0 Views

Chapter 25: ดูเอล

“นี่มันหมายความว่าอะไรกัน?”หวังหยู่ค่อนข้างช็อค ทำไมกลุ่มยามนั้นพุ่งมาที่นี่เพื่อที่จะทำให้เขากลัวแค่นั้น?

 

กัปตันของยามพูดอย่างทื่อๆ “ดังนั้นนี่ก็คือท่านขุนนางกระทิงเหล็ก! พวกเรากำลังครุ่นคิดอยู่เลยว่ามีพวกวายร้ายเข้ามาในเมือง!”

 

“วายร้าย? ไม่ใช่เขาเรอะ?”ดาบน้ำแข็งชี้ไปที่หวังหยู่และตอบกลับ

 

“เฮ้ เฮ้ เฮ้ อย่าลืมไปว่าทำไมผมถึงฆ่าพวกนั้น และในตอนนี้นายก็ไม่ขอบคุณผมด้วยซ้ำ ไอ้เด็กบัดซบ!”หวังหยู่ด่าอย่างโกรธๆ

 

“ท่านขุนนางกระทิงเหล็ก ท่านได้สังหารกลุ่มโจรร้ายอันธกาลจากหุบเขา ท่านเป็นฮีโร่ของเมืองเรา! ท่านเจ้าเมืองนั้นต้องการที่จะเจอท่าน!”หัวหน้ายามพูดต่อ

 

เมื่อเขาได้ยินคำพูดของหัวหน้ายาม หวังหยู่ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมพวกเขาถึงเลิกไล่ล่าต่อ เนื่องจากค่าคุณธรรมของเมืองรัตติกาลที่เขาได้รับมันมานี่เอง!

 

“โอเค ผมจะไปหาเขาในภายหลัง!”

 

“อื้ม!”

 

ยามพยักหน้า และพวกเขาก็กลับไปจัดตำแหน่งก่อนหน้านี้และกลับเข้าไปในเมือง

 

ทุกคนที่อยู่ตรงนี้นั้นช็อคกับฉากที่พวกเขาพึ่งเห็น “นายเห็นนั่นไหม ยามเมืองนั้นมาที่นี่เพื่อที่จะพูดคุยกับชายคนนั้น!  ด้วยตัวของพวกเขาเองด้วย!”

 

“ใช่เลย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ฉันคิดว่ากลุ่มคนโง่พวกนี้นั้นไม่สามารถที่จะพูดได้ซะอีก?”

 

“บางทีอาจจะเป็นเควสลับก็ได้นะ? ไปดูมันกันเถอะ!”

 

ในเวลานั้นเองทุกคนก็ไปถึงข้อสรุปเดียวกันและเดินไปหายาม

 

“เฮ้ ขอโทษนะครับ….”

 

ยามนั้นไม่มีท่าทีที่จะหยุด แม้กระทั่งพวกเขานั้นถูกล้อมรอบโดยเหล่าผู้เล่น พวกเขาก็ยังคงมีการแสดงออกที่จริงจังและเคร่งขรึมบนใบหน้าของพวกเขา พวกเขาก็เดินตรงไปยังประตูเมืองต่อไป และกระแทกกับเหล่าผู่เล่นนั้น..

 

“นั่นมันเยี่ยมมาก! พี่ทำยังไงถึงไม่ได้รับความผิดกับการสังหารผู้เล่นคนอื่นหรอ?”

 

หวังหยู่หัวเราะ “มันก็เป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้นแหละ เดินทางกันต่อเถอะ มีผู้คนมากมายกำลังรอพวกเราอยู่!”

