0 Views

18

 

งานเข้า!

จางหมิงพุ่งตัวเข้าไปด้านในสุดของห้องเพื่อที่จะอยู่ให้ไกลที่สุดจากระยะระวังภัยของคนที่จะมาถึง ตอนนี้มันถึงได้ขอบคุณร่างเด็กของมัน อย่างน้อยนั่นก็ทำให้รูปปั้นตัวไม่ใหญ่มากนี้บังมันมิด

ตึก! ตึก! …

เสียงก้าวเท้าหนักๆค่อยๆลงมาจากด้านบน อีกทั้งฝีเท้าเดี๋ยวสั้นเดี๋ยวยาว จางหมิงที่ลอบสังเกตจึงคะเนจากวิสัยการเดินนี้ว่าผู้มาคงเป็นคนอารมณ์ร้อนและรวนเรได้ง่ายเป็นแน่

มันคาดหวังที่จะใช้ประโยชน์จากนิสัยนั้นเป็นอย่างมาก

ผู้มาใหม่ปรากฏแก่สายตาของจากหมิง ร่างสูงใหญ่ผิวค่อนข้างคล้ำหากแต่สมส่วนเยี่ยงผู้ฝึกยุทธ์ กล้ามเนื้อที่ดูจะมากเกินพอดีไปสักนิดไม่ได้ทำให้ดูแปลกประหลาดอะไร อย่างน้อยการแต่งตัวที่รัดกุมและความคล่องตัวที่แสดงออกก็พอจะรู้ว่าเป็นผู้มีฝีมืออยู่บ้าง

จางหมิงใช้งานวิชาซ่อนกายาอีกครั้ง ตอนนี้พลังปราณของมันเหลือเพียงแค่สามส่วน นั่นก็พอจะทำให้มันใช้วิชานี้ได้อีกเพียงแค่สิบนาที เช่นนั้นแล้วมันต้องหาวิธีการออกไปให้เร็วที่สุด

ไม่ทันที่มันจะทันคิดวิธีการใดๆ ประตูด้านบนที่เปิดเอาไว้ก็มีผู้รีบรุดตามเข้ามา

“ท่านหัวหน้าขอรับ พวกข้างนอกรายงานมาว่าพบเห็นบุคคลแปลกหน้าบริเวณใกล้ค่ายพัก ข้าจึงอยากทราบว่าสมควรให้จัดการเช่นไร”

“คนแปลกหน้า? หากดูมีเงินทองก็จับตัวมันมา หาไม่ก็ฆ่ามันทิ้งเสีย” ผู้เป็นหัวหน้าสั่งการโดยไม่หันไปมอง สายตายังคงจับจ้องชื่นชมศิลปวัตถุของตนเอง

“ขอรับ” ลูกสมุนของมันรับคำก่อนจะผละจากไป

คำว่าคนแปลกหน้าทำให้จางหมิงคิดไปถึงจางซิ่งที่อยู่ข้างนอก หากมันก็ปัดความคิดนั้นทิ้ง อย่างน้อยถึงแม้เด็กคนนั้นจะเถรตรงไปเสียหน่อย หากก็น่าจะฉลาดพอที่จะไม่เผยตัวเองให้ใครเห็น

ห้านาทีผ่าไปยังมีผู้คนเข้ามารายงานเหตุผิดปกติแล้วถึงสามคน เรื่องใหญ่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของคนแปลกหน้านั้น และเรื่องเล็กๆอย่างสตรีในปกครองของหัวหน้าโจรตบตีกันก็ยังมีผู้มารายงาน

บางครั้งอดีตโจรอย่างจางหมิงก็ไม่เข้าใจโจรผู้นี้เอาเสียเลย

หัวหน้าโจรผู้นี้ราวกับว่ามิได้เป็นโจรมาตั้งแต่แรก ดูจากนิสัยที่ต้องให้ผู้อื่นรายงานทุกสิ่งเหมือนระวังตัวแจ จางหมิงก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่ามันมาอยู่ที่นี่เพื่อหลบซ่อนตัวเสียมากกว่า

อย่างน้อยๆนั่นก็ทำให้มันแสยะยิ้มรับ

จางหมิงพยายามอ้อมไปด้านหลังหัวหน้าโจรเพื่อไม่ให้มีเสียง มันคิดจะออกไปจากทางประตูด้านบนง่ายๆโดยใช้ฝีเท้าที่เงียบเชียบของตนเองพาจากไป ความจริงแล้วในหัวมันก็คิดเล่ห์กลไว้มากมายแต่นั่นใช้เมื่อประตูถูกปิด แต่โจรผู้นี้ชักจะทำตัวผิดวิสัยเกินไปเสียแล้ว เพราะนอกจากจะไม่ยอมปิดประตูห้องสมบัติหากยังให้คนเข้าๆออกๆได้อย่างหน้าตาเฉย

เมื่อจางหมิงกำลังจะพุ่งตัวออกไป จู่ๆหัวหน้าโจรก็ร้องตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ทำให้มันต้องหยุดความคิดที่จะพุ่งตัวออกไปแล้วหลบซ่อนอย่างมิดชิดเช่นเดิม

“ใครกล้าเข้ามาขโมยสมบัติของข้า!”

