0 Views

 

เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิ่งจิ่วก็เงยหน้าขึ้นไปมองเขาและเห็นว่าภาพฉายนั้นกำลังค่อยๆจางลง นางจึงรีบเดินเข้าไปหาเขา

 

นางรู้ว่าภาพที่ปรากฏบนอากาศตรงหน้านั้นคือเสี้ยวจิตสำนึกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ได้ด้วยแก่นโลหิต เมื่อแก่นโลหิตหายไปจิตของเขาก็จะหายจากโลกนี้ไปตลอดกาล

 

“ตั้งสติให้ดี สงบจิตใจและลมปราณของเจ้า กระบวนการนี้จะเจ็บปวดอยู่บ้างแต่เจ้าก็ต้องอดทนไว้”

 

ฉู่ป้าเทียนพูดเสียงต่ำและรวบรวมพลังจากแก่นโลหิตสุดท้ายมาห่อหุ้มรอบๆตัวเฟิ่งจิ่ว ลำแสงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าทะลักเข้าสู่ทั่วร่างของนาง เข้าไปตามเส้นชีพจรและเปิดมันออก..

 

[เจ็บ!]

 

[เจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง!]

 

จุดชีพจรทั่วร่างของนางถูกบังคับให้เปิดออกโดยกระแสพลังปราณที่ถูกส่งเข้าไป จากตีบตันให้กลายเป็นเปิดกว้าง ขยายพวกมันจนราวกับว่าจะระเบิดออก เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกมีดเฉือนเนื้อออกไป ความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสทำให้ทั่วร่างของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ

 

ทว่านางกัดฟันอย่างรุนแรง ปฏิเสธที่จะเปล่งเสียงใดๆออกมา มือของนางกำหมัดแน่นจนเลือดไหลออกมาจากบาดแผลที่เล็บนั้นจิกลงไปในเนื้อ

 

ที่นอกอาณาเขตที่ถูกอาคมกั้นไว้ หงส์ไฟน้อยมองสีหน้าของเฟิ่งจิ่วที่เริ่มซีดลงอย่างกังวล เขาอยากร้องตะโกนออกมา ทว่าก็กลัวว่ามันจะทำให้นางเสียสมาธิ เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากมองดูนางทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดจากการเปิดชีพจร

 

เกือบครึ่งชั่วยามกว่ารัศมีที่หุ้มอยู่ทั่วร่างของนางจะจางหายไป เฟิ่งจิ่วทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรงและหอบหายใจอย่างหนัก

 

เมื่อเห็นดังนั้นหงส์ไฟน้อยก็กระโดดขึ้นอย่างเป็นกังวลในทันใด พร้อมตะโกนออกมา

“เจ้าผู้หญิงโง่! เจ้าเป็นอะไรไหม?”

 

เฟิ่งจิ่วดิ้นรนต่อสู้กับความอ่อนเพลียและกล่าวถามกับภาพเลือนๆที่อยู่กลางอากาศ

“ท่านอาจารย์ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

“อาจารย์ของเจ้านั้นได้สิ้นลมไปนานแล้ว เพียงดำรงจิตสำนึกไว้ในแก่นโลหิตเพื่อรอตลอดมา บัดนี้ในที่สุดก็ได้เจ้ามาเป็นศิษย์เพื่อสานต่อเจตจำนง ข้าไม่มีสิ่งใดที่ค้างคาใจอีกต่อไปแล้ว”

 

ฉู่ป้าเทียนมองนางและกล่าวเตือน “เด็กน้อย ก่อนที่เจ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้ จำไว้ว่าเจ้าต้องกระทำการทุกสิ่งอย่างรอบคอบ อย่าให้ผู้ใดทราบว่าเจ้าครอบครองร่างเซียน มิเช่นนั้นเจ้าจะต้องเผชิญกับการฆ่าฟันอันไร้ความหมายมากมายนัก โลกของผู้ฝึกวิชาแห่งวิถีเซียนนั้นโหดเหี้ยมและไร้ปราณี จำไว้ว่าอย่างแรกเจ้าจะต้องแข็งแกร่งและก้าวหน้าขึ้นไปให้ได้”

 

“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ ศิษย์จะจดจำไว้” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ความรู้สึกอันอบอุ่นแล่นเข้ามาในหัวใจ

 

“ข้าไม่สามารถชี้นำเจ้าในการฝึกวิชาได้มากนัก เมื่อเจ้ากลับไปจงอ่านตำราวิชาที่ข้าทิ้งไว้ให้ในแหวนมิติอย่างตั้งใจ และในอนาคตจงหาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อชี้นำเจ้า แต่จงอย่าลืมว่าห้ามละการระมัดระวังลงไม่ว่ากับผู้ใด จงตื่นตัวอยู่เสมอ ความพิเศษของร่างกายเจ้านั้นห้ามให้ผู้อื่นล่วงรู้เป็นอันขาด”

 

“เจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วตอบรับด้วยรอยยิ้ม เวลานี้นางได้ยอมรับเขาเป็นอาจารย์จากใจจริงในที่สุด

 

“ที่นี่อยู่ก้นบึ้งของบ่อน้ำใต้ดิน เจ้าทั้งสองนั้นไม่อาจออกไปจากที่นี่ได้ สิ่งสุดท้ายที่ข้าพอจะทำให้เจ้าได้คือการส่งพวกเจ้าไปที่สุสานพันศาสตรา หลังจากที่เจ้าพบกระบี่คมครามแล้ว จงระวังอย่าเผยมันให้ผู้ใดเห็นโดยไม่จำเป็น มันอาจชักนำปัญหาเข้ามาได้เช่นเดียวกัน”

 

“ท่านอาจารย์ เมื่อไปถึงสุสานพันศาสตราแล้วข้าจะหากระบี่คมครามพบได้อย่างไร?”

 

“สุสานพันศาสตรานั้นคือสถานที่ที่ผู้คนฝังกระบี่และศาสตรา ทว่ามิใช่ว่าทุกคนที่จะเข้าไปในนั้นจะพบกับกระบี่ที่เหมาะสมกับพวกเขา กระบี่เหล่านั้นมีจิตวิญญาณของตัวเองและพวกมันจะเป็นผู้เลือกเจ้าของ กระบี่คมครามเองก็เช่นกัน”

“เจ้านั้นมีแก่นโลหิตของข้าแต่งแต้มอยู่ มันจะช่วยนำเจ้าไปหากระบี่คมคราม ทว่าการที่มันจะยอมรับเจ้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเท่านั้น หากครานี้เจ้าไม่สามารถทำให้มันยอมรับและนำมันกลับมาได้ จงกลับมาที่สุสานพันศาสตราอีกในอนาคตเพื่อกู้คืนมัน”

 

“ข้ารับทราบ”

 

เฟิ่งจิ่วเอ่ยคำสัญญาขณะที่เห็นเขาโบกมือเพื่อยกเลิกอาคมกั้นเขตแดน และหงส์ไฟตัวน้อยก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยขาสั้นๆ

 

ครู่ถัดมานางก็เห็นคลื่นพลังหมุนวนในมือของอาจารย์และพร้อมกับเสียงตะโกนสุดท้าย  “จงไป!”

แล้วร่างของทั้งสองก็ถูกดูดเข้าไปในวังวนของพลังนั้น…..