 

“อื้ม!”ดาบน้ำแข็งพยักหน้า เขาเหมือนกับตื่นเต้นมากที่หวังหยู่นั้นเหมือนกับได้รับอะไรบางอย่างมาก มันเหมือนว่าเขานั้นผ่านภารกิจพิเศษมา

 

เมื่อพวกเขาไปถึงโรงฝึกแล้ว หวังหยู่ก็ตระหนักได้ว่ามันไม่ค่อยมีผู้เล่นมากเท่าไหร่ในนิกายซวนเฉิน

 

“นี่คือคู่ของเพื่อนรักที่ชื่อ ไร้ความกลัวและโบซอน!”ดาบน้ำแข็งชี้ไปที่นักรบและนักบวชที่อยู่ตรงมุมของโรงฝึก เมื่อเขาแนะนำกับพวกเขา

 

หวังหยู่ยิ้มให้กับทั้งคู่ แล้วเขาก็พยักหน้า

 

โบซอนนั้นมีการแสดงออกที่เต็มไปด้วยอารมณ์มากเมื่อเขามองเห็ฯหวังหยู่มาถึง

 

“นี่คือรัศมีฤดูใบไม้ผลิ พี่ชายฤดูใบไม้ผลิ! พี่มันโคตรเยี่ยมเลย!”ดาบน้ำแข็งชี้ไปที่ชายวัยกลางคนที่สวมใส่หมวกแหลม (อุปกรณ์ของนักเวทย์)และพูด

 

“สวัสดีครับ พี่ชายฤดูใบไม้ผลิ!”หวังหยู่ทักทายอย่างสุภาพ

 

รัศมีฤดูใบไม้ผลิมองไปที่หวังหยู่และอุทาน “นายมีการแสดงออกที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก กระทิงเหล็ก! นายไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป!”

 

“ขอบคุณพี่ชายฤดูใบไม้ผลิ!”หวังหยู่ตอบกลับ แม้ว่ารัศมีฤดูใบไม้ผลิสามารถที่จะพิจารณาว่าแก่และมีท่าทางที่ดูหยาบช้า ความจริงนั้นก็คือว่าเขานั้นเป็นผู้ชายที่เป็นมิตรมากที่สุดในนิกายซวนเฉิน

 

“ทำไมทุกคนถึงพูดไร้สาระกันมากมายขนาดนั้น! พวกเราจะไปต่อสู้หรือไม่!”ในเวลาเดียวกันเด็กหนุ่มก็ตะโกนอย่างเกรี้ยวโกรธจากด้านบนเวทีดวลในโรงฝึก

 

“นี่คือความทระนงตัว….”ดาบน้ำแข็งรีบอธิบาย

 

“โอ้….”หลังจากที่เห็นความทระนงตัวแล้ว หวังหยู่ก็สูญเสียความอยากสู้ไป

 

เด็กคนนี้นั้นมีอายุประมาณสิบเดปีและยังคงเผยให้เห็นถึงบรรยากาศอันไม่รู้เรื่องรู้ราวรอบๆตัว เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเดรัจฉานจากกิลด์อะโพคาลิปส์แล้ว เขาก็เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่เลย

 

“มันไม่ต่างจากข่มขู่เด็กน้อยเลย!”หวังหยู่รีบบอกฝูงชนอย่างกระวนกระวายใจ

 

ฝูงชนส่ายหัว “เพียงแค่ตีเขา! นายไม่ต้องแสดงความเมตตาให้เขาเห็น!”

 

“แต่….ผมไม่คิดว่าผมจะยั้งตัวเองอยู่…”

 

หนึ่งในกฎพื้นฐานของผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้นั้นก็คือพวกเขาไม่สามารถที่จะใช้เทคนิคในการข่มขู่เด็ก การต่อสู้กับความทระนงตัวนั้นเหมือนกับทำลายกฎนี้โดยตรง ถ้าเรื่องนี้ถูกพูดออกไปละก็หวังหยู่ก็ไม่กล้าที่จะแสดงใบหน้าให้เห็นในโลกแห่งศิลปะการต่อสู้อีกเลย

 

ความทระนงตัวตะโกนอย่างไม่มีความอดทน “นายกล้าที่จะสู้กับฉันหรือไม่ละ? เพียงแค่ขึ้นมา! ถ้านายไม่กล้าที่จะสู้ละก็นายก็ต้องยอมรับตัวเองว่านายหน่ะเป็นไอ้ขี้ขลาด! หลังจากนั้นก็ให้ปู่คนนี้ชี้จุดบกพร่องแก่นายสักจุดหรือสองจุด!”

