0 Views

ตอนที่ 139 – อ่านไม่ได้ (4)

 

[ร่างกายของคุณตื่นขึ้นมาเนื่องจากแรงกระแทกอันทรงพลัง]

[มุมมองนักอ่านพระเจ้าขั้นที่สามถูกปิด]

สติของผมค่อยๆ กลับคืนมาสู่ร่างกาย ยังไงก็เถอะ มันมีอะไรแปลกๆ อยู่

…ทำไมผมถึงไม่เห็นข้อความของการฟื้นคืนชีพ?

[คุณไม่ได้รับรางวัลจาก ‘มุมมองนักอ่านพระเจ้าขั้นที่สาม’ เนื่องจากการเชื่อมต่อที่ไม่เสถียร]

เมื่อผมรู้สึกประหลาดใจกับข้อความที่ไม่คาดคิด ผมก็ค่อยๆ รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา มีบางอย่างผิดปกติ

ผมเห็นยูจงฮยอคกำลังจ้องมาที่ผมอยู่ เชี่ย ผมเกือบตกใจตายแล้วไง

“คิมทกจา นายตายเหรอ?”

ผมคิดว่าผมพอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมรู้แล้วว่าทำไมถึงไม่มีข้อความที่แสดงถึงการฟื้นคืนชีพ และทำไมถึงไม่มีรางวัลสำหรับมุมองนักอ่านพระเจ้าขั้นที่สาม ผมไม่ได้ตาย

“คิมทกจา”

ผมแค่โดนต่อยอย่างแรง ไอ้บ้านี่ ทำไมเขาไม่ฆ่าผม? ไอ้บ้านี่ ทำไมเขาถึงไม่ฆ่าผมเมื่อผมต้องการที่จะถูกฆ่า…

「…หรือฉันควรฆ่าเขาตั้งแต่แรก?」

ผมได้ยินความคิดที่ไม่น่าเชื่อและหุบปากทันที มุมมองนักอ่านพระเจ้าถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ ความคิดของยูจงฮยอคหลั่งไหลเข้ามาเหมือนกับน้ำตก

「ทุกอย่างบิดเบี้ยวไปเพราะคนๆ นี้」

「มันแตกต่างจากสิ่งที่ฉันรู้ในการเสื่อมถอยก่อนหน้านี้ จำนวนข้อมูลที่มีอยู่จำกัดเกินไป ฉันไม่สามารถช่วยโลกได้ถ้าเป็นแบบนี้」

อะไรอีก?

「เหตุผลที่ฉันไม่ได้รับบาดเจ็บจากโบสถ์ผู้ไถ่บาปก็เป็นเพราะฉันใช้เวลามากเกินไปในรอบที่ผ่านมา มันเป็นความผิดพลาดในการฝึกกว่า 100 ปี จิตใจของฉันได้รับความเสียหายอย่างถาวร」

「มันอาจเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้รับบัลลังก์หนึ่งเดียวมา」

「ฉันจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง…」

บัดซบ ภาวะซึมเศร้าของผู้เสื่อมถอยเริ่มต้นขึ้นแล้ว มันเป็นเพราะการโจมตีทางจิตใจงั้นเหรอ? ผมตะโกนออกมาด้วยความกลัวในสิ่งที่เขาตัดสินใจ “ฉันเจ็บนะไอ้บ้า!”

ยูจงฮยอคมองมาที่ผมและพูดด้วยน้ำเสียงสงบ “…นายคือคนที่ต้องการให้ฉันฆ่า มีปัญหาอะไรอีก?”

“มันมีเรื่องด่วนเกิดขึ้น”

สีหน้าของยูจงฮยอคไม่ได้ดูสดใสขึ้น ดังนั้นผมจึงแตะไปที่ท้องของผมและบอกเขาถึงสิ่งที่ผมรู้มา

ผมบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่ลีฮุนซึงช่วยจางฮีวอนไว้ แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าผมมองจาก ‘มุมมองนักอ่านพระเจ้า’

โดยปกติแล้วผมคงจะเสริมเรื่องเข้าไปอีก แต่ยูจงฮยอคก็พยักหน้ากลับมาตามมารยาท “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเองสินะ”

“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่สถานการณ์ก็ดูโอเคมาก”

“ผู้หญิงที่ชื่อยูซานอาสำคัญกับนายมาก ดังนั้นนายคงจะต้องตามหาเธออย่างเต็มที่ เธอถูกจับไปโดยผู้นำโบสถ์ผู้ไถ่บาปอย่างนั้นเหรอ?”

