0 Views

 

 

“หยุดร้องไห้สักประเดี๋ยวแล้วเล่าให้ข้าฟังให้หมด!” นางพูดพลางขมวดคิ้วและคิดในใจ [หากไม่ใช่ว่านางต้องการความกระจ่างเกี่ยวกับจิตเลือนๆที่ปรากฏในหัวนาง และสถานการณ์เบื้องหน้าแล้วละก็ แทนที่จะนั่งฟังเสียงสะอื้นไม่หยุดหย่อนนางคงเดินจากไปนานแล้ว ]

 

เสียงในหัวนางหยุดลงชั่วครู่ เสียงร่ำไห้ก็ลดระดับเป็นเสียงสะอื้น และเหลือเพียงเสียงสูดจมูกเป็นพักๆ

เสียงนั้นไม่ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวอย่างละเอียดมากนักเนื่องด้วยเธอยังฉลาดพอที่จะตระหนักว่าอะไรที่เฟิ่งจิ่วต้องการจะรู้ หลังเล่าจบเธอจึงกล่าวว่า

 

“ข้าสิ้นชีพไปแล้ว และยามนี้ร่างของข้าก็กลายเป็นของเจ้า เฟิ่งจิ่วข้าขอร้องเจ้าเพียงสองประการ

ประการแรก ข้าต้องการให้ซูโร่วหยุนต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ต้องอยู่อย่างทรมานเสียยิ่งกว่าความตาย!

การจะฆ่านางทิ้งด้วยกระบี่นั้นรวดเร็วเกินไป มันไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความเกลียดชังของข้า

ต้องให้นางมีชีวิตอยู่แล้วเผชิญกับความทรมานอย่างไร้ที่สิ้นสุด เยี่ยงนั้นความเกลียดชังจึงจะบรรเทาลง และข้าจึงจะหลับได้อย่างเป็นสุข!  ”

 

เสียงของเฟิ่งชิงเกอเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เวลานี้นางยอมรับความจริงที่ว่านางไม่มีทางเรียกคืนทุกสิ่งกลับมาได้ และต้องการให้ซูโร่วหยุน คนที่ทำให้นางต้องอยู่ในสภาพตกต่ำเยี่ยงนี้ ใช้ชีวิตอย่างทรมานไร้ที่สิ้นสุด!

คิ้วของเฟิ่งจิ่วเลิกขึ้นแต่ก็ไม่กล่าวคำใด มีเพียงตอนจบที่มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย จนไม่อาจกล่าวได้ว่ามันคือรอยยิ้ม

 

ราวกับรู้ว่าเฟิ่งจิ่วคิดสิ่งใด เฟิ่งชิงเกอกล่าวต่อ

 

“ข้าไม่ทราบว่าเจ้ามาจากที่ใด และไม่ทราบว่าเจ้าเคยมีสถานะแบบใดมาก่อน ทว่าจากวิธีที่เจ้าใช้รับมือสถานการณ์และความเยือกเย็นของเจ้าที่ข้าสัมผัสได้ ข้าเชื่อว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดายิ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ไม่โง่เง่าแบบที่ข้าเป็น ต้องพบจุดจบคือถูกผู้อื่นขโมยตัวตน และถูกฆ่าในสถานที่โสโครกเยี่ยงนี้”

 

ดวงตาของเฟิ่งจิ่วสว่างวาบขึ้น มุมปากของนางยกสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ขณะกล่าว “ว่าต่อไป! สิ่งใดคือคำขอประการที่สอง”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิ่งชิงเกอรู้ทันทีว่าเฟิ่งจิ่วได้ตกลงแล้ว นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าขณะเดียวกันเสียงของนางก็เต็มไปด้วยความเศร้าและหดหู่

 

“ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนมีเมตตาอย่างยิ่ง พวกเขาทะนุถนอม และทุ่มเทให้ข้าอย่างมาก ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถดูแลพวกเขาแทนข้า อย่าให้พวกเขาทราบ…. ว่าข้านั้นจากไปแล้ว”

 

