0 Views

 

 

 

 

ภายใต้สายตาสงบนิ่งที่มองนางอย่างพิจารณา เฟิ่งชิงเกอพลันรู้สึกขวยเขินขึ้นมา นางยกมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มของตนและถามอย่างนุ่มนวล “เหตุใดพี่ใหญ่มู่หรงจึงมองข้าเช่นนั้น? มีสิ่งใดติดอยู่บนใบหน้าข้างั้นหรือ?”

 

เขาไม่ได้ตอบกลับ ทว่าเพียงยิ้มอย่างงดงามให้ “ไปกันต่อเถอะ!”
แล้วเขาก็หันหลังกลับไปยังเส้นทางเดิมและเริ่มเดินทางต่อ

 

เฟิ่งชิงเกอชะงักนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะรีบเดินตามไปและคอยอยู่เคียงข้างเขาขณะที่เดินลึกเข้าไปในป่า

 

ขณะที่พวกเขาเดินทาง นางได้หันไปเหลือบมองเงาร่างอันงามสง่านั้นเป็นพักๆ เขาช่างสมบูรณ์แบบ ช่างอ่อนโยน ทำให้นางตกหลุมรักลึกซึ้งจนไม่อาจควบคุมได้ ทำให้ใจนางคะนึงหาแต่เพียงเขา เพียงแค่ตัวตนของเขาก็ทำให้นางเคลิบเคลิ้มดุจเมามาย

แม้ว่าการได้อยู่กับเขาจะหมายความว่านางต้องใช้ชีวิตที่เหลือด้วยใบหน้าของผู้อื่น นางก็จะไม่นึกเสียใจ

 

ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วกำลังติดอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเลวร้าย เพราะหมีสองตัวข้างหลังไล่ตามนางมากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว

 

เดิมทีนางคิดว่าจะสามารถสลัดพวกมันออกไปได้ไม่ยาก ทว่าหมีทั้งสองนี่วิ่งได้เร็วอย่างคาดไม่ถึง อีกทั้งแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เท้าสัมผัสได้และเสียงขู่คำรามที่ดังมาจากข้างหลังไม่เปิดโอกาสให้นางสามารถชักช้าได้แม้แต่นิด

 

นางไม่อาจลดความเร็วลงได้ ทว่าการจะวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้อย่างไม่หยุดหย่อน ต่อให้เป็นเทพลงมาเองก็คงไม่อาจวิ่งไปได้ตลอดรอดฝั่ง!

 

“อ้าก! หยุดตามข้ามาได้แล้ว! ถ้าเจ้าทำให้ข้าโกรธ ข้าจะสู้ด้วยทุกอย่างที่มีเลยจริงๆด้วย!”

 

นางเงยหน้ากรีดร้อง ความเร็วของนางไม่ลดลง ทว่านางก็เริ่มที่จะหอบขึ้นมาเล็กน้อย

 

นางแค่เด็ดสมุนไพรไม่กี่กำเองนะ! มันร้ายแรงต้องถึงขนาดวิ่งไล่นางมาตลอดหนึ่งชั่วยามเลยรึ!

 

“โฮก! โฮก!”

 

การตอบสนองเดียวที่นางได้กลับมาจากหมีทั้งสองคือเสียงคำรามดังลั่นสองครั้งและความเร็วการไล่กวดที่ไม่ลดลงแม้แต่นิด

 

ทันใดนั้นนางสังเกตว่ามีต้นไม้ใหญ่ที่ดูแข็งแรงอยู่ข้างหน้า นางเหลือบไปมองข้างหลังแว่บหนึ่งก่อนที่จะสูดหายใจเฮือกใหญ่แล้วเร่งความเร็วขึ้นอีก เมื่อใกล้ถึงต้นไม้ใหญ่ นางย่อเข่าลงเล็กน้อยก่อนจะกระโจนขึ้นไปเกาะกิ่งไม้ และรีบปีนป่ายไปตามกิ่งเข้าไปในต้นไม้ใหญ่

 

“ฟู่! เหนื่อยเป็นบ้าเลย”

 

นางนั่งอยู่บนกิ่งไม้สูงและหอบอย่างหนัก ขณะที่เห็นหมีทั้งสองตามมาถึงโคนต้นไม้อย่างรวดเร็วในไม่กี่อึดใจ พวกหมีพยายามที่จะใช้อุ้งเท้าทั้งสี่ของมันปีนขึ้นมา โชคดีที่ต้นไม้ที่นางเลือกนั้นไม่เพียงแข็งแรง แต่ยังมีผิวไม้ที่เรียบลื่นทำให้ยากยิ่งที่จะปีนขึ้นมาได้

 

‘ตึง!’