 

“ยอมรับว่าผมเป็นคนขี้ขลาด?”หลังจากฟังคำพูดของฝั่งตรงข้าม จิตวิญญาณแห่งศักดิ์ศรีของหวังหยู่ก็ถูกจุดขึ้น

 

ตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็ก หวังหยู่เป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ แม้กระทั่งในโลกของผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ ถ้าเขาเป็นอันดับสองละก็จะไม่มีใครที่เป็นอันดับหนึ่ง แต่เด็กด้านหน้าเขานั้นต้องการที่จะให้เขายอมรับตัวเองว่าเป็นไอ้ขี้ขลาด!

 

เด็กสารเลวนี่ไม่รู้ว่าโลกอันกว้างใหญ่ที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

 

“มานี่ซะและให้ลุงสอนเอ็งเอง!”หวังหยู่ตะโกนเมื่อเขากระโดดขึ้นบนเวทีดวล

 

เมื่อความทระนงตัวเห็นหวังหยู่กระโดดขึ้นบนเวที เขาก็รีบพุ่งเข้าไปโจมตี โดยไม่ให้หวังหยู่ได้เวลาเตรียมตัวเองเลยและเขาก็ใช้ [เตะด้านข้าง] ใส่หวังหยู่

 

เมื่อผู้เชี่ยวชาญนั้นตัดสินใจที่จะขยับนั้นทุกคนก็สามารถที่จะบอกได้ว่าเขานั้นโม้หรือว่าไม่

 

จากการโจมตีเพียงครั้งเดียวหวังหยู่ก็สามารถที่จะบอกได้ว่าความทระนงตัวนั้นใช้โหมดอิสระอยู่

 

เกือบทุกสกิลของนักต่อสู้นั้นใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ ปกติแล้วพวกเขาก็จะไม่ใช่อาวุธอย่างอื่นเลยในการต่อสู้ นี่ทำให้ผู้คนมากมายคิดว่าทุกคนที่ใช้โหมดอิสระ อาชีพนักต่อสู้ก็ยังอ่อนแอที่สุด

 

สำหรับความทระนงตัว นักต่อสู้ที่กล้าที่จะใช้โหมดอิสระนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กคนนี้มีความสามารถบางอย่าง

 

เริ่มต้นจาก [เตะด้านข้าง] ให้ฝั่งตรงข้ามกระเด็นขึ้น และหลังจากนั้นก็ตามด้วย [หมัดกระแทก] และ [เข่าลอย] ทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น นี่คือคอมโบพื้นฐานที่สุดของนักต่อสู้ที่ใช้กัน

 

เมื่อทุกสกิลนั้นทำคอมโบกันนั้น ผลลัพธ์นั้นก็จะทำให้เพิ่มความเสียหายเพิ่มเติมไปอีกหนึ่งร้อยหน่วย

 

เมื่อเขามองไปที่การเคลื่อนไหวของความทระนงตัวแล้ว หวังหยู่ก็ตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ทำได้เพียงแค่พูด

 

แต่เมื่อพบกับหวังหยู่นั้นเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของความทระนงตัว!

 

หวังหยู่นั้นเลืออาชีพนักต่อสู้ด้วยตัวเอง ยิ่งกว่านั้น เขาก็รู้เกี่ยวกับความสามารถของอาชีพนักต่อสู้ลึกมาก ซึ่งต้องขอบคุณศิลปะการต่อสู้ที่เป็นพื้นหลังของเขา เขารู้ด้วยว่าการที่จะจัดการนักต่อสู้คนอื่นนั้นทำได้อย่างไร

 

โดยปราศจากการให้การโจมตีของความทระนงตัวนั้นถึงเขา หวังหยู่ก็ขยับร่างกายของเขาและก้าวไปด้านหน้าเมื่อเขายืดขาขวาของเขาผลักไปที่ความทระนงตัว

 

“ปึ้ก!!”

 

หวังหยู่นั้นใช้แรงจากการเคลื่อนไหวของความทระนงตัวและผลักเขาลงจากเวทีโดยไม่แม้แต่ใช้มือของเขาเลย หวังหยู่นั้นก็ได้จัดการความทระนงตัวเพียงแค่การแลกเปลี่ยนการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว

 

ทุกคนในนิกายซวนเฉินมึนงง

 

ความทระนงตัวนั้นไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป ทุกคนที่อยู่ในกิลด์รู้จักเขามาเป็นเวลาสักพักหนึ่งแล้วและคุ้นเคยกับความสามารถของเขา

 

ความทระนงตัวนั้นจะเล่นอาชีพระยะไกลเสมอๆในเกมอื่น แต่เมื่อเขามาเล่นใน {REBIRTH}เขาก็ตัดสินใจเล่นอาชีพนักต่อสู้อย่างฉับพลัน สิ่งนี้นั้นทำให้ทุกคนนั้นช็อค

 

มันค่อนข้างเป็นเรื่องปกติที่นักเวทย์นั้นจะเปลี่ยนไปเป็นนักธนู แต่สำหรับผู้เล่นที่เล่นอาชีพระยะไกลมาเป็นเวลานานแล้วตัดสินใจที่จะเปลี่ยนกลายเป็นอาชีพนักต่อสู้นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก

 

ความทระนงตัวตัดสินใจที่จะตอบคำถามทุกคำถามของพวกเขา เขานั้นเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและได้รับบทเรียนเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เขายังเด็กเพื่อที่จะทำให้เขานั้นสามารถที่จะปกป้องตัวเองได้ แม้กระทั่งอันธพาลเจ็ดหรือแปดคนก็ไม่สามารถที่จะเข้าใกล้กับเขาได้!

 

เมื่อเขาเข้ามาในเกม ความทระนงตัวก็เหมือนปลาที่แหวกว่ายในน้ำ แม้กระทั่งเขานั้นเลือกอาชีพที่อ่อนแอ แม้ว่าโบซอนที่เรียนวิชาดาบก็ไม่กล้าที่จะพูดว่าเขาสามารถที่จะตีเขาในการต่อสู้ได้

 

ทุกคนในนิกายซวนเฉินสามารถที่จะพิจารณาได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเกมที่พวกเขาเล่นก่อนหน้านี้ แต่เมื่อพวกเขาเปลี่ยนมาเล่น {REBIRTH}ความทระนงตัวนั้นก็ยอดเยี่ยมกว่าพวกเขา เนื่องจากความหยิ่งยโสและความอวดดีตามธรรมชาติของเขา เขาก็ยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งใน {REBIRTH} เมื่อพวกเขานั้นเล่นอยู่ในหมู่บ้านเริ่มต้น

 

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงพยายามที่จะทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างหวังหยู่และความทระนงตัวในโอกาสครั้งแรกที่พวกเขาทำได้ ทุกคนในกิลด์นั้นพยายามที่จะสอนบทเรียนแก่เขาว่ามันยังมีคนที่ดีกว่า ดังนั้นเขาไม่สามารถที่จะหยิ่งยโสขนาดนั้นได้

 

ถึงแม้ว่าทุกคนนั้นรู้ว่าหวังหยู่นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะจัดการความทระนงตัวโดยไม่ต้องออกแรงเลย

 

ใครจะไปคิดว่าความทระนงตัวนั้นจะถูกจัดการโดยที่ยังไม่ได้แตะตัวคู่ต่อสู้ และกระเด็นออกไปจากเวทีดวลอย่างง่ายๆ

 

ความทระนงตัวนั้นไม่ยอมรับกับความพ่ายแพ้ของเขา หลังจากที่เขาเพียงแค่กระเด็นตกเวทีและเสียเลือดเพียงเล็กน้อยแค่นั้น

 

แต่ในสายตาของฝูงชน ความทระนงตัวนั้นพ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว

 

ความทระนงตัวยืนขึ้นและจ้องไปอย่างมึนงงที่หวังหยู่…หลังจากผ่านไปครึ่งนาทีเขาก็ชี้ไปที่หวังหยู่และตะโกน “ไอ้เหี้… นายกล้าดียังไงที่โกง!”

 

หวังหยู่หัวเราะแบบที่แตกต่างออกไป “ดังนั้นนายก็ใช้ศิลปะการต่อสู้สไตล์ชาสินะ”

 

“นายรู้ได้ยังไงกัน???”หลังจากที่ฟังสิ่งที่หวังหยู่พูดเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้สไตล์ชาแล้ว ความช็อคก็ปกคลุมไปทั่วใบหน้าของความทระนงตัว

 

ถึงแม้ว่าศิลปะการต่อสู้สไตล์ชานั้นจะไม่โด่งดังเมื่อเปรียบเทียบกับสไตล์อื่นแบบไทจิ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันอ่อนแอกว่า มันเพียงแค่ค่อนข้างที่จะเป็นความลับมากกว่า เหตุผลที่ความทระนงตัวรู้เกี่ยวกับสไตล์การต่อสู้นี้นั้นเนื่องจากว่าหนึ่งในบอดี้การ์ดของเขานั้นที่ครอบครัวของเขาได้จ้างมานั้นรู้เกี่ยวกับสไตล์ศิลปะการต่อสู้นี้และสอนมันให้แก่ความทระนงตัว ใครจะไปคิดว่าจะมีคนในเกมที่จดจำมันได้อีก?

 

“มาสเตอร์จางและลุงเคยเป็นเพื่อนบ้านกัน ลุงเคยที่จะแลกหมัดกับเขาในอดีต เมื่อลุงยังอายุสิบห้าปี!”หวังหยู่หัวเราะ

 

“อ๊า….”เมื่อความทระนงตัวได้ยินคำพูดของหวังหยู่ ความคิดของเขาก็สับสนไปหมด

 

เมื่อใครบางคนที่รู้เกี่ยวกับโลกของศิลปะการต่อสู้แล้ว ความทระนงตัวก็รู้ว่ามาสเตอร์จางที่หวังหยู่พูดนั้นคือใคร เขานั้นพูดให้ชัดเจนอีกว่า “เขาเคยแลกหมัด”กับใครบางคน

 

มันมีกฎในโลกศิลปะการต่อสู้ที่มีเพียงผู้ชนะที่สามารถที่จะพูดกับคนอื่นได้ว่า “แลกหมัด” กับคนอื่น

 

ไม่มีใครในโลกศิลปะการต่อสู้ที่จะพูดอย่างสบายๆว่าพวกเขาเคย “แลกหมัด”กับคนอื่น ซึ่งมันจะทำร้ายศักดิ์ศรีของคนอื่น ความทระนงตัวนั้นไม่สงสัยเลยกับคำพูดของหวังหยู่

 

ความทระนงตัวนั้นเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ชาจากผู้ฝึกฝนเพียงแค่เวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่หวังหยู่นั้นได้จัดการผู้สร้างของสไตล์การต่อสู้นี้เมื่อเขายังเป็นเพียงแค่วัยรุ่น! มันยังต้องมีการแข่งขันกันอีกด้วยเหรอ?

 

เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความทระนงตัวก็ก้มหัวลงด้วยความอายและพูด “มันไม่จำเป็นที่จะต้องสู้กันต่ออีกแล้ว ฉันยอมรับความพ่ายแพ้!” มันเป็นเรื่องที่น่าตลกอะไรกัน ทำไมเขาถึงยั่วยุใครบางคนที่อยู่ในระดับนั้น!

 

“อื้ม นายไม่ได้ทำให้ตัวเองดูแย่เลย!”เมื่อเห็นความทระนงตัวนั้นยอมรับความพ่ายแพ้อย่างตรงไปตรงมา หวังหยู่ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เมื่อคิดเกี่ยวกับตัวเอง “ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะหยิ่ง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่มีใจแคบ!”

