0 Views

41

 

จางหมิงเดินทางกลับมายังห้องพักของตนเองพร้อมกับคำถามในหัวมากมาย อาทิเช่นว่าอะไรที่ทำให้วิญญาณมันเสียหาย หลิงหลิงจะช่วยได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ถางเจียฉีนั้นพูดเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

“นายท่านหมิง” เสียงของหลิงหลิงทำให้มันหลุดออกจากห้วงความคิด

“ว่าอย่างไร เจ้าหิวอีกแล้วหรือ”

จิ้งจอกน้อยส่ายหน้าก่อนจะกระโดดขึ้นบนตักมันแล้วนอนลงให้ลูบเหมือนปกติ จางหมิงยิ้มน้อยๆกับนิสัยที่เป็นเด็กขัดกับขนาดตัวที่เริ่มจะโตขึ้นทุกทีนั่น

“ตัวเจ้าไม่เล็กเหมือนก่อนแล้ว ตัวข้าก็ยังเป็นเพียงเด็ก หากวันหน้าคงรับน้ำหนักเจ้าไม่ไหวแน่ๆ” จางหมิงพึมพำแต่ก็ไม่ได้ผลักไสอันใด

รากฐานของชีวิตก็คือวิญญาณ หากขาดวิญญาณนั่นหมายถึงชีวิตก็ไม่อาจดำรงอยู่ แต่อยู่ดีๆจะต้องไปฆ่าแล้วนำวิญญาณมาเซ่นตัวเองก็ดูจะแปลก นั่นราวกับมันเป็นภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน แต่มันก็ไม่ได้มีความลำบากใจในการฆ่าเสียเท่าไหร่หรอก

เกิดเป็นโจรนั้นไม่ง่าย กว่าจะเป็นหัวหน้าโจรได้มือไม้ก็ไม่ได้สะอาดมาตั้งแต่แรก ก็ใช่ว่ามันจะไม่เคยฆ่าคนเสียหน่อย พวกการลอบกัดนี่ก็ทำมาไม่ใช่น้อย ตำแหน่งมันไม่ได้มาเองเพราะจู่ๆก็ถูกมอบให้

เหอะ! มันได้มาด้วยฝีมือทั้งนั้น

ประเด็นจริงๆมันอยู่ที่ว่า ‘วิญญาณ’ที่ถางเจียฉีกล่าวถึงนี่คือของมนุษย์หรือเป็นสัตว์ป่าก็ได้ ตัวมันก็รีบจนไม่ได้ถามไถ่เพิ่มเติมเท่าไหร่นักเสียด้วย

“นี่หลิงหลิง เจ้ามีวิธีการใดที่พอจะดึงวิญญาณออกจากสิ่งมีชีวิตอื่นหรือไม่” จางหมิงลองถามจิ้งจอกน้อยที่กำลังหลับตาพริ้มบนตัก

“… กิน”

คำพูดเดียวที่ออกมานั้นไม่ได้ช่วยไขความเข้าใจของจางหมิงมากนัก มันจึงได้ถามต่อไปอีก

“กิน? ข้าไม่เข้าใจ เจ้ามีวิธีกินพวกมัน แต่ทำได้อย่างไร”

จิ้งจอกน้อยดูจะไม่เข้าใจกับคำถามนั้นเช่นกัน หากนับตามอายุมันก็เป็นเพียงจิ้งจอกมายาที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน แม้สัญชาตญาณดั้งเดิมจะช่วยให้มันเรียนรู้ได้ในหลายๆเรื่องแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

“กินๆ กินมัน กินทั้งหมด” จิ้งจอกน้อยไม่พูดเปล่า มันกระโดดลงจากหน้าตักจางหมิงก่อนจะกระโจนขึ้นไปบนโต๊ะตัวเล็กกลางห้อง

กริ๊งๆๆ

ลูกแก้วสีเทากระทบบนโต๊ะเกิดเป็นเสียงกังวานใส จางหมิงไม่ได้แปลกใจที่มันเป็นสีขาวเทาขมุกขมัวจนน่าเกลียด หากสิ่งที่มันแปลกใจมากกว่าคือจิ้งจอกน้อยของมันเป็นคนคายของเหล่านั้นออกมา

“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะหลิงหลิง” จางหมิงพูดขึ้นเมื่อเดินมายืนข้างโต๊ะแล้ว

“วิญญาณ ของเหลือ” มันพูดพลางใช้เท้าเขี่ยลูกแก้วเหล่านั้นไปมา

เมื่อได้ยินคำว่าวิญญาณจางหมิงจึงได้เอื้อมมือไปหยิบลูกแก้วสีเทาที่กลิ้งไปมานั่นขึ้นมามองดูใกล้ๆ ลูกแก้วแต่ละลูกมีขนาดเล็กเพียงปลายนิ้วก้อยเท่านั้น ลูกที่สีอ่อนที่สุดแทบจะเป็นสีขาว และเข้มที่สุดเป็นสีดำ หากแต่ส่วนใหญ่เป็นสีเทาทั้งหมด มันมีทั้งสิ้นแปดลูกด้วยกัน

“นี่คือวิญญาณที่เจ้าว่าหรือ แล้วที่ว่าเหลือเล่าหมายความเช่นไร” จางหมิงถามออกไปโดยที่ยังคงมองดูลูกแก้วอยู่

“อืม…ข้ากิน แต่ข้าย่อยแกนวิญญาณไม่ได้ มันจึงเหลืออยู่”

แกนวิญญาณ?

นอกจากแกนปราณแล้วสิ่งมีชีวิตยังมีแกนวิญญาณอีก จางหมิงก็เพิ่งรู้จากปากของจิ้งจอกน้อยนี่ล่ะ

จางหมิงพอจะรับรู้แล้วว่าเมื่อจิ้งจอกน้อยกินสิ่งมีชีวิตเข้าไปมันจะเหลือแกนวิญญาณอยู่ และคงเพราะร่างกายของมันพิเศษจึงได้บีบอัดแกนวิญญาณเหล่านั้นจนออกมาในรูปของลูกแก้วเล็กๆนี่

แปดลูกเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่จิ้งจอกน้อยกินเข้าไปทั้งเดือน แต่เมื่อจางหมิงได้ถามอีกครั้งว่าทำไมตัวจิ้งจอกน้อยเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

“เอาเถอะ ค่อยสังเกตเอาวันหลังก็แล้วกัน” จางหมิงยักไหล่อย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก สายตาก็ยังคงจ้องมองลูกแก้ววิญญาณเหล่านั้นอย่างใคร่ครวญ

คือ… มันควรจะกินเข้าไปทั้งๆแบบนี้เลยไหม

แต่คิดอยู่ไม่นานจางหมิงก็โยนลูกแก้วในมือนั้นเข้าปากไป เพราะจะอย่างไรในตัวมันก็มีพิษอยู่ถึงสอง จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่แน่ชัด หากจะรับของแปลกๆเข้ามาอีกหนึ่งจะนับเป็นอะไรได้

ลูกแก้วไหลผ่านลงคอก่อนจะอุ่นวาบในช่วงท้อง และความอบอุ่นนั้นราวกับกำลังปลอบประโลมดวงวิญญาณของมันเอง ภายในราวกับรู้สึกถูกเติมเต็มให้มั่นคงยิ่งขึ้น ในความรู้สึกดีนั้นไม่มีผลเสียที่เกิดขึ้นตามมาลูกแก้วที่เหลือจึงค่อยๆผ่านลงไปในคอของมันอย่างต่อเนื่อง

“สีดำรู้สึกจะมีประสิทธิภาพดีกว่า …หลิงหลิง ต่อไปถ้ามีอีกก็นำมาให้ข้านะ” จางหมิงหันไปพูดกับจิ้งจอกน้อยที่กำลังมองดูมันด้วยแววตาฉงนแต่ก็รับคำไป

