0 Views

33

 

เกาหงลี่จัดการพลิกร่างของจางหมิงลงเพื่อดูบาดแผล พลังปราณไหลออกออกผ่ามือเคลือบทับไปบนปากแผลที่แหวะหวะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นกับสิ่งที่พบ แม้น้อยคนนักจะมีพลังปราณที่รักษาคนอื่นได้แต่มันก็ตรวจพบสายปราณแบบนั้นในร่างของจางหมิงเช่นเดียวกัน

บาดแผลดูจะลึกเกินกว่าที่คาดอีกทั้งผู้บาดเจ็บยังเสียเลือดไปมาก การรักษาของมือสมัครเล่นจึงกินเวลานับยี่สิบนาทีก่อนที่จางหมิงที่มองไปยังกับดักอื่นๆรอเวลารู้สึกถูกกระชากอย่างแรง

นี่มันเหมือนกับครั้งที่มันจะตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างนายน้อยตระกูลจางนี้

“นายน้อย!” จางซิ่งที่เห็นจางหมิงพยายามลุกขึ้นจึงได้รีบรุดเข้ามาช่วย

ราวกับในหัวถูกเขย่าไปมา ทั้งอื้ออึงสับสนและเคว้งคว้าง ความรู้สึกนั้นราวกับว่าวิญญาณกับร่างกายไม่ได้มั่นคงเหมือนเก่า เพราะก่อนนั้นในขณะที่เข้าร่างเหมือนมีบางส่วนถูกกระฉากออกไป และเข้าไปสู่สิ่งของภายในอกเสื้อ

ถึงกับฉีกวิญญาณของมนุษย์ที่ทำลายได้ยากที่สุดออกเป็นชิ้น ของที่มันครอบครองดูจะอันตรายจนน่าขว้างทิ้ง

บางทีสมบัติไม่ดีก็ไม่สมควรเก็บไว้

แต่ความรู้สึกเสียดายทำให้มันยับยั้งตนเอง

จางหมิงไม่ได้กล่าวขอบคุณเพราะดูอีกฝ่ายเหมือนจะไม่อยากรับ ความเงียบเข้าปกคลุมก่อนจะถูกคลายลงเมื่อหลินเย่ถงพูดถึงการเดินร่วมทางไปด้วยกัน เกาหงลี่เพียงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยเท่านั้น

“นายน้อยไหวนะขอรับ” จางซิ่งถามเมื่อทั้งคู่เดินรั้งท้าย

“ก็ดี เลือดหยุดไหลแต่แผลไม่ได้หายไปคงขยับมากไม่ได้”

หนทางทอดยาวจนแทบหมดความอดทน ด้วยใช้เวลากว่าชั่วโมงจึงมาถึงทางออกที่เจอประตูบานใหญ่สีทองตั้งตระหง่าน คราวนี้มันไม่ได้เก่าแก่หากแต่หรูหราจนน่าเป็นกังวล

ยังไม่ทันที่จะได้ปรึกษากันแก้วผลึกวารีก็สั่นไหวแล้วพุ่งออกจากฝ่ามือมาลอยอยู่ตรงหน้า ทุกคนแม้จะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไรเพราะนั่นเป็นสิ่งที่อยู่กับพวกมันมาร่วมสิบชั่วโมงและเป็นตัวตัดสินอนาคตด้วย

จางหมิงมองดูลูกแก้วนั้นอย่างเบื่อหน่าย ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่ามันไม่ได้ใช้ในการบันทึกคะแนนหรืออะไรหากแต่ใช้ในการสอดส่อง แก้วผลึกว่ารีชิ้นนี้ก็เหมือนกับสิ่งที่น่าขยาดอย่างหนึ่งเท่านั้น

‘การทดสอบผ่านพ้นไปแล้วสิบชั่วโมง เหล่าผู้ที่ยังคงอยู่ในวงกตย่อมนับเป็นศิษย์ของสำนักพยัคฆ์อัคคีเราแล้วอย่างแท้จริง การทดสอบที่เหลืออีกสิบชั่วโมงคือการวัดระดับของผู้เข้าร่วม หากอยู่ได้นานก็ยิ่งอยู่ในอันดับที่สูงมากขึ้น และอาจได้รับเลือกเป็นศิษย์ส่วนตัวของเหล่าผู้อาวุโส ซึ่งครั้งนี้นั่นรวมถึงท่านเจ้าสำนักเองด้วย’

เสียงเหล่านี้ดังออกมาจากแก้วผลึกวารี ข้อความแม้มีไม่มากแต่ก็ทำเอาหลายคนตื่นเต้นไปกับการทดสอบมากขึ้น พวกมันต่างหวังว่าจะได้เป็นหนึ่งในศิษย์ส่วนตัวเหล่านั้น เพราะนั่นย่อมหมายถึงอนาคตที่ดี

แต่ก็มีบางส่วนที่คิดเหมือนจางหมิง

มันอยากจบการทดสอบเร็วๆมากกว่า

‘สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเข้าร่วมต่อจากนี้ จงทำลายแก้วผลึกวารีของตนเองเสีย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ยังคงเป็นศิษย์ของสำนักได้เช่นเดิม’

เปรี้ยง!

เสียงแก้วแตกลงเอียดเสียดหูหลังจากประโยคนั้นจบลง เศษแก้วผลึกวารีชิ้นหนึ่งได้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆบนพื้นโดยที่เจ้าตัวไม่ได้สนใจมากนัก จะเว้นก็แต่…

“นายน้อย! ท่านทำอะไรน่ะ!” เว้นก็แต่จางซิ่งผู้เป็นเดือดเป็นร้อนแทนผู้นี้

“เจ้ารู้ว่าข้าบาดเจ็บใช่หรือไม่”

“ขะ ขอรับ แต่นั่น…”

“ข้าอยากออกไปพักมากกว่าน่ะนะ เจ้าก็ทดสอบต่อไปเถอะ”

หลังจบคำพูดของจางหมิงร่างกายของมันก็ดูเลือนรางลงก่อนจะหายวับไปทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น มีเพียงจางซิ่งที่รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง ส่วนคนที่เหลือไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

สิบนาทีหลังจากนั้นกลุ่มของเกาหงลี่รวมถึงจางซิ่งและหลินเย่ถงก็ได้ตงลงที่จะเปิดประตูบานยักษ์ข้างหน้าเข้าไป หนึ่งเพื่อทดสอบตนเอง อีกหนึ่งเพราะความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ

จางซิ่งหันไปมองแก้วที่แตกนั้นอีกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าตาของมันฝาดไปหรือไม่ที่เห็นพื้นสีขาวตอนนี้แดงฉานราวกับเลือด ตัวมันไม่ทันที่จะได้อุทานออกมาประตูใหญ่นั้นก็ได้ปิดลง

 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” เจ้าสำนักตะโกนออกมาอย่างตกใจ พลังเสียงนั้นถึงกับทำให้ตำหนักสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง ก่อนที่มันจะรวบรวมลมปราณให้พุ่งเข้าสู่แก้วผลึกเพื่อเชื่อมต่อตนเองเข้ากับวงกตพลังปราณทางทิศใต้

และไม่เพียงแค่เจ้าสำนักที่ตกใจ

เจ็ดผู้อาวุโสและผู้คุมสี่ตำหนักก็ตกใจมากพอๆกัน

วงกตพลังปราณตอนนี้มีจุดหนึ่งที่ปั่นป่วน แต่ก็เป็นเพียงแค่ที่วงกตการทดสอบทางทิศใต้เท่านั้น ผู้คนภายนอกไม่ได้รู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผู้คนภายในที่อยู่ใกล้ๆเริ่มที่จะรู้ตัวกันแล้ว

กับดักที่ทำงานทีละชุดตอนนี้กลับปรากฏออกมาพร้อมๆกัน บ้างก็อันตรายจนแทบถึงชีวิต หากแก้วผลึกวารีไม่ทำงาน นั่นรวมไปถึงการทำลายตัวแก้วผลึกด้วยตนเองด้วย ราวกับกำลังถูกขังให้ตายทั้งเป็นในวงกตแห่งนี้

ยังดีที่เกิดกับบริเวณเล็กๆที่ครอบคลุมพื้นที่ที่มีผู้เข้าทดสอบเพียงห้าสิบคน แต่ที่เป็นปัญหาเพราะในหมู่คนเหล่านั้นมีหลายคนที่เหมาะสมในการรับเป็นศิษย์ส่วนตัว

เจ้าสำนักพยายามควบคุมพลังของวงกตให้กลับมาอีกครั้ง คราแรกนั้นลำบากอยู่บ้างหากแต่ก็ไม่คณามือของผู้อยู่ในระดับสุดท้ายของการฝึกฝนปราณจากลมหายใจแห่งชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้มันต้องลำบากคือการตามหาสิ่งที่กระตุ้นพลังของวงกตให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ แต่สุดท้ายมันก็หาไม่พบ ราวกับสิ่งนั้นหายไปกับอากาศที่ว่างเปล่าเสียเฉยๆ

ความจริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดเกิดมาจากจุดเล็กๆเพียงจุดเดียว

จุดสีแดงบางเบาที่กระพริบเป็นสีส้มสว่างในบางครั้ง

แก้วผลึกวารีชิ้นหนึ่งแตกละเอียดก่อนที่สิ่งที่อยู่ภายในจะร่วงหล่นลงบนพื้น ตกลงไปกลายเป็นจุดสีแดงเล็กๆที่ซึมเข้าไปใต้ดินและผสมรวมกับพลังปราณของธรรมชาติจนมันบ้าคลั่ง

จุดเล็กๆที่ดูจะไร้ความหมาย

หากผลที่ได้กลับสาหัสไม่น้อย

มันหลอมรวมกับธรรมชาติอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะถูกเผาผลาญไปกับการแสดงพลังที่มากเกินตัวมันเอง ไม่เหลือแม้เพียงธุลีหรือเศษซาก เพราะจะอย่างไรมันก็เป็นเพียงแค่เลือดหยดเดียว