 

ดังคาด หมีตัวหนึ่งที่พยายามปีนขึ้นมาได้ราวๆหนึ่งเมตรร่วงตกลงไปบนพื้น อุ้งเท้าทั้งสี่แกว่งไปมาในอากาศแต่ไม่อาจคว้าสิ่งใดได้ ทำให้เฟิ่งจิ่วหัวเราะอย่างขบขันกับภาพที่เห็น

 

“ว่าแต่ สมุนไพรวิเศษนี่มันทำอะไรได้กันละนี่? ทำไมเจ้าทั้งสองต้องตามข้ามาแบบไม่ลดละขนาดนี้กัน?” นางหยิบเอาสมุนไพรที่นางเก็บมาเมื่อครู่ออกมาจากถุงมิติเพื่อพิจารณา และพบว่านางไม่เคยเห็นพืชชนิดนี้มาก่อน นางไม่ทราบเลยแม้แต่น้อยว่ามันใช้ทำอะไรได้

 

“โฮก โฮก!”

 

ทันทีที่เห็นนางหยิบเอาสมุนไพรออกมา หมีทั้งสองที่โคนต้นไม้ก็เริ่มคำรามดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ หมีทั้งสองจึงร่วมแรงกันและเริ่มเขย่าต้นไม้ ดูเหมือนว่าพวกมันคิดจะเขย่าให้นางร่วงลงมา

 

ต้นไม้ถูกเขย่าอย่างรุนแรงจนนางแทบจะหล่นลงไป นางมือของนางเหนี่ยวต้นไม้ไว้ขณะที่ตะโกนลงไปข้างล่าง “เหนื่อยรึยังฮะ? คิดจะเอาสมุนไพรไปจากข้างั้นเรอะ? ลืมไปได้เลย!”

 

“โฮก! โฮก โฮก โฮก โฮก!”

 

หมีทั้งสองโกรธอย่างมาก เสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดของพวกมันดังอย่างไม่หยุดหย่อนและเขย่าต้นไม้อย่างรุนแรงขึ้นจนเฟิ่งจิ่วคิดว่าคงไม่สามารถอยู่ตรงนี้ต่อไปได้ นางจึงเก็บสมุนไพรวิเศษลงถุงและเริ่มมองไปรอบๆ คิดที่จะกระโจนจากต้นไม้ต้นนี้ไปยังต้นอื่นเพื่อที่จะหนีออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ตอนที่นางเพิ่งจะลุกขึ้น ท้องฟ้าก็พลันเกิดเสียงฟ้าร้องดังก้อง ราวกับว่ามีฟ้าผ่าลงมาจากเมฆนั้น

 

แรงกดดันอันทรงพลังแผ่ลงมาจากบนเมฆ เช่นเดียวกับลมที่พัดวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงด้วยพลังอันล้นหลาม สายลมกระโชกแรงจนต้นไม้ใหญ่ในป่าส่ายไปมา ใบไม้ที่หลุดร่วงลงบนพื้นถูกพัดขึ้นและหมุนไปตามกระแสลม

 

“บรู๋วว บรู๋วว หงิง….”


“โฮก!”


“บรู๊วว!”

 

เสียงร้องอย่างหวาดผวาของเหล่าสัตว์ป่าระงมก้อง ราวกับเป็นการบรรเลงเพลงประสานที่ไม่สอดคล้องกันของแต่ละเสียงร้องที่ก้องกังวานไปทั่วป่า เฟิ่งจิ่วเห็นหมีตัวสูงใหญ่ทั้งสองที่โคนต้นไม้ตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและล้มลงไปกองกับพื้น พวกมันทั้งหมดขดตัวกลมอย่างหวาดผวา……