“อาจจะ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉันก็ยังมีความหวังในสถานการณ์นี้”

“…มีความหวังอะไรกัน?”

“จงฮยอค พวกเราสามารถช่วยโลกใบนี้ได้ นายไม่รู้เหรอ?”

ยูจงฮยอคจ้องมาที่ผม “นายกำลังพูดอะไร?”

ผมคิดว่าผมชัดเจนเกินไป ดังนั้นผมจึงแก้ตัวเพิ่ม “อืม มันเป็นแบบนี้ ถ้าฉันเดาถูก เนอร์วาน่าคงจะไม่ได้แตะต้องยูซานอา ถ้าเขาทำ ฉันคงจะรู้”

“…นายรู้จักผู้กลับชาติมาเกิดงั้นเหรอ?”

ดวงตาของยูจงฮยอคหรี่ลง มินจีวอนซึ่งไม่ต้องการจะรบกวนพวกเราในที่สุดก็เข้ามาขัดจังหวะ เธอมีความตกใจอยู่บนใบหน้าในขณะที่เธอกล่าว

“พวกนายสองคนดูสนิทกันนะ”

“ฉันเป็นคนเป็นมิตร ยังไงก็เถอะ เธอโอเคแล้วเหรอ?”

“…ต้องขอบคุณนาย ฉันเกือบจะเข้าร่วมโบสถ์ผู้ไถ่บาปไปแล้ว”

มินจีวอนตัวสั่นเพราะการเผชิญหน้ากับเนอร์วาน่าทำให้เกิดแผลลึก น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาพิจารณาสถานการณ์ของเธอ

“ราชาแห่งความงาม ฉันคิดว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ”

***

ผมเริ่มรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายออกไปโดยใช้ฮวารังของราชาแห่งความงาม

ภารกิจเร่งด่วนคือการป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมจากการแพร่เชื้อความคิดของเนอร์วาน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันคงจะเป็นหายนะถ้าลีจีฮเยติดเชื้อด้วยความคิดแปลกๆ กองเรือผีในแม่น้ำฮันคงจะเปลี่ยนให้กรุงโซลกลายเป็นซากปรักหักพัง

โชคดีที่ลีกิลยังและชินยูซองอยู่ใกล้กัน และมันก็ไม่ยากอะไรที่จะหากงพิลดูที่ได้ยึดครองอาคารไว้แล้ว เขาบ่น “ฉันต้องการที่จะอยู่ในดินแดนแห่งนั้น”

“ดินแดนแห่งสันติ?”

“บ้าเอ้ย…”

กงพิลดูดูจะเสียใจที่สถานการณ์ก่อนหน้านี้จบลง อืม กงพิลดูเป็นราชาของที่นั่น ฮันซูยองก็เป็นเทพธิดา ดังนั้นผมจึงสงสัยว่าเธอจะรู้สึกยังไงในตอนนี้

“ราชาสูงสุดผู้ทรงเกียรติ! ได้โปรดยอมรับผมด้วย!”

“ผมเคารพคุณนะ!”

คำพูดประจบประแจงที่แตกต่างกันดังออกมาจากอวตารหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สถานการณ์ ข่าวลือที่พวกเรากลับมาจากดินแดนแห่งสันติแพร่กระจายออกไปแล้ว ผมมองไปด้านข้างและเห็นยูจงฮยอคที่กำลังขมวดคิ้ว

「คนพวกนี้ไม่อาจช่วยโลกได้ แม้จะมีกันสัก 100 คันรถบรรทุก」

「อีกครั้ง คำตอบคือการเสื่อมถอย」

“เอาล่ะ เอาล่ะ ราชาสูงสุดของพวกเราอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร งั้นตอนนี้ก็กลับไปก่อน นายอยากตายงั้นเหรอ?” ผมก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อจัดการกับสาเหตุของภาวะซึมเศร้า

อวตารหน้าใหม่มองมาที่ผมราวกับแฟนคลับที่ถูกเตะออกไปโดยผู้จัดการดารา

“ไอ้นี่มันใครกัน?”

“เขาคือราชาที่น่าเกลียดที่สุด”

ไอ้พวกระยำนี่ ผมกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ยูจงฮยอคก็ชิงพูดออกมาซะก่อนโดยไม่คาดคิด

“ถ้านายอยากจะเข้าร่วมกับฉัน งั้นก็จงกลายเป็นคนที่สามารถช่วยฉันได้”

ไม่เหมือนกับปกติ มันมีความหดหู่อันรุนแรงอยู่ในน้ำเสียงเยือกเย็นของเขา พวกมันเป็นคำดูถูก แต่แฟนๆ ก็เห็นต่างออกไป

“เชี่ย เจ๋ง… เป็นน้ำเสียงที่สุดยอดจริงๆ…”

อวตารทั้งชายและหญิงดูเคลิบเคลิ้ม

“สุดๆ ไปเลย! ฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้น! ฉันจะต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน!”

ทำไมโลกถึงไม่ยุติธรรมนัก? ยังไงก็เถอะ ทำไมพวกเขาถึงมองมาที่ยูจงฮยอคกัน? พวกเขาทุกคนลืมไปหมดแล้วเหรอว่าผมคือคนที่เอาชนะผู้นำผู้ไถ่บาป?

ในเวลานั้นเองก็มีคนพูดออกมา “เฮ้ จากที่ฉันรู้มา ราชาผู้น่าเกลียดทรงพลังกว่าไม่ใช่เหรอ”

“เอ่อ? จริงเหรอ?”

ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงไหม แต่ผมก็แข็งแกร่งมาก

“ตาของนายบอดเหรอ? ราชาสูงสุดจัดการเขาได้ในหมัดเดียว”

“จริงเหรอ?”

มือของผมเริ่มสั่นแรงขึ้น และผมก็สังเกตเห็นว่าชินยูซองกับลีกิลยังได้จับมือของผมเอาไว้

“หนูคิดว่าคุณลุงหล่อจะตาย”

“พี่ ใบหน้าไม่ใช่ทุกๆ อย่าง”

คนๆ เดียวที่ยืนอยู่ข้างผมก็คือเด็กๆ… ไม่สิ ชินยูซอง ยังไงก็ตาม ราชาผู้น่าเกลียดนั่นมันอะไรกัน? ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นชื่อเล่นของผมไปแล้วนะ

ผมไม่เข้าใจจริงๆ ผมไม่เคยได้ยินคำว่า ‘น่าเกลียด’ ที่ถูกใช้กับผมจนกระทั่งการล่มสลายของโลกใบนี้เลย

ยูจงฮยอคหดหู่ แต่ผมเป็นคนที่ต้องทนทุกข์

“ราชาผู้น่าเกลียด? ฮ่าฮ่าฮ่า! มันเข้ากันได้ดีจริงๆ”

ผมหันหน้าไปทางเสียงหัวเราะและเห็นลีจีฮเย สมาชิกปาร์ตี้เกือบทั้งหมดของผมมารวมตัวกัน ยกเว้นจางฮีวอนและลีฮุนซึงที่อยู่ไกลออกไป

ถ้างั้นตอนนี้ผมควรทำยังไงดี? ผมปวดหัว

ในเวลานั้นเองก็มีเสียงดังมาจากที่อื่น และยูจงฮยอคก็ตอบสนองขึ้นมาเป็นคนแรก “…มอนสเตอร์ยักษ์ มันคือระดับหก”

“มันมีสถานการณ์อยู่ระหว่างการดำเนินการเหรอ?”

ลีจีฮเยพูดถูก สถานการณ์ที่เจ็ดคือ ‘การล่ามอนสเตอร์’ ซึ่งเป็นสถานการณ์สำหรับอวตารที่ไม่ได้เข้าร่วมยังดินแดนแห่งสันติและอวตารหน้าใหม่

…มอนสเตอร์ระดับหกปรากฏตัวขึ้นแล้วในสถานการณ์ที่เจ็ดอย่างนั้นเหรอ? มันเป็นมินจีวอนที่ตอบคำถามของผม “ฉันขอโทษนะ แต่สถานการณ์ที่เจ็ดจบลงแล้ว”

“…ไม่ใช่ว่ามันอยู่ระหว่างการดำเนินการหรอกเหรอ?”

“นายมาถึงตอนมอบรางวัลพอดี สถานการณ์จบลงแล้ว ผู้นำผู้ไถ่บาปได้รับรางวัลใหญ่ที่สุดไป”

ตามที่คาดไว้จากเขา เมื่อพูดถึงมัน โบสถ์ผู้ไถ่บาปดูจะล่ามอนสเตอร์ไปแล้วเมื่อผมพบกับผู้นำครั้งแรก

“งั้นมอนสเตอร์พวกนี้มาจากไหนกัน?”

“เตรียมตัวเถอะ มันไม่ใช่แค่ตัวสองตัวแน่” ยูจงฮยอคยกดาบเขย่าสวรรค์ขึ้นในขณะที่สมาชิกปาร์ตี้คนอื่นๆ ก็ชักอาวุธของตนออกมา

หมาล่าเนื้อระดับหกปรากฏตัวขึ้นและทำลายอาคารด้วยอุ้งเท้าขนาดใหญ่ของมัน เมื่อมองไปรอบๆ พวกมันมีด้วยกันกว่า 10 ตัว

“มอนสเตอร์ระดับหกไม่ควรเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มแบบนี้ ไอ้พวกนี้มันอะไรกัน?”

พวกเราเหวี่ยงอาวุธเข้าใส่พวกมอนสเตอร์และใช้สกิลต่างๆ ออกมา

พวกเราจัดการกับมอนสเตอร์ระดับหกกว่า 10 ตัวในพริบตา แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้รับการแก้ไข

กงพิลดูตะโกนออกมา “พวกมันมากันอีกแล้ว!”

“ทุกคน มาทางนี้!”

ผมต้องลดความเสียหายลง ดังนั้นผมจึงอพยพอวตารหน้าใหม่และตัดหัวพวกหมาป่าล่าเนื้อด้วยดาบแห่งศรัทธา แน่นอน ผมไม่ได้ลืมที่จะเก็บรวบรวมแกนกลางของพวกมอนสเตอร์

[กลุ่มดาว ‘นักเขียนลับ’ กำลังสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลของคุณ]

อย่างไรก็ตาม มันก็มีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่ การพัฒนานี้ไม่ปรากฏในการเสื่อมถอยรอบที่สามในนิยาย มันไม่ปรากฏขึ้นในรอบที่สี่ ห้า… หรือกระทั่งสิบ

มันรู้สึกเหมือนกับว่าผมพลาดเรื่องสำคัญไป คิดสิ คิมทกจา สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตอนไหน?

[เนื่องจากผลของแอตทริบิวต์ส่วนตัวของคุณ ความทรงจำจากหนังสือที่คุณอ่านจะเพิ่มขึ้น]

…หรือว่า?

[ข้าขอแจ้งให้กับอวตารทุกคนของโซลโดม]

จากนั้นข้อความของโดเกบิก็ดังออกมา มันไม่ใช่เสียงของบีฮยอง แต่เป็นเสียงที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรก

[พวกเจ้าไม่ประหลาดใจกับมอนสเตอร์ที่ปรากฏขึ้นโดยกะทันหันงั้นเหรอ? เห้อ… อย่างที่พวกเจ้าคิด สถานการณ์ต่อไปได้เริ่มขึ้นแล้ว พวกเราเองก็ต้องการให้พวกเจ้าพักเหมือนกันนะ… มันเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ สถานการณ์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยโดเกบิ แต่มันคือสถานการณ์อัตโนมัติ]

[สถานการณ์หลักใหม่มาถึงแล้ว]

[สถานการณ์หลัก #8 – การเสียสละที่แข็งแกร่งที่สุดได้เริ่มขึ้นแล้ว]

มันเป็นชื่อที่แตกต่างจากสถานการณ์ที่แปดที่ผมรู้ ผมเปิดเนื้อหาของสถานการณ์ขึ้นมา

+

[สถานการณ์หลัก #8 – การเสียสละที่แข็งแกร่งที่สุด]

ประเภท: หลัก

ความยาก: S

เงื่อนไขการเคลียร์: เอาชีวิตรอดจากคลื่นของมอนสเตอร์ (สถานการณ์นี้ต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจากระดับของมอนสเตอร์จะเพิ่มขึ้นทุกสี่ชั่วโมง)

จำกัดเวลา: –

สิ่งตอบแทน: ???

ความล้มเหลว: ตาย

* มีเงื่อนไขการเคลียร์เพิ่มเติม

* คำใบ้จะถูกมอบให้ทุกๆ สี่ชั่วโมง

+

[อ่า สำหรับข้อมูลของพวกเจ้า มันจะเริ่มจากระดับหก ในสี่ชั่วโมง เผ่าพันธุ์ระดับห้าจะถูกปล่อยออกมา และจากนั้นอีกสี่ชั่วโมง มันก็จะเป็นระดับสี่ จากนั้นก็อีกสี่ชั่วโมงให้หลัง… หุหุ อืม พวกเจ้าคงรู้กันนะ?]

จากนั้นหนึ่งในอวตารคนหนึ่งก็ตะโกนออกมา “อะไรนะ? สถานการณ์บ้านี่มันอะไรกัน?”

“เอ่อ? ไม่มีการจำกัดเวลาเหรอ?”

[จำกัดเวลา? ฮ่าฮ่า มันไม่มีของแบบนั้นหรอก]

ผมรู้ว่าคำพูดนั้นเป็นความจริง เนอร์วาน่าปรากฏตัวขึ้น และปาร์ตี้ของยูจงฮยอคก็แข็งแกร่งมากกว่าการเสื่อมถอยครั้งที่สามในแบบเดิม…

ผมเดาได้คร่าวๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การพัฒนานี้ปรากฏอยู่ในหนทางเอาชีวิตรอด

[มันเป็นเพราะพวกเจ้าทุกคนแข็งแกร่งเกินไป โอ้พระเจ้า อวตารเกาหลีแข็งแกร่งขึ้นมากจนไม่เข้ากับความสมดุลอีกต่อไป พวกเจ้าไม่โลภมากเกินไปเหรอ? นี่คือถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่ออวตารบางส่วนแข็งแกร่งเกินไป]

กรุงโซลจะย่อยยับ

[ตามที่กล่าวไว้ มันมีสองวิธีในการแก้ไขสถานการณ์นี้]

เงื่อนไขเพิ่มเติมปรากฏขึ้นในอากาศ

+

เงื่อนไขการเคลียร์เพิ่มเติม (เลือก 1 ข้อ):

  1. ความตายของอวตารครึ่งหนึ่งในโซลโดม

* จำนวนอวตารในปัจจุบัน (107,624)

+

โดเกบิพูดด้วยความชื่นชม

[อืม เหลือคนมากเกินไปหน่อยไหม? มันยังดีนะที่เป็นเลขคู่]

“เชี่ย! อย่าพูดเรื่องไร้สาระนะ!”

“แกกำลังบอกให้พวกเราไปตายงั้นเหรอ? ไอ้โดเกบิบ้า!”

โดเกบิยิ้มและเสริม

[โปรดใจเย็นลงก่อน มีเงื่อนไขที่สองอยู่]

+

เงื่อนไขการเคลียร์เพิ่มเติม (เลือก 1 ข้อ):

  1. ความตายของอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในโซลโดม

+

ผมเข้าใจแล้ว

…ชื่อของสถานการณ์นี้คือ ‘การเสียสละที่แข็งแกร่งที่สุด’

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าโซลครึ่งหนึ่งจะไม่ตาย สถานการณ์ก็คงจะจบลงด้วยความตายของอวตารที่แข็งแกร่งที่สุด

อวตารหลายคนตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น “อวตารที่แข็งแกร่งที่สุด? อะไรนะ? หมายถึงใครกัน?”

“บอกพวกเรามาว่ามันคือใคร!”

[ฮ่าฮ่า ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้ มันจะสนุกอะไรถ้าข้าบอก? อืม เขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นเขาคงจะรู้ดีที่สุด]

โดเกบิพูดออกมา

[งั้นก็พยายามค้นหาคนๆ นั้นละกัน หรือเจ้าอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้? บางทีอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดอาจจะเป็นอัครสาวกแห่งความยุติธรรมที่จะเสียสละตัวเองเพื่อพวกเจ้าก็ได้ อ่า ข้าเบื่ออยู่หน่อยๆ ดังนั้นข้าจะให้คำใบ้สักหน่อยละกัน ข้าหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับพวกเจ้านะ]

+

[คำใบ้ที่หนึ่ง]

อวตารที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับที่สิบในกรุงโซลคือ ‘จอมพลแห่งน่านน้ำ ลีจีฮเย’

+

“ว้าว อะไรนะ? ไร้สาระน่า ฉันได้แค่อันดับที่สิบเองเหรอ?” ลีจีฮเยบ่น

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถหัวเราะเธอได้ ทุกๆ คนยุ่งอยู่กับการหาคนๆ หนึ่ง เขาคือคนที่ผมกำลังดักฟังอยู่ในตอนนี้

「ทุกอย่างบิดเบี้ยวเกินไปแล้ว」

「สถานการณ์ที่ฉันไม่รู้จักปรากฏขึ้น」

อ่า ขอล่ะ ยูจงฮยอค

「ฉันไม่อาจคิดถึงวิธีการแก้ไขมันได้ บางทีฉันควรเสื่อมถอย…」

บ้าเอ้ย จะเกิดอะไรขึ้นกับผมถ้าเขาเสื่อมถอย? ผมต้องปฏิเสธอย่างเด็ดขาดในการที่ต้องถูกกวาดหายไปพร้อมกับความตายของเขาโดยไม่รู้อะไร ผมเหลือบมองยูจงฮยอคที่อยู่ตรงหน้าและกำหมัด

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint