0 Views

47

 

“ไปกันศิษย์น้อง”

เรื่องราวผ่านไปร่วมสามเดือน วันหนึ่งจู่ๆซื่อเก่อเหยียนก็มาหามันแล้วเริ่มชักชวน ตอนนี้เจ้าอ้วนก็ยังคงเป็นเจ้าอ้วนเหมือนเดิม เม็ดยาที่ทำให้มันเปลี่ยนไปนั้นก็เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่มันจะกลับมาท้วมใหญ่เช่นเคย

“ไป?”

“ประลองจัดอันดับอย่างไรเล่า หรือว่าเจ้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาปรุงยาจนลืมไปแล้วว่าการทดสอบเริ่มขึ้นวันนี้”

“ไม่ใช่อีกสองเดือนหรอกหรือ” มันถามด้วยความสงสัย เพราะหากจำไม่ผิดหอสมบัติที่เป็นรางวัลของการจัดอันดับจะเปิดตอนนั้น

“อีกสองเดือนคือเวลาหอสมบัติเปิดออกและการคัดเลือกผู้เข้าไปก็จริง แต่นั่นหมายถึงศิษย์สายนอกทั้งสำนักที่อยู่อันดับหนึ่งถึงร้อย แต่วันนี้เป็นการคัดเลือกศิษย์หนึ่งร้อยคนของตำหนักใต้ที่จะไปเข้าร่วมประลองสี่ตำหนักต่างหาก”

จางหมิงพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะสอบถามเรื่องราวอีกนิดหน่อย

หากสรุปโดยรวมแล้วสำนักพยัคฆ์อัคคีจะเปิดหอสมบัติให้กับบุคคลที่ใกล้เคียงศิษย์สายในทั้งหมดหนึ่งร้อยคนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งก่อนการทดสอบเข้าร่วมเป็นศิษย์สายใน หรืออาจต้องตาผู้อาวุโสในการทดสอบแล้วกลายเป็นศิษย์ส่วนตัว

อันดับแรกของการทดสอบจะคัดเลือกศิษย์จากแต่ละตำหนักก่อน แล้วจึงรวมสี่ตำหนักเพื่อหาผู้ที่เก่งกาจที่สุดอีกที และมีผู้ที่ติดอันดับนี้เท่านั้นที่สามารถทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายในได้

“มีเงื่อนไขอื่นใดที่ข้าควรรู้อีกหรือไม่ศิษย์พี่” จางหมิงถามหลังจากใกล้ถึงที่หมาย

พวกมันไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาในการเดินทางเนื่องจากสถานที่ประลองไม่ได้ไกลมากนัก อีกทั้งซื่อเก่อเหยียนบอกว่ามันจะเก็บพลังปราณไว้เพื่อการแข่งในช่วงนี้เท่านั้น อย่างน้อยเจ้าอ้วนก็อยากติดอันดับกับเขาบ้าง

“ขั้นกลาง นั่นคือข้องกำหนดตายตัว แต่ก็อย่างที่ว่า ไม่ค่อยจะมีศิษย์ใหม่มากนักที่ผ่านข้อกำหนดนี้”

ขั้นกลางมันก็แค่ระดับธรรมดาที่ไม่ได้โดดเด่นมากนักในสำนัก หากเมื่อออกไปข้างนอกก็จะเป็นเช่นจางอี้เหลียนพี่รองของมัน ผู้คนล้วนชมว่าเก่งกาจแต่ความจริงแล้วก็เพียงคนที่พอจะใช้พลังปราณได้ดีในระดับธรรมดา

เวลาที่ผ่านมาจางหมิงได้ฝึกเคล็ดมีดสลักวิญญาณขั้นกวัดแกว่งฟ้าได้ในระดับสามัญแล้ว อีกเพียงไม่นานคิดว่าจะเข้าสู่ระดับชำนาญได้ ติดเพียงอย่างเดียวที่มันไม่มีประสบการณ์ในการใช้ประมือกับผู้อื่น

ขั้นกลางระดับสามนั่นคือพลังในปัจจุบัน

ระดับนี้ถือว่ามากกว่าพี่ชายทั้งสองของมันในช่วงเวลาที่อายุเท่ากัน จางหมิงกำลังคิดว่าหากคนในตระกูลคนอื่นรู้จะมีสีหน้าเช่นไรหนอ

ตอนนี้พลังของมันแทบจะไม่ขยับขึ้นจากการบ่มเพาะเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะด้วยเหม่อลอยไปมาก็ดีหรือตั้งใจทำสมาธิก็ดี นั่นล้วนแล้วไม่อาจส่งผลถึงระดับของพลังที่ขยับขึ้น แต่ยังดีที่ลูกแก้ววิญญาณไม่เพียงจะระงับความกระหายภายในแต่ยังเพิ่มพลังปราณของมันได้อีกด้วย

“เร็วเข้าศิษย์น้อง การประลองจะเริ่มขึ้นแล้ว” ซื่อเก่อเหยียนเร่งก่อนที่ร่างอ้วนท้วมจะวิ่งไปยังขอบเวทีที่แออัด

