0 Views

MPE บทที่ 5 มู่หลาน ชิงอี้

แปลโดย iPAT 

 

รุ่งเช้า เกาเผิงสะดุ้งตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้น

 

‘หือ? ฉันห่มผ้าให้ตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่?’ เกาเผิงเกาศีรษะด้วยความงุนงง แต่เขาตัดสินใจที่จะไม่คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้และรีบลุกไปอาบน้ำ

 

หลังจากแต่งตัว เขาเร่งเขมือบแซนวิชที่เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนจะลากต้าซื่อที่นอนอย่างเกียจคร้านอยู่ใต้โซฟาออกมา

 

กรงเล็บสีเหลืองขุดพื้นส่งเสียงดัง “แกร็ก แกร็ก แกร็ก แกร็ก…”

 

เกาเผิงวางอสูรกายตัวโตลงและสูดหายใจลึก มันหนักกว่าที่เขาคิดไว้มาก!

 

เขาก้มตัวลงและตบแผ่นหลังของมัน “ต้าซื่อ นายต้องเดินด้วยตัวเอง เข้าใจไหม?”

 

ต้าซื่อเงยหน้าขึ้นและโบกเสาอากาศบนศีรษะของมันอย่างอ่อนแรง จากนั้นมันจึงทิ้งตัวลงนอนและไม่ขยับเขยื้อนอีก

 

เกาเผิงแทบลืมไปว่าตนเองกำลังพยายามทำสิ่งใดขณะที่ความรู้สึกเกียจคร้านเริ่มเข้าครอบงำเขาเช่นกัน หลังจากชั่วครู่ เขาต้องขมวดคิ้วเพราะคิดถึงบางสิ่ง เขาจำได้ว่าอาจารย์จางเคยสอนในห้องเรียนเกี่ยวกับการควบคุมสัตว์อสูรว่าพวกเขาต้องฝึกฝนพวกมันอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

 

สัตว์อสูรมีอารมณ์และบุคลิกเป็นของตนเอง กระทั่งสัตว์อสูรชนิดเดียวกันก็ยังมีบุคลิกที่แตกต่างเช่นเดียวกับมนุษย์์

 

หากคนผู้หนึ่งมีบุคลิกที่อ่อนแอและขี้ขลาด หลังผ่านการฝึกฝนทางทหารอย่างเข้มงวดเป็นเวลาสองหรือสามปี บุคลิกของพวกเขาก็สามารถเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้น ด้วยตรรกะเดียวกันนี้ หลังจากสัตว์อสูรที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง พวกมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

 

ต้าซื่อยังเด็กมากขณะที่มันถูกขังอยู่ในบ้านตลอดเวลา นี่จึงพัฒนาบุคลิกที่เกียจคร้านของมันขึ้นมา

 

เกาเผิงก้มลงอีกครั้งและกระซิบบางอย่างกับต้าซื่อ “นายอยากกินบางสิ่งหรือเปล่า? พวกเราจะออกไปข้างนอก ที่นั่นมีแมลงน่าอร่อยอยู่มากมาย”

 

เสาอากาศบนศีรษะของต้าซื่อกระตุกขึ้นทันที

 

มันหันหน้ามองมาทางเกาเผิงพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

 

ด้วยการม้วนตัวพันรอบลำคอยาวไปถึงแขนขวาของเกาเผิง ต้าซื่อทำตัวราวกับเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งบนร่างกายของเด็กหนุ่ม

 

เกาเผิงถือกระเป๋าสีแดงและเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับตะขาบกรงเล็บเหลืองหลังม่วง

 

แม้ตะขาบจะพบเห็นได้ยาก แต่มันก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากนัก ทั้งหมดก็คือทุกครอบครัวล้วนเลี้ยงดูสัตว์อสูรเสมือนสัตว์เลี้ยงเช่นหมาหรือแมวอย่างน้อยก็หนึ่งหรือสองตัวเสมอ

 

นอกจากนั้นสัตว์อสูรแต่ละชนิดยังมีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกัน คนส่วนใหญ่เลือกเลี้ยงดูสัตว์อสูรที่น่ารักหรือมีบารมี แต่บางคนก็มีรสนิยมที่ไม่ปกติและเลือกเลี้ยงดูสัตว์อสูรที่แปลกประหลาด

 

ตัวอย่างเช่นด้านซ้ายของเกาเผิง ป้าที่แต่งกายด้วยแฟชั่นล้ำใหม่กำลังเดินเคียงคู่อยู่กับสิงโตหิมะที่มีความยาวร่างกายหกเมตรและสูงสามเมตร

 