ลูกแก้วเหล่านั้นทำให้ระดับพลังปราณของมันเสถียรยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะทะลวงผ่านไปในขั้นต่อไป หากแต่มันก็รู้สึกได้ถึงประตูระหว่างระดับที่กำลังกระเพื่อมไปมาจนใกล้จะเปิดเต็มที

จางหมิงยิ้มกับตัวเอง นั่นต้องขอบใจกับคำแนะนำของถางเจียฉี และมันคงต้องหาดูเสียแล้วว่าสายเลือดอีกครึ่งของจิ้งจอกน้อยนั้นคือสิ่งใดกันแน่ เพราะจากสีขนที่แปลกกว่าจิ้งจอกมายาทั่วไปนั้นอาจไม่ใช่เพราะการกลายพันธุ์แต่อาจเป็นเพราะอีกครึ่งของชีวิตมัน

 

“วิญญาณหนอ… มันเป็นสิ่งที่มีพลังในตัวของมันเอง หากดูดซับก็จะได้มาซึ่งอำนาจและพลัง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถกินได้เช่นกัน ใช่ไหมท่าน หึหึ”

ไกลออกไปถางเจียฉีกำลังพูดกับตนเองเบาๆ รอยยิ้มเหยียดกว้างขึ้นเมื่อนึกไปถึงคนที่มาขอคำปรึกษา และมันก็บอกอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย แต่มีหรือที่ควรจะบอกทั้งหมดไป

“มีอะไรหรือเปล่าศิษย์น้องจู”

จูลี่ถิงสะดุ้งโหยงเมื่ออีกฝ่ายจับได้ว่าตนเองอยู่ใกล้ๆ ร่างแบบบางนั้นจึงก้าวออกมาจากที่ซ่อนให้เห็นได้ชัดเจน รอยยิ้มที่ออกจะประหม่านั้นบ่งบอกว่าเธอไม่อยากที่จะพบปะกับอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

“อา… ไม่มีอะไรศิษย์พี่ ข้าเพียงเห็นศิษย์น้องจางมาแถวนี้ก็เลยตามมาดูเท่านั้นเอง เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”

“เช่นนั้นหรือ แต่ศิษย์น้องจางนั้นคงแก้ปัญหาของตนเองได้แล้ว แต่ข้านี่สิที่ยังทำงานของตนเองไม่เสร็จเลย เจ้าพอจะช่วยได้หรือไม่ศิษย์น้อง” ถางเจียฉีกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มไม่เปลี่ยนแปลง แต่นั่นก็ทำให้คู่สนทนาหน้าซีดขึ้นมาได้

“ขะ ข้า ข้า ข้าคิดว่าคงไม่อาจช่วยท่านได้ เช่นนั้นข้าขอตัวลา” เธอรีบคำนับก่อนจะทะยานร่างจากไป

ถางเจียฉียังคงยิ้มและมองตามแผ่นหลังนั้น หญิงสาวคนนี้เป็นอีกคนที่พอจะล่วงรู้ความลับของมัน หากนั่นเป็นสิ่งที่มันต้องการให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว หาไม่มีหรือเธอจะรอดไปได้จนถึงตอนนี้ น่าเสียดายว่ายังใช้งานเธอตอนนี้ไม่ได้เสียด้วย มันจึงทำได้แค่ข่มขู่ตามแบบฉบับของมันเท่านั้น

“จะขอให้เปิดประตูสิบแปดดาราให้หน่อยก็ไม่ได้สิน่า เอาเถอะๆ” มันว่าพลางหันไปมองยังทิศทางที่จางหมิงจากไปอีกครั้ง

รอยยิ้มยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เติบโตขึ้นมา

อา… นั่นแหละ กินเข้าไป