เวทีประลองตั้งเด่นสูงจากพื้นไปครึ่งเมตรและกว้างกว่ายี่สิบเมตร รอบด้านเต็มไปด้วยผู้ชมมากมายและเหล่าคณาจารย์ที่มาจากพื้นที่สายในหลายคน พวกมันนั่งอยู่ใต้เพิงพักที่ดูจะทำไว้อย่างลวกๆในกรณีฉุกเฉิน

“ศิษย์พี่ซื่อ นี่จะให้ศิษย์ทั้งหมดประลองกันเลยหรือ”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ศิษย์ของตำหนักใต้แม้จะมีคนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตำหนักอื่นแต่ก็มากกว่าหกพัน ที่เราเห็นกันนี้เป็นเพียงแค่ส่วนน้อย ความจริงวันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มงานประลองก็จริงแต่ไม่ได้นับเป็นการจัดอันดับ วันนี้ทุกคนที่ต้องการจะเข้าร่วมต้องมาลงทะเบียนเพื่อคัดเลือกคู่ต่อสู้ในวันถัดไป ส่วนคนที่ขึ้นเวทีวันนี้เป็นเพียงแค่การโอ้อวดวิชายุทธ์ของตนต่อเหล่าอาจารย์จากสายใน หากต้องตาก็ไม่ต้องทดสอบอื่นใดอีกและกลายเป็นศิษย์สายในได้ทันที

แต่เดี๋ยวค่อยมาดูชมเถอะ ไปลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมทดสอบก่อน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้าก็อยู่ในขั้นกลางแล้วเช่นกัน” ซื่อเก่อเหยียนหันมายิ้มอย่างรู้ทัน แต่จางหมิงก็เพียงทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้เท่านั้น

ตั้งแต่ที่รู้จักกันมา ซื่อเก่อเหยียนผู้นี้ยังมีข้อดีอยู่ นอกจากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความสามารถคนหนึ่งในขั้นกลางระดับสี่ คนผู้นี้ยังสามารถวิเคราะห์ระดับพลังของผู้อื่นได้อย่างแตกฉาน หากเสียดายว่ามันไม่ยอมเลิกนิสัยแบบเด็กๆไปเสียที

ส่วนสมุนคนอื่นๆจางหมิงพอจะจำได้แค่สมุนหนึ่งที่ราวกับเป็นหมาป่าห่มหนังแกะ เห็นว่าติดตามซื่อเก่อเหยียนมาตั้งแต่เข้าสำนักใหม่ๆ ไม่รู้ว่าบุญคุณแบบใดถึงทำให้คนเช่นนี้ยอมลดความสามารถของตนเองลงมาเป็นเบี้ยเล็กๆในมือผู้อื่นเช่นนี้

“คารวะศิษย์พี่ซื่อ” สมุนหนึ่งทักเมื่อมองเห็นพวกมัน

พอนึกถึงก็พบมันพอดี

สมุนหนึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะลงทะเบียน และข้างๆคือศิษย์พี่ที่รู้จักกันดีคอยบันทึกข้อมูลอยู่ จางหมิงที่เห็นแอบกรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย

“เป็นเช่นไรบ้างศิษย์น้องจาง ข้าไม่เห็นเจ้าอยู่ที่ห้องเสียเท่าไหร่เลย” เป็นถางเจียฉีที่ทักมันก่อน

“คารวะศิษย์พี่ถาง” มันจึงได้ทักทายกลับไปอย่างช่วยไม่ได้

ช่วงนี้จากหมิงกำลังสนุกอยู่กับการปรุงยา บ้างครั้งมันก็หอบผ้าผ่อนไปนอนเสียที่นั่น หากไม่ติดที่ต้องคอยดูแลจิ้งจอกน้อยมันคงไม่กลับไปที่ห้องของตนเองอีกเลย

สำนักไม่มีข้อห้ามในการเลี้ยงสัตว์ เพราะตำหนักพิเศษบางตำหนักจำเป็นต้องศึกษาและฝึกฝนพวกมันด้วย แต่นั่นต้องไม่ให้มันเผ่นพ่านไปทั่ว จิ้งจอกน้อยตอนนี้นั้นตัวโตเท่ากับสุนัขป่าโตเต็มวัยแล้วจึงไม่สามารถผนึกเข้าอัญมณีได้เช่นเดิม มันจึงได้นอนอุดอู้อยู่ในห้องเล็กของจางหมิงต่อไป พอถึงเวลาออกล่ามันก็จะคึกคักเป็นพิเศษ บางครั้งมันก็ล่าจนไม่อาจกินไหว

นั่นทำให้รู้ว่าจิ้งจอกน้อยของมันก็รู้จักอิ่มเป็นเหมือนกัน

“ข้าคิดว่าเจ้ามาพร้อมกับศิษย์น้องหญิงเสียอีก” ซื่อเก่อเหยียนถามสมุนหนึ่งของมัน

“พอดีวันนี้ศิษย์พี่ถางขอให้ข้ามาช่วยงานน่ะขอรับ”