นิ้วเรียวงามที่ขาวกระจ่างดุจหิมะเคาะลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล การเคาะเบาๆ นั้นทำให้เฟิ่งชิงเกอกังวลยิ่ง

นางไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเฟิ่งจิ่วคิดอย่างไร นางไม่รู้จะทำเช่นไรและหวาดกลัวคำปฏิเสธจะออกมาจากปากเฟิ่งจิ่ว นางจึงกล่าวว่า

 

“ข้าจะทิ้งความทรงจำทั้งหมดไว้กับเจ้า เพื่อให้เจ้ารับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เฟิ่งจิ่ว เจ้าต้องช่วยข้านะ เจ้าต้องช่วยข้า……”

 

หลังจากเสียงในหัวของนางจางหายไป เฟิ่งจิ่วพลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงในศีรษะ ราวกับมีผู้ใดยัดข้อมูลใส่มัน คิ้วของนางขมวดแน่น  นางหลับตาลงเพื่อทนรับความเจ็บปวด ผ่านไปชั่วครู่กว่าที่นางจะลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในหัวของนางพลันเต็มไปด้วยความทรงจำมากมายที่ไม่ได้เป็นของนาง

 

อาจเป็นเพราะความทรงจำของเฟิ่งชิงเกอหลอมรวมกับนาง เมื่อความทรงจำที่ถูกทำให้เสียโฉมผุดขึ้นมานางสามารถรับรู้ความรู้สึกเดียวกับเฟิ่งชิงเกอในยามนั้น ราวกับว่านางคือผู้ที่ถูกทรมานใต้คมมีดนั้นเอง

 

“ซูโร่วหยุน? ฮ่า ฮ่า น่าสนใจยิ่ง” การหลอมรวมความทรงจำทำให้นางเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน และเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกาย นางลุกขึ้น เดินไปรอบๆศพของชายต่ำช้าและจับมันเปลื้องผ้าเพื่อหาว่ามีสิ่งมีค่าใดหรือไม่

 

นางพบว่าแขนเสื้อข้างหนึ่งของชุดที่นางสวมอยู่นั้นถูกฉีกออก อีกทั้งปกเสื้อก็ถูกฉีกกระชาก

นางจึงตัดสินใจฉีกส่วนหนึ่งของกระโปรงชั้นในมาปิดบังใบหน้าอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เสียโฉมของนางโดดเด่นเกินไป และหากนางต้องการจะหนีจากที่นี่ นางต้องทำโดยไม่ให้ผู้ใดจับได้

 

น่าเศร้าที่แม้ว่าจะค้นทั่วห้องก็ไม่พบเศษผ้าใดๆที่นางจะใช้สวมได้ สำหรับชุดของบุรุษต่ำช้า มันสกปรกโสโครกอย่างยิ่ง และนางไม่ต้องการสวมมัน

 

นางพลันนึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือแหล่งที่เหล่าบุรุษมาเพื่อหาความสำราญกับเนื้อหนังหญิงสาว นางจึงฉีกแขนเสื้ออีกข้างออกเผยให้เห็นผิวอันเนียนละเอียด

นางปรับและแก้ชุดอีกครั้ง จนมันเป็นกลายเป็นชุดกระโปรงไร้แขน นางเหลือบไปเห็นผ้าม่านโปร่งเหนือกรอบเตียงจึงเอื้อมมือดึงมันออกมาเพื่อใช้คลุมไหล่ จากนั้นก็กระโจนออกทางหน้าต่างด้านหลัง

 

นางลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย ดวงตาของนางสำรวจรอบข้างอย่างรวดเร็ว ทว่าพบเพียงทางออกเดียวเบื้องหน้านาง นางหลบเข้าไปยังเรือนเบื้องหน้า กลมกลืนไปกับเหล่าเด็กสาวที่หยอกล้อ และหัวเราะอยู่ภายใน ทว่าเมื่อนางกำลังจะก้าวขาออกจากที่นั่น เสียงกรีดร้องพลันดังขึ้น

“อ๊าาาาา! มีคนถูกฆ่า!”