 

“อย่าดูถูกฉัน! ฉันรู้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของความแข็งแกร่งระหว่างพวกเรา! ถึงแม้ว่าฉันจะแพ้ในวันนี้ ฉันก็ไม่ขี้ขลาด! ฉันจะข้ามผ่านนายให้ได้ซักวันหนึ่ง!!!”

 

“ไม่เลวเลย นายมีความกล้า ลุงจะรอนายละกัน!”หวังหยู่มองไปที่ความทระนงตัวและตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้เหมือนกับเขาในตอนที่เขาเด็ก

 

หลังจากที่ความทระนงตัวยอมรับความพ่ายแพ้ ฝูงชนก็รีบพุ่งขึ้นไปบนเวทีดวล

 

“ดูเหมือนว่านายแพ้นะไก่น้อย! บางทีครั้งหน้านายควรที่จะหลบด้านหลังหัวหน้ากิลด์!”

 

“ฮ่าๆ นายเจอคู่ต่อสู้แล้ว! นายก็ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าฉันแต่นายก็ยังกล้าที่จะสู้กับพี่ชายกระทิงเหล็กอีกนะ!!”

 

“เฮะๆ มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือไก่น้อยนั้นเป็นนักพนันที่ดี ที่ไม่เคยลืมหนี้ของเขา นายคงไม่ลืมหนี้ของนายวันนี้ใช่ไหม?”

 

หลังจากที่ฟังคำพูดของพี่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ความทระนงก็มีท่าทางที่มืดมนและหยิบเงินจำนวนมากออกมาและส่งไปให้กับฝูงชน

 

หวังหยู่พูดไม่ออก เหมือนกับว่าความทระนงตัวนั้นพนันว่าเขาจะชนะ เมื่อทุกคนนั้นกำลังลงพนันกัน!

 

เมื่อเขามองไปที่กลุ่มของชายวัยกลางคนที่กำลังรังแกเด็กจนเกือบจะร้องไห้ หวังหยู่ก็หยิบหนังสือสกิลและโยนไปให้ความทระนงตัว “เอามันไปซะ ไม่ต้องเกรงใจ!”

 

ความทระนงตัวอ่านคำอธิบายของสกิลก่อนที่จะตะโกนอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณ พี่ชายกระทิง!”

 

“ไอ้เด็กเวรไม่มีความเคารพเลย เรียกฉันว่าลุง!”

 

“ผมจะเรียกลุว่าพ่อได้เลยด้วยซ้ำ ถ้าลุงต้องการ!”

 

เมื่อเห็นการแสดงออกบนใบหน้าของความทระนงตัว ดาบน้ำแข็งก็ถามขึ้นอย่างช่วยไม่ได้   “พี่ให้สกิลนั่นกับเขาไปอย่างงั้นเรอะ?”

 

“ใช่!”

 

“ไอ้เหี้..!”ดาบน้ำแข็งเปิดเผยท่าทางอันเศร้าสร้อย “ลุงกระทิง นายสามารถที่จะเอาหนังสือเล่มนั้นจากเขาและมาให้ฉันแทนได้ไหมครับ?”

 

“หนังสืออะไรกัน?”ทุกคนนั้นก็เข้าร่วม

 

“หนังสือสกิลอาวุธคู่ที่ทำให้เกิดความเสียหาย 120%และแม้กระทั่งทำให้ฝั่งตรงข้ามยกเลิกสกิลได้อีกด้วย!” ดาบน้ำแข็งร้องไห้

 

“ไอ้เหี้..!!! ลุงกระทิง!!! ให้หนังสือสกิลแก่พวกเราด้วย!!!”

 

หวังหยู่พูดไม่ออก “ไอ้เหี้… มันมีอะไรผิดปกติแน่ๆกับกลุ่มคนกลุ่มนี้!”

 

 

ถึงตอนที่99แล้วครับ Ishliar Fanpage