สิ้นเสียงก้องกังวานนั้นก็มีโจรหนุ่มสองคนรีบวิ่งลงมา พวกมันกวาดสายตามองรอบข้างอย่างสำรวจก่อนจะประสานสายตากับหัวหน้าของพวกมันที่หันมาหา

“ข้าให้พวกเจ้าเฝ้าสมบัติเหล่านี้ แต่ทำไมถึงได้มีของถูกขโมยไป ตอบข้ามา!”

โจรหนุ่มทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้นฉับพลัน ร่างกายสั่นสะท้านเพราะแรงกดดันจากผู้มีระดับที่สูงกกว่ามาก พวกมันเพียงอยู่ขั้นต่ำระดับสอง เช่นนั้นจะไปต่อต้านได้อย่างไร

“ขะ ขะ ข้าน้อยเพียงไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำเช่นนั้น” มันคนหนึ่งพยายามตอบ

“คิดว่า? แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรจะทำเช่นไรกับความสะเพร่าของพวกเจ้า!” หัวหน้าโจรตวาดก้องอีกครั้ง นั่นทำให้หน้าประตูทางเข้ามีผู้เฝ้าเมียงมองอย่างสงสัยใคร่รู้อยู่สองสามคน

“ขะ ขออภัยขอรับ พวก พวกข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดท่านหัวหน้ายกโทษให้พวกเราสักครั้ง”

“ฮึ! ยกโทษให้เช่นนั้นหรือ อย่างน้อยที่หายไปเป็นเพียงเงินเล็กน้อยที่หาเมื่อไหร่ก็ได้กับกล่องที่เปิดไม่ได้นั่น หากสิ่งอื่นที่ข้าเพียรสะสมมาหายไปแม้แต่น้อยล่ะก็ ป่านนี้พวกเจ้าคงกลายเป็นศพไม่แล้ว!”

“ขอรับ ขอรับ ข้าจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก” ทั้งสองตอบรับเป็นเสียงเดียวกันอย่างดีใจ

“แต่ข้าก็หาได้ยกโทษให้พวกเจ้า! พวกเจ้าจงไปตามหาหัวขโมยนั่นให้พบ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้าย ไป!” หัวหน้าโจรเมื่อสั่งการเสร็จก็หันกลับไปชื่นชมสมบัติของตนต่ออย่างไม่ใส่ใจ

โจรหนุ่มทั้งสองรีบขยับลุกแล้วกลับออกไปโดยพลัน ผู้มุงดูที่ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าสนใจแล้วก็พร้อมกันจากไป ห้องสมบัตินี้จึงเงียบกริบลงอีกครั้ง

จางหมิงที่ชมฉากเมื่อครู่ในระยะประชิดทำได้เพียงกลอกสายตาอย่างระอา มันไม่เข้าใจตรรกะของโจรผู้นี้เอาเสียเลย เหตุใดเงินตราถึงได้มีค่าน้อยกว่าเศษขยะเหล่านี้กันหนอ

ผ่านไปหลายชั่วลมหายใจจางหมิงจึงได้ทำตามแผนเดิมของตน มันเดินไปด้านหลังของหัวหน้าโจรก่อนจะก้าวขึ้นบันไดอย่างไม่เร่งร้อน แต่ก่อนที่จะก้าวเท้าข้างสุดท้ายออกไปจู่ๆด้านหลังของมันก็รู้สึกเย็นวูบ

“เจ้าเป็นใคร!”

นั่นเสียงหัวหน้าโจร มันจำได้

โดยไม่ต้องหันหลังกลับจางหมิงรีบใช้วิชาทะยานข้ามภพทันที

แสงสีเหลืองไหลวนผ่านเท้าเพื่อเร่งความเร็วอย่างสุดความสามารถ คราแรกมันคิดว่าฝีเท้าของมันเกิดเสียงหรือเปล่าหัวหน้าโจรถึงได้รู้ตัว แต่พอสำรวจตัวเองอีกครั้งมันจึงรับรู้ได้ว่าพลังปราณของมันใกล้หมดเต็มที นั่นทำให้วิชากายาซ่อนเร้นที่ใช้พลังมากถูกยกเลิก

มันทำได้ตอนนี้เพียงแค่วิ่งหนีพร้อมกับก่นด่าตนเอง

จางหมิงปฏิญาณไว้แล้วว่าหากมันรอดไปได้มันจะฝึกควบคุมการใช้พลังให้เจนจัดกว่านี้ ยิ่งมากได้เท่าไหร่ยิ่งดี หรือไม่มันก็ต้องรีบเพิ่มพลังของมันให้ได้มากที่สุด

วิถีโจรที่มันเคยเชื่อมั่น …ตอนนี้ตกต่ำถึงเพียงนี้

มันต้องหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้ราวกับโจรตัวน้อยที่หัดขโมยของ นั่นน่าอัปยศสิ้นดี

หากชีวิตในร่างใหม่นี้ต้องเติบโตด้วยพลัง มันจะไม่ขโมยเพียงสมบัติ หากมันจะขโมยทุกพลังมาเป็นของตนเองด้วยเช่นกัน

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น หากจะทำได้มันต้องรอดจากผู้มีพลังขั้นต่ำระดับเก้าคนนี้เสียก่อน หาไม่แล้วความฝันทุกอย่างก็คงเป็นเพียงความเพ้อฝันเท่านั้น

“เจ้าคิดว่าใช้วิชาตัวเบาระดับเชี่ยวชาญได้จะทำให้หนีข้าพ้นเช่นนั้นหรือ” หัวหน้าโจรตะโกนไล่หลังมา

พลังระดับสามัญหากแต่ใช้ออกมาโดยผู้มีพลังขั้นต่ำระดับเก้าช่างรวดเร็วจนคิดไม่ถึง จางหมิงจึงได้ขมวดคิ้วแน่นเพื่อคิดหาทางรอดเพราะไม่นานอีกฝ่ายคงตามมาทันอย่างไม่ต้องสงสัย

พวกมันทะยานผ่านเหล่ากระโจมใหญ่ไปจนถึงหน้าค่าย สายตาของจางหมิงเหลือบไปเห็นจางซิ่งที่ซ่อนอยู่มันจึงได้สงสัญญาณบอกไม่ให้อีกฝ่ายตามมา เพราะแค่พลังของขั้นต่ำระดับห้าอย่างนั้นคงช่วยอะไรมันไม่ได้ หากทั้งยังจะถ่วงกันเองอีกด้วย

จางหมิงที่เห็นจางซิ่งอยู่กับที่อย่างเข้าใจก็พลอยยิ้มออกมากับความเฉลียวฉลาดนั้น หากรอยยิ้มก็ต้องหุบลงกับเสียงตะโดนที่ตามมา

“เจ้าเด็กน้อย หากข้าจับเจ้าได้อย่าหวังว่าเจ้าจะยังมีชีวิต!” หัวหน้าโจรขู่ขำรามอย่างมาดร้าย เพราะหากมีคนรู้ว่าตัวมันถูกลูบคมโดยเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแบบนี้คงโดนหัวเราะเยาะไปทั้งชีวิตแน่

เจ้าสิเด็กน้อย!

อายุเพียงสามสิบสี่สิบปีทำราวกับตัวมันกร้านโลกนักนี่

จางหมิงคิดหากก็ยังไม่ได้พูดออกไป เพราะสายตามันสนใจเพียงสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น

หึหึ!

เสียงหัวเราะที่ดังอยู่ในลำคอช่างชั่วร้ายนัก ริมฝีปากที่แต่งแต้มรอยยิ้มแสยะอย่างยินดียิ่งช่วยกระพือความคิดร้ายกาจให้ชั่วร้ายเข้าไปอีก

สิ่งที่จางหมิงเห็น… นั่นคือทางรอดของมัน

ไม่ว่าเพราะสวรรค์ช่วยหรือนรกประทานให้ มันก็ยินดีน้อมรับสิ่งเหล่านั้นหากทำให้มันรอดไปได้

การปะทะกันของสองกองกำลังเล็กๆเบื้องหน้าหยุดชะงักเมื่อมีกระแสพลังพุ่งตรงเข้ามา ฝั่งหนึ่งดูจากการแต่งกายที่ไม่สะอาดสะอาดหากมิดชิดก็พอเดาสถานะของโจรออก ส่วนอีกฝ่ายคือเหล่าผู้มีพลังฝีมือที่ใส่เสื้อผ้าชั้นดีที่ไร้ร่องรอยความเสียหาย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครที่กำลังจะชนะ

“ข้ากลับมาแล้ว… เกาหงลี่เพื่อนข้า!”

จางหมิงตะโกนออกไปเสียงดังทำให้เจ้าของชื่อหันขวับมามอง ตัวมันที่อยู่ในวงล้อมของคนคุ้มกันต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเป็นใคร หากหัวคิ้วยิ่งต้องกดขมวดเข้าไปอีกเมื่อสังเกตได้ถึงพลังยุทธ์ของคนที่ไล่ตามจางหมิงมา

ตอนนี้จางหมิงได้เข้าใจแล้วว่าคนแปลกหน้าที่พวกโจรพูดถึงนั้นหมายถึงผู้ใด