0 Views

 

 

“บังเอิญอะไรเช่นนี้!” นางพึมพัมเบาๆกับตัวเอง แววตาพลันเย็นยะเยียบ

 

เมืองจันทร์สลัวอยู่ห่างจากที่นี่มากทีเดียว แม้ว่าจะรีบเดินทางมาก็ยังคงต้องใช้เวลาหลายวัน เหตุใดผู้หญิงคนนั้นจึงถ่อมาถึงที่นี่กัน? แล้วยังมู่หรงอี่ซยวนอีก?

 

สายตาของนางตวัดไปที่มู่หรงอี่ซยวนอยู่ชั่วครู่ แน่นอนว่าเขาไม่รู้สึกตัวว่าเฟิ่งชิงเกอคนนั้นมิใช่เฟิ่งชิงเกอคนเดิมอีกต่อไป

ณ ขณะนั้น นางพลันสงสัยขึ้นมาว่าพวกผู้ชายนี่จำคนจากใบหน้าอย่างเดียวรึไงกัน?

 

สายตาของนางมิได้จับจ้องคนทั้งคู่อยู่นานนักเนื่องจากไม่ช้านางก็พบว่าที่บริเวณรอบๆทั้งใกล้และไกลต่างมีกลุ่มคนหลายกลุ่มมุ่งหน้าไปทางส่วนลึกของป่า บางกลุ่มยังคงอยู่ห่างไกลจากนาง ขณะที่บางกลุ่มห่างไปเพียงไม่กี่สิบเมตร

 

เมื่อนึกถึงการปะทะครั้งก่อนแววตานางก็มีประกายขึ้นมาแว่บหนึ่งขณะครุ่นคิดอย่างเยือกเย็น [อะไรอยู่ในส่วนลึกของป่าเก้าวงกตกัน? อะไรที่ดึงดูดคนพวกนี้ให้รีบเข้าไปในนั้น!]

 

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ๆนางก็รู้สึกได้ถึงสายตากระหายเลือดคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมาหา นางหันหลังกลับอย่างรวดเร็วและสิ่งที่เห็นก็ทำให้คิ้วของนางขมวดมุ่นจนเป็นปม

 

“หมีดำ!?”

 

ห่างออกไปราวห้าเมตร หมีดำขนาดราวสองถึงสามเมตรตัวหนึ่งกำลังหมอบอยู่ มันแยกเขี้ยวและจ้องนางอย่างกระหายเลือด ดูเหมือนมันกำลังหมอบตัวลงย่องมาใกล้นางอย่างเงียบๆ เมื่อถูกนางพบเข้า เจ้าหมีดำตัวใหญ่จึงเชิดหัวมันขึ้นและร้องคำรามใส่

 

“โฮกก!”

 

เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังก้องจนรู้สึกราวกับผืนดินสั่นสะเทือน มันดังมาจากที่ยอดเขาและกระจายไปยังพื้นที่โดยรอบได้ยินไปถึงผู้คนทุกกลุ่มในป่า

 

เมื่อเผชิญหน้ากับหมีที่ใหญ่ขนาดนั้น เฟิ่งจิ่วไม่เห็นหนทางที่จะสู้ชนะมันได้เลยแม้แต่นิด นางจึงฉวยโอกาสย่อตัวลงและไถลตัวหลบหมีดำที่ตวัดกรงเล็บไล่

นางเรียกใช้พลังปราณเพิ่มความเร็วให้การเคลื่อนไหวเพื่อที่จะรีบหนีลงไปที่ตีนเขา

 

“โฮก โฮก!”

 

หมีดำตัวใหญ่ตวัดกรงเล็บแทงทว่าคว้าได้เพียงอากาศ มันเชิดหัวขึ้นกู่ร้องสองครั้ง และพุ่งตัวด้วยความรวดเร็วตามเฟิ่งจิ่วมาอย่างบ้าคลั่ง

 

“บ้าเอ๊ย! ยังมีอีกตัว!”

 

เฟิ่งจิ่วที่กำลังหนีไปที่ตีนเขาสังเกตถึงหมีสีน้ำตาลที่ล้อมเข้ามาและอดไม่ที่ได้จะสบถ “วันนึงมันจะซวยอะไรได้ถึงขนาดนี้เนี่ย!” สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆเพื่อหาทางหนี

 

กลุ่มคนหลายกลุ่มที่กำลังมุ่งเข้าสู่ป่าที่อยู่รอบบริเวณภูเขาได้ยินเสียงคำรามของหมีดำจึงหยุดและมองไปที่ต้นเสียง

 

หมีดำนั้นมีพละกำลังมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งหมีดำในป่าเก้าวงกตก็ไม่ใช่แค่หมีดำทั่วไป ทว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงระดับสองเลยทีเดียว

 

สำหรับเหล่าคนที่อยู่ในระดับปราณนักรบขั้นต้น แม้ว่าจะมีคนร่วมกันสู้กว่าสิบคนก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มหมีดำระดับสอง ดังนั้นคนทุกผู้ที่กล้าพอจะก้าวเข้าสู่ป่านี้ต่างรู้ดีว่าหากพบหมีดำแต่ไกลก็จงหลีกเลี่