกรณีนี้ จะไม่มีใครนอกจากยูจงฮยอคและเนอร์วาน่าที่สามารถเข้าไปเกี่ยวได้

ผมพูดกับจางฮีวอนและลีจีฮเย “ฆ่าจอนอิลโด!”

อึดใจต่อมา มันก็มีบางสิ่งระเบิดออกมาจากภายในสเตเดี้ยม ในที่สุดการต่อสู้ระหว่างยูจงฮยอคและเนอร์วาน่าก็เริ่มต้นขึ้น

มันมีหน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์เหนือโดมที่ถูกสร้างขึ้นโดยโดเกบิ

[พวกเจ้ากำลังทำสิ่งที่น่าสนใจอยู่สินะ ข้าคิดว่ามันคงจะเป็นการต่อสู้ที่สนุก ดังนั้นข้าจึงเตรียมที่จะให้ทุกคนได้เห็น]

บนหน้าจอ ผมเห็นดาบสองเล่มของยูจงฮยอคและพลังเวทมนตร์สีขาวของเนอร์วาน่ากำลังเข้าปะทะกัน

ดาบแยกนภาของยูจงฮยอคและแมนดาลาของเนอร์วาน่าทำให้เกิดพายุในพื้นที่

มันเกิดการปะทะกันหลายสิบครั้งในช่วงเวลาอันสั้น มันเป็นการต่อสู้ที่รอบคอบและละเอียดอ่อน

พวกเขาใช้การส่งผ่านหรือไม่ก็การสืบทอดเพื่ออ่านสกิลของคนอื่นและพยายามจะฉกฉวยประโยชน์ นี่คือการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้เสื่อมถอยและผู้กลับชาติมาเกิด

มันเป็นเนอร์วาน่าที่ลงมืออย่างจริงจังก่อน แมนดาลาของเนอร์วาน่าโคจรอย่างรวดเร็ว และหมุนพลังเวทมนตร์ของเขาพร้อมกับโจมตีเข้าใส่ยูจงฮยอค

ยูจงฮยอคกระโดดขึ้นไปในอากาศ และหลบพลังเวทมนตร์สีขาว

ในแวบแรก มันดูเหมือนว่ามันจะไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นเพราะพลังเวทมนตร์สีขาวได้ติดตามการเคลื่อนไหวของเขา ยูจงฮยอครีบหมุนดาบของเขาเพื่อปะทะเข้ากับพลังของแมนดาลา แต่ก็โชคไม่ดีที่พลาดไปสองชุด

เลือดไหลออกมาจากไหล่ซ้ายและต้นขาของเขา มันมีเสียงดังออกมาจากปากของอวตาร จอนอิลโดเอะอะโวยวายในขณะที่เขาหลบหนีจากจางฮีวอนด้วยความกระวนกระวาย

– อ่า เป็นแบบนี้ไปแล้วเหรอ?

อย่างไรก็ตาม ยูจงฮยอคก็ยังใจเย็นอยู่ เขากระโดดขึ้นไปใกล้ๆ กับเพดานของโดมและทะยานลงมาพร้อมกับดาบเมฆสวรรค์ชุมนุม พลังเวทมนตร์สีฟ้าควบแน่นอยู่ในดาบ แต่เนอร์วาน่าก็ได้เตรียมการป้องกันไว้แล้ว

“มาเลย ยูจงฮยอค!”

ในเวลานั้นเอง ขนาดของดาบเมฆสวรรค์ชุมนุมก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน มันเปลี่ยนเป็นดาบยักษ์และเริ่มขยายขึ้นเป็นขนาดของอาคารสูง

แขนของยูจงฮยอคที่กำลังถือดาบไว้ก็เหมือนกัน มันเหมือนกับแขนขวาของเทพเจ้ายักษ์

[กลายร่างยักษา]

เนอร์วาน่าที่กำลังประหลาดใจพยายามจะหลบจากระยะดาบ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว น้ำหนักของตัวดาบที่สามารถแยกท้องฟ้าได้ตกกระทบลงบนร่างกายของเนอร์วาน่า

มันมีเสียงคำรามก้องและทั่วทั้งเวทีก็เต็มไปด้วยฝุ่น

“อ๊ากก!”

เนอร์วาน่าถูกโจมตีอย่างรุนแรงและนอนอยู่ในหลุมลึกที่ถูกสร้างขึ้นโดยดาบของยูจงฮยอค เหล่าอวตารพากันอุทานออกมา แขนจำนวนมากมายได้โผล่ออกมาจากแมนดาลา

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์พันมือ มือของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กำลังต่อกรกับดาบยักษ์ ถ้าไม่ใช่เพราะโดมนี้ พื้นที่แถวนี้คงจะถูกทำลายโดยการปะทะกันไปแล้ว อวตารทุกคนต่างพากันอึ้งกับภาพๆ นี้

「นี่คือการประลองระหว่างผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกรุงโซล」

แข็งแกร่งที่สุด… ผมรู้สึกขมๆ ขึ้นมา ผมกลืนรสขมและใช้มุมมองนักอ่านพระเจ้า

บนฉากนอก มันดูเหมือนกับการเผชิญหน้าอันเรียบง่ายระหว่างความแข็งแกร่ง ในในเวลานี้ มันมีการไหลของความคิดระหว่างเนอร์วาน่าและยูจงฮยอคอยู่

เนอร์วาน่าคิด 「บาเรียพลังจิตเพิ่มขึ้นมาถึงระดับนี้แล้วเหรอ? พลังเวทมนตร์ก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย」

「ระดับสกิลของนายต่ำกว่าที่ฉันคิดไว้ นายได้อะไรมาจากการส่งผ่าน」

「นายทำเหมือนกับว่าไหล่ซ้ายของนายบาดเจ็บ แต่นั่นเป็นกับดัก」

「กลายร่างยักษามีระยะเวลาสั้น นายควรจะมองไปยังการต่อสู้ทั้งหมด」

  • ···

มันเป็นสนามรบที่มีแต่ผมเท่านั้นที่เห็น ความคิดของทั้งคู่ที่ไม่ได้สัมผัสกันได้พรรณาการต่อสู้ที่ยังไม่อุบัติขึ้น

ผมรู้สึกชื่นชมอย่างแท้จริง

เวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว?

ผมไปถึง ‘ผลลัพธ์’ ของการเผชิญหน้านี้เร็วยิ่งกว่าใครในโดม ผมกระโดดขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารใกล้ๆ และมองไปยังโดม จากนั้นผมก็พูดออกมา

“ฮันซูยอง ฉันรู้ว่าเธอกำลังดูอยู่”

มิติด้านหลังผมแยกตัวออกจากกัน และฮันซูยองก็ปรากฏขึ้นจากความมืด “…นายรู้ได้ยังไง?”

ฮันซูยองสวมชุดต่อสู้ที่แนบสนิทกับร่างกายของเธอ บางทีมันอาจจะเป็นชิ้นส่วนลับจากดินแดนแห่งสันติ

“เธอคงไม่ไปไหนหลังจากได้ยินเสียงจากลำโพง”

“ชิ”

[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ’ แยกเขี้ยวใส่คุณ]

ตามที่คาดไว้ ฮันซูยองเลือกมันเป็นผู้สนับสนุนของเธอ ฮันซูยองเดินเข้ามาหาผมและนั่งลงตรงราวบันได “สนุกจัง นายเรียกฉันทำไม?”

“ทำไมเธอถึงดูอยู่เฉยๆ? เธอไม่ต้องการเคลียร์สถานการณ์เหรอ?”

“อ่า ฉันต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าใครแข็งแกร่งที่สุด… เดี๋ยวนะ นายรู้เหรอ?”

“ฉันรู้”

“ใคร? มันคือยูจงฮยอคงั้นเหรอ?”

“ไม่”

ฮันซูยองถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เยี่ยม ถ้าหมอนั่นตาย โลกคงจะย้อนกลับไป ในตอนนี้มันก็ไม่ยากแล้ว”

ฮันซูยองดึงมีดสั้นของเธอออกมา “ผู้นำผู้ไถ่บาป… นายจะไปฆ่าเขาเหรอ?”

ผมส่ายหัวให้กับฮันซูยอง “เขาไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด”

“ไม่เหรอ? งั้นใคร? ฉันต้องฆ่าใคร?”

ผมจ้องไปยังฮันซูยองอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นไม่นาน ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ “…อย่าบอกนะว่า?”

ผมพยักหน้า “มาตกแต่งฉากสุดท้ายของสถานการณ์นี้กันเถอะ”

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint