0 Views

Chapter 85: นักเลงอันนองเลือด

กลางคืนนั้นคล้อยต่ำลงและหวังหยู่ก็กอดภรรยาของเขาจนหลับไป

 

แต่เงานั้นก็พุ่งผ่านโคมไฟบนถนนด้านนอก

 

แขนด้านหนึ่งนั้นถูกแปะพลาสเตอร์ ในขณะที่อีกข้างนั้นถูกพันด้วยผ้าพันแผล ชายคนนี้คือพี่ชายฮุย คนที่หวังหยู่นั้นพึ่งสอนบทเรียนไป

 

พี่ชายฮุยนั้นเป็นนักเลงที่ไม่มีรายได้ที่คงที่ เขานั้นพยายามที่จะหารายได้ทางอื่น ตั้งแต่ที่มันเกือบจะปีใหม่แล้ว

 

แต่ด้วยรูปลักษณ์ของเขาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าเขานั้นทำร้ายผู้คนและบังคับพวกเขาให้จ่ายเงินมา เขาก็ไม่สามารถที่จะยืมเงินใครได้ ตั้งแต่ที่มันไม่มีทางอื่นที่จะได้รับเงินมา เขาก็วางแผนที่จะขายสร้อยหยกที่หวังหยู่ให้เขามา

 

พี่ชายฮุยนั้นเป็นนักเลงมาเป็นเวลาหลายปีและเขาก็มีประสบการณ์มาบ้าง เขานั้นเห็นว่าจี้ที่หวังหยู่ให้เขามานั้นมีมีค่า ถ้าเขามีทางอื่นที่หาเงินได้เร็วเท่านี้ละก็ เขาก็คงไม่ขายจี้นี้อย่างแน่นอน

 

ภายใต้แสงจันทร์ พี่ชายฮุยก็มาถึงซอยเล็กๆซอยหนึ่ง และก็เปิดประตูเข้าไปในโรงจำนำ

 

โรงจำนั้นนั้นเป็นอาชีพที่เก่าแก่อย่างมาก แม้ว่าผู้คนส่วนมากจะคิดว่ามันไม่มีพื้นที่ในสังคมสำหรับโรงจำนำ มันก็ไม่ใช่ในกรณีนี้ ในสังคมนั้น ถ้าเงินเป็นสิ่งจำเป็นต่อทุกสิ่ง โรงจำนำก็ยังคงเจริญเติบโตต่อไป

 

ร้านนี้ถูกเรียกว่า   “โรงจำนำโมริ” เจ้าของร้านนั้นเป็นผู้ชายที่ชื่อว่าโมริหลี่ เขานั้นเป็นผู้ประสบการณ์เกี่ยวกับความลับของสังคมและเป็นที่รู้จักในปู่โมริ

 

ในวัยเยาว์ ปู่โมรินั้นขายอาวุธ ยา และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงข้ามกับกฎหมาย แต่ในวันนี้ปู่โมรินั้นแก่ขึ้นและเขาก็ทิ้งชีวิตแบบนั้นไว้ด้านหลัง และเปิดโรงจำนำเพื่อช่วยหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เขาสามารถที่จะถูกพิจารณาว่าเป็นชายที่ดีคนหนึ่งในวงการ

 

ตามธรรมชาติแล้ว ยิ่งมีตัวตนสูงส่งแบบเขานั้นก็จะไม่สนใจเกี่ยวกับเงิน เขานั้นเปิดร้านเพียงแค่ฆ่าเวลาเล่นเท่านั้น

 

พี่ชายฮุยนั้นนั่งบนโซฟาอย่างกระวนกระวายใจ ในขณะที่ปู่โมรินั้นนั่งตรงข้ามกับเขาและกำลังจิบชา แล้วเขาก็ถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นฮุย ทำไมนายถึงวิ่งมาในชั่วโมงแบบนี้กัน? ชายแก่คนนี้ก็จำเป็นที่จะต้องนอนหลับด้วยเช่นกันนะ”

 

“ปู่โมริ ผมได้ของดีบางอย่างมาก ผมต้องการให้ปู่ดูมันครับ!”พี่ชายฮุยรีบตอบกลับ

 

เมื่อเขาพูดเสร็จ พี่ชายฮุยก็เอามือล้วงไปในกระเป๋าตังและเอาจี้ออกมา

 

ตาของปู่โมรินั้นเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เมื่อเขามองไปที่จี้แล้วเขาก็พูดขึ้น “นี่คือสิ่งของระดับสูงที่นายมี มันไม่เป็นเพียงแค่หยกที่มีค่ามากธรรมดา การสร้างของมันก็ยังยอดเยี่ยม! มันมีค่าอย่างน้อย 500000!”

 

“จริ….จริงเหรอ?”พี่ชายฮุยถามอย่างตื่นเต้น

 

ในตอนแรกพี่ชายฮุยนั้นคิดว่าจี้หยกนี้ก็มีค่าบ้าง ใครจะไปคิดว่าชายที่ให้สิ่งนี้กับเขาจะใจกว้างขนาดนี้ ให้รางวัลเขาพร้อมกับสิ่งของที่ล้ำค่าแบบนี้กัน…

 

“ดังนั้นนายต้องการที่จะขายสิ่งนี้ให้กับโรงจำนำสินะ…หือ?”เพียงแค่ปู่โมริกำลังจะถามพี่ชายฮุยว่าเขามีเจตนาอะไรกับจี้นี้ เขาก็รู้สึกเห็นแถวแกะสลักเล็กๆอยู่ด้านข้างจี้

 

“ผู้นำตระกูลหวัง”

 

หัวใจของปู่โมริเต้นระรัวเมื่อเขาอ่านคำพูดเหล่านั้น แล้วเขาก็ถามพี่ชายฮุยอย่างลังเลใจ “นายไปเอามันมาจากไหน?”

 

“มันเป็นค่าชดใช้…”พี่ชายฮุยรีบตอบเมื่อเขาเห็นการแสดงออกของปู่โมริ

 

“ไร้สาระ! นี่เป็นสิ่งของของผู้นำตระกูลหวังเขตเหนือ ซึ่งเป็นญาติกับคนที่มีนามสกุลหวังและให้นายมานี่อะนะ?”ปู่โมริดุด่าพี่ชายฮุยอย่างโกรธเคือง

 

“นี่มัน…ผม…”พี่ชายฮุยพูดอย่างตะกุกตะกัก เมื่อเขามองไปที่การแสดงออกกันกราดเกรี้ยวของปู่โมริ มันเหมือนกับว่าชายแก่คนนี้เตรียมที่จะฆ่าเขาได้

 

ปู่โมรินั้นทำให้ใจเขาเย็นลง เมื่อเขาเห็นพี่ชายฮุยหวาดกลัว เขาก็พูดอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง “ให้ฉันบอกนะชายหนุ่ม มีคนสามประเภทที่นายไม่สามารถยั่วยุได้ในโลกนี้ ตำรวจและทหาร คนพวกนี้นั้นเป็นคนที่ใช้กฎหมายที่ไม่ควรที่จะยั่วยุเด็ดขาด คนประเภทอื่นนั้นก็คือผู้คนที่หลบซ่อนตัวไว้อยู่ นายควรที่จะซ่อนทันทีที่นายเห็นพวกมัน!”

 

“คนที่หลบซ่อนไว้อยู่?”พี่ชายฮุยไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด

 

“ผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้! คนพวกนี้ไม่หวาดกลัวนักเลงที่ถืออาวุธแบบพวกนายหรอก นิยายกำลังภายในพวกนั้นมันไม่ได้แตกต่างมากกับความเป็นจริง คนบ้าพวกนั้นไม่ขยิบตาแม้แต่นิดเดียว เมื่อพวกเขานั้นสังหารหมู่ครอบครัวพวกนายเลยละ!”

 

“อ๊า…”พี่ชายฮุยนั้นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง เขานั้นพึ่งจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ผมเข้าใจมันแล้วครับ ดังนั้นตระกูลเหนือในเขตเหนือที่คุณพูดนั้นเป็นกลุ่มคนของผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ใช่ไหม?”

 

พี่ชายฮุยนั้นมีการแสดงออกบนใบหน้าที่ตึงเครียดอย่างมาก ก่อนหน้านี้เขานั้นเคยคิดเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้นั้นเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาก็ไม่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้เลย บาดแผลที่เขาได้รับนั้นย้ำเตือนความเจ็บปวดกับความเป็นจริง

 

“ถูกแล้ว! หลี่ทางทิศใต้ หวังทางทิศเหนือ เฉินทางตะวันออก หยางทางตะวันตก นี่คือครอบครัวของผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้อันยอดเยี่ยมในประเทศจีน อย่าดูถูกตระกูลหวังว่าเป็นเพียงระดับสอง ในความเป็นจริง ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นสูงมากกว่าสามครอบครัวรวมกันซะอีก! นายขโมยจี้หยกของผู้นำของเขาไป”ปู่โมริตอบ

 

“ผม….ปู่โมริ ผมจะบอกความจริงว่า จี้หยกนี้มีใครบางคนให้ผมมา มันเป็นบางสิ่งที่ผมไม่ได้ขโมยมันมา”พี่ชายฮุยร้องไห้เมื่อเขาอธิบาย

 

“ใครจะไปสนว่านายได้มันมายังไง นายควรที่จะขว้างมันทิ้งไป นายทำให้หายนะนั้นหล่นลงมาบนตัวนาย เชื่อฉันว่า นายไม่ควรที่จะยั่วยุคนพวกนี้เลย พวกเราไม่ได้ต่างไปจากมดในสายตาของพวกเขา….”ปู่โมริหัวเราะอย่างเย็นชา

 

“ปู่โมริ ปู่มีประสบการณ์มากมาย ทำไมปู่ไม่เอาจี้นี้ไปละ ผมจะรู้สึกขอบคุณมากถ้าปู่ให้เงินผมแค่นิดเดียวกับมัน แต่ผมก็จะไม่โทษปู่เลย ถ้าปูไม่ให้ผมแม้แต่แดงเดียว”

 