ถูกต้อง สิงโตหิมะ! ในยุคนี้มันถือเป็นสุนัขสายพันธุ์หนึ่งและยังเป็นเพียงสุนัขขนาดกลางเท่านั้น

 

เดินอย่างรีบร้อนอยู่ด้านหน้าของเกาเผิง ชายในชุดสูทที่ดูเหมือนพนักงานออฟฟิศมีนกแก้วสีแดงดำเกาะอยู่บนบ่า

 

ขณะที่พวกเขาเดินผ่านสิงโตหิมะ นกแก้วสีแดงดำกลับถ่มน้ำลายออกมาอย่างเย็นชา “โง่ โง่” มันส่งเสียงเย้ยหยัน

 

สิงโตหิมะหยุดเท้าและหันหน้ามาทางนกแก้วตัวนั้นพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

“โง่ โง่ มองหาแม่แกเหรอ!” นกแก้วส่งเสียงที่แหลมคมของมันออกมา

 

“โฮ่ง!” สิงโตหิมะแลบลิ้นเลียนกแก้วอย่างมีความสุข

 

นกแก้วกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าและทิ้งเจ้านายที่ใส่ชุดสูทของมันให้เผชิญหน้ากับน้ำลายของสิงโตหิมะเพียงลำพัง

 

ป้าผู้หญิงเร่งกล่าวขอโทษ ขณะที่ชายชุดสูทเผยรอยยิ้มขมขื่นและกล่าว “ไม่เป็นไร มันเป็นความผิดของเจ้านกแก้วปากเสีย ผมคุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวผมจะไปเปลี่ยนชุดที่ทำงาน”

 

นี่คือวิถีชีวิตบนท้องถนนของคนยุคนี้ ผู้คนทั้งหมดพยายามปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ใหม่เหล่านั้น

 

ด้านหลังชายชุดสูทเป็นชายชราอายุประมาณเจ็ดสิบ เขาเดินมากับคางคกหลากหลายสีสันที่มีขนาดเท่าโม่หิน หูดแต่ละก้อนบนแผ่นหลังของมันยังมีขนาดเท่ากับลูกปิงปอง นี่คือคางคกห้าสี มันเป็นคางคกที่ไม่มีพิษ ด้วยเหตุผลบางประการ ผู้คนกลับรู้สึกว่ามันน่ารักและน่าเลี้ยงดู กล่าวได้ว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

ทั้งหมดทำให้ต้าซื่อกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดูธรรมดามาก อย่างไรก็ตามหากสังเกตอย่างพิถีพิถัน คนผู้หนึ่งจะพบว่ามันค่อนข้างน่ารัก…น่ารักในทางน่าเกลียด

 

มีคนเพียงหยิบมือที่เดินลำพังอยู่บนท้องถนน ขณะที่ผู้คนจำนวนมากเดินเคียงคู่อยู่กับสัตว์อสูรของพวกเขา แต่ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรชนิดใด พวกมันก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือพวกมันถูกผูกมัดไว้ด้วยสายจูง ในความเป็นจริงสัตว์อสูรสามารถทำลายสายจูงได้อย่างง่ายดาย มันเป็นเพียงการควบคุมการเคลื่อนไหวของสัตว์เลี้ยงเพื่อไม่ให้พวกมันไปรบกวนผู้อื่นเท่านั้น นี่คือการแสดงความเคารพต่อผู้คนในสังคมของพวกเขา

 

เกาเผิงมาถึงโรงเรียนในที่สุด เขาใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเดินทางจากบ้านมาถึงโรงเรียน ปัจจุบันโรงเรียนทุกแห่งอยู่ภายใต้การดูแลควบคุมของรัฐบาลทั้งหมด ไม่มีโรงเรียนเอกชนอีกต่อไป

 

ไม่ว่ายุคสมัยใด การศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญเสมอโดยเฉพาะโลกยุคใหม่ใบนี้ เด็กมีจิตใจที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาและหลงทางได้ง่าย วัยเด็กเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะหลอมสร้างตัวตนของพวกเขาขึ้นมา

 

ช่วงเวลาอันสงบสุขในอดีต เด็กมีปัญหามักจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติทางจิตใจและสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบัน มันแทบไม่สามารถระบุได้ว่าใครจะก่อปัญหาขึ้นในอนาคต คนดีผู้หนึ่งอาจสร้างพันธสัญญาเลือดกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเกินไปและไม่สามารถควบคุมกระทั่งส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อโลกใบนี้

 

กลับมาที่เกาเผิง เขาเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมฉานของเมืองฉานอัน มันเป็นโรงเรียนที่อยู่บริเวณชานเมืองและใกล้กลับลานฝึกซ้อมของกรมตำรวจ

 

นอกเมืองฉานอันกลายเป็นป่าดึกดำบรรพขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอันตรายนานาชนิด

 

แต่ป่ารอบเมืองฉานอันได้รับการตรวจสอบโดยรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว มันไม่มีสัตว์อสูรที่น่ากลัวเกินไปอาศัยอยู่ แม้พวกมันจะปรากฎตัวขึ้นเป็นบางครั้ง รัฐบาลก็จะส่งกองกำลังเข้าไปกำจัดพวกมันอย่างรวดเร็ว

 

ยังมีกองทัพทหารประจำการอยู่บริเวรชายป่าเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรที่อันตรายออกมาจากป่าและสร้างความเสียหาย มีเพียงสัตว์อสูรอ่อนแอไม่กี่ตัวที่สามารถเร่ร่อนอยู่รอบนอกของป่าหรือเข้ามาในเมือง นี่เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ฝึกสอนสัตว์อสูรได้เรียนรู้เกี่ยวกับพวกมัน

 

ด้านหน้าประตูโรงเรียน มันเต็มไปด้วยรถบัสสีดำแดง รถแต่ละคันสร้างขึ้นจากโลหะชนิดพิเศษหนาสามชั้นและมีหนามแหลมพุ่งออกมารอบคัน ล้อรถสร้างขึ้นจากต้นยางกลายพันธุ์ มันแข็งแกร่งและยืดหยุน กระสุนปืนขนาดเล็กไม่สามารถเจาะทะลวงพื้นผิวของมัน

 

เกาเผิงมองรถบัสอย่างไม่ละสายตาและคาดเดาว่าแม้แต่สัตว์อสูรชั้นยอดก็อาจไม่สามารถทำลายรถบัสเหล่านี้

 

“นักเรียนชั้นปีที่สองห้องสามมารวมตัวกันที่นี่” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหน้าประตูโรงเรียน

 

ด้านหน้าของรถบัสคันหนึ่งมีหญิงผมแดงสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบหกเซนติเมตรในแจ็คเก็ตหนังสีดำกับกางเกงยีนส์ถือป้ายที่เขียนว่า ชั้นปีที่สองห้องสาม (ม.5) เอาไว้ในมือ

 

“อรุณสวัสดิ์ อาจารย์มู่หลาน” เกาเผิงวิ่งเข้าไปทักทายเธออย่างสุภาพ

 

มู่หลาน ชิงอี้ หญิงที่มีน้ำหนักร่างกายไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยกิโลกรัมเผยรอยยิ้มก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “อืม เกาเผิง ขึ้นรถก่อนได้เลย”

 

นักเรียนที่พวกอาจารย์มักจดจำได้อย่างแม่นยำมีอยู่สองประเภท หนึ่งนักเรียนคะแนนดี สองนักเรียนเกเร

 

เกาเผิงอยู่ในกลุ่มนักเรียนคะแนนดี เขาค่อนข้างเงียบและไม่เคยสร้างปัญหา

 

เมื่อขึ้นไปบนรถบัส เกาเผิงพบว่ามีบางคนขึ้นมาก่อนแล้ว โดยปกติเกาเผิงไม่เคยมีปัญหากับเพื่อนร่วมห้องคนไหน อย่างน้อยก็ในความคิดของเขา ในความเป็นจริงหลังจากพ่อแม่ของเขาจากไป ผลการเรียนของเกาเผิงดีขึ้นอย่างมาก นั่นทำให้เขาได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มเพื่อน

 

ตะขาบกรงเล็บเหลืองหลังม่วงที่เกี่ยวพันอยู่บนแขนขวาของเกาเผิงดึงดูดความสนใจของเพื่อนร่วมห้องทันที

 

“ว้าว…น่ารักจัง”

 

“ตะขาบน้อยที่น่ารัก”

 

“โอ้ นั่นคือตะขาบกรงเล็บเหลืองหลังม่วงใช่ไหม? มันเป็นสัตว์อสูรระดับแนวหน้าในกลุ่มสัตว์อสูรสามัญ ใครจะคิดว่าครอบครัวของเกาเผิงจะเลี้ยงสัตว์อสูรที่ทรงพลังชนิดนี้เอาไว้”

 

“แต่เกาเผิงไม่ใช่เด็กกำพร้างั้นหรือ? แล้วเขาได้รับตะขาบกรงเล็บเหลืองหลังม่วงมาได้อย่างไร? เขาต้องยืมมันมาจากบางคน?” เสียงที่ไม่เป็นมิตรสายหนึ่งดังขึ้นและทำให้บรรยากาศในรถบัสกลายเป็นเย็นเยียบไปในทันที