“อ่อ เป็นเช่นนี้นี่เอง ว่าแต่ศิษย์น้องรองและศิษย์น้องหญิงมาลงทะเบียนแล้วหรือยัง”

“ขอรับ พวกมันเพิ่งจะจากไปเมื่อครู่นี้เอง ว่าแต่เมื่อเช้าตรู่ที่ศิษย์พี่หายไปเพราะไปตามศิษย์น้องจางหรือนี่” สมุนหนึ่งกวาดสายตามองจางหมิงผ่านๆก่อนจะละสายตาไป

นี่ก็เป็นอีกคนที่นอกจากถางเจียฉีแล้วก็ชอบมองมันแปลกๆ

แต่ต่างกันที่ถางเจียฉีมองมันอย่างเป็นมิตรกว่าเท่านั้น เพราะสายตาของสมุนหนึ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือและหวาดระแวง แต่จะค้นหาความน่าไว้ใจอะไรในตัวมันกันล่ะ

จางหมิงได้ลงชื่อแข่งขัน เป้าหมายของมันคือสมุนไพรหายากที่จะใช้เป็นตัวยาในการรักษาพิษภายในร่าง และคาดไว้ว่าสำนักใหญ่โตปานนี้ก็คงจะมีเก็บไว้อยู่บ้าง

หลังจากนั้นถางเจียฉีได้พุดคุยกับมันอีกนิดหน่อย แต่มันก็ทำเพียงตอบบางคำแล้วยิ้มกลับไป

ก็นะ…

คนที่ไม่น่าไว้ใจก็ไม่ควรเสวนาด้วยโดยไม่จำเป็น

การประลองจัดอันดับตำหนักใต้ใช้เวลาในการคัดเลือกสองเดือนก่อนจะไปต่อที่การจัดอันดับของสำนัก แต่ในปีนี้ดูเหมือนจะมีคนเข้าร่วมน้อยลงเนื่องจากมีศิษย์ที่เก่งกาจหลายคนร่วมสมัครด้วย ทั้งๆที่หลายปีผ่านไปพวกมันไม่เคยเข้าร่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ผู้ประลองที่ทุกคนหวาดกลัว หนึ่งในนั้นคือถางเจียฉีที่เพียงได้ยินชื่อก็ประจักแล้วว่าความสามารถนั้นล้นเหลือ อีกคนคือจูลี่ถิงสตรีผู้มีความเร็วเป็นเลิศและชื่อชอบการปรุงยา แม้จะไม่มีพรสวรรค์สักเท่าไหร่ก็ตามที และสุดท้ายเป็นคนที่จางหมิงไม่รู้จัก หากเจ้าอ้วนได้เล่าให้ฟังคร่าวๆว่าคือชายหนุ่มร่างกำยำคู่แข่งตลอดกาลของถางเจียฉีที่มักจะโดนอัดอยู่ฝ่ายเดียว แต่ก็จัดว่าเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถร้ายกาจ

“ศิษย์พี่จูขึ้นไปบนเวทีทดสอบล่ะ”

“เป็นไปได้อย่างไร ศิษย์พี่จูนั้นไม่น่าจะเป็นคนที่ชอบอวดอ้างความสามารถเช่นนั้น”

“ก็เป็นไปแล้วน่ะสิ แต่ความจริงแล้วเพราะมีคนมาท้าเธอประลองหรอก ผู้อาวุโสถึงกับเชิญขึ้นบนเวทีด้วยตนเองมีหรือที่จะปฏิเสธได้”

“ใครกันนะที่มีผู้อาวุโสให้ท้ายปานนั้น ไปดูกันเถอะ!”

หลายเสียงที่พูดคุยกันทำให้จางหมิงสนใจ เวทีกับที่ลงทะเบียนไม่ได้ห่างไกลกันมากนักแต่มันต้องการไปดูใกล้ๆมากกว่า

“ศิษย์พี่ซื่อ เราไปดูกันไหม” จางหมิงหันไปชวนอีกฝ่ายที่เหมือนจะสนใจเช่นกัน

จางหมิงหลีกทางให้ซื่อเก่อเหยียนเดินนำไปอย่างมีมารยาทก่อนจะเดินตามไปโดยมีสมุนหนึ่งที่ปลีกตัวจากที่ลงทะเบียนตามมาข้างหลัง

แต่มีหรือจางหมิงจะมารยาทดีปานนั้น

ร่างใหญ่โตของซื่อเก่อเหยียนเป็นใบเบิกทางชั้นดีในการฝ่าฝูงชนเข้าไปให้ใกล้เวที อีกทั้งตัวตนอันอวบอ้วนก็ทำให้ผู้ที่เดินตามอย่างมันไม่ต้องไปเดินชนกับใครให้เจ็บตัว นี่ก็นับว่าเป็นประโยชน์ดีๆของซื่อเก่อเหยียนเหมือนกัน