พี่ชายฮุยนั้นหวาดกลัวกับสิ่งที่ปู่โมริได้บอกเขา หลังจากที่โดนทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมภายในวันเดียวกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะเล่นกับไฟอีกแล้ว

 

“เหลวไหลหน่าไอ้เด็กเวร ฉันก็ยังต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสงบนะ”ปู่โมริพูดอย่างไม่สนใจ แล้วเขาก็ส่งสัญญาณให้พี่ชายฮุยจากไป

 

“ปู่โมริ…..ปู่ดูผมเติบโตมานะ…”พี่ชายฮุยคุกเข่าลงกับพื้นอย่างน่าสลด

 

“นี่ เอามันไป ถือว่ามันเป็นความสงสารของชายแก่คนนี้ ฉันจะเก็บจี้มันไว้กับฉันก่อน แต่เอ็งอย่าไปพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้กับคนอื่น มิฉะนั้นละก็ พวกเราก็ไม่สามารถที่จะรับผลที่ตามมาไหว!”ปู่โมริกัดฟันพูดแล้วเขาก็เก็บจี้ไปอย่างไม่เต็มใจ

 

“ผม….ผมเข้าใจครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อน!”พี่ชายฮุยพยักหน้าแล้วเขาก็หันกลับและเตรียมจะออกจากร้าน

 

“เดี๋ยวก่อน!”ปู่โมริตะโกน

 

“มีอะไรอีกเหรอครับปู่?”พี่ชายฮุยถามขึ้น

 

ปู่โมริก็หยิบกองธนบัตรออกมา และก็ขว้างมันไถลไปกับโต๊ะแล้วเขาก็พูดขึ้น “นี่เงิน 10000 เอาไปทำตามสิ่งที่นายต้องการซะ”

 

“ครับ ขอบคุณมากครับปู่!”

 

พี่ชายฮุยก็รีบหยิบปากกาและเขียนไปที่กระดาษที่วางอยู่รอบๆโรงจำนำ ก่อนที่จะวิ่งออกมาจากซอย

 

ปู่โมริก็นั่งอยู่บนโซฟาและกำลังจับไปที่จี้อย่างพึงพอใจแล้วเขาก็พึมพำกับตัวเอง “วัยรุ่นสมัยนี้นี่นับวันยิ่งใจเสาะมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้….ฮ่าๆ มันจะมีคนประเภทนั้นในสังคมปัจจุบันได้ยังไงกัน? แม้กระทั่งฉันจะไม่เชื่อนิทานหลอกเด็กเก่าๆแบบนั้นก็ตามที แต่จี้หยกนี่เป็นของจริง….ไอ้โง่นั่นไม่ได้ฉุกคิดขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะขว้างมันให้ฉัน ตระกูลหวังจะดีได้อย่างไร ถ้าผู้นำของมันยังโยนทิ้งจี้หยกเล่นแบบนี้…”

 

…..

 

หวังหยู่ก็ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันต่อมาแล้วก็เข้าไปในเกม การเป็นผู้เชี่ยวชาญการเล่นเกมนั้นไม่ได้ง่ายเลย นอกจากการท้าทายดันเจี้ยนและการทำเควส พวกเขาก็ใช้เวลาทั้งวันในการฟาร์มมอนสเตอร์ และก็พยายามอย่างสุดชีวิตในการเก็บระดับของพวกเขาให้มากกว่าคนอื่น

 

เมื่อเขาเข้าไปในเกม หวังหยู่ก็ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งที่เขาพลาดไป บนถนนนั้นเห็นได้ชัดว่าถูกทำลายโดยการต่อสู้อันดุเดือด มันเหมือนกับว่าระบบนั้นยังคงไม่ซ่อมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเมือง

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมเมืองมันเละขนาดนี้กัน?”หวังหยู่ส่งข้อความไปในช่องแชทกิลด์

 

“นายไม่รู้เหรอ? มันมีเหตุการณ์ที่ใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้!”ขุนนางครอทตอบกลับเขาอย่างรวดเร็ว

 

“เหตุการณ์อะไร?”

 

“ซิมโฟนีที่ล้มเหลวและพันธมิตรอันนองเลือดนั้นเริ่มทำสงครามกันที่นี่เมื่อคืน มันใช้เวลาทั่วทั้งคืนและมันพึ่งจะหยุดไปไม่นานเอง…”ดาบน้ำแข็งเพิ่มเข้าไป

 

“มันเป็นความจริงงั้นเหรอ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”หวังหยู่ถามอย่างสงสัย

 

“ไม่มั่นใจ แต่ฉันได้ยินมาว่าเกี่ยวกับขโมยฆ่า…”ขุนนางครอทตอบกลับ

 

“ฮ่าๆๆ พวกนายไม่รู้เหรอ? มันเกิดขึ้นมาจากใครบางคนที่เรียกว่านักเลงอันนองเลือด”ดาบน้ำแข็งหัวเราะอย่างพึงพอใจ

 

“เอ่อ…”หวังหยู่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี….นักเลงอันนองเลือด…ไม่ใช่พี่ชายฤดูใบไม้ผลิงั้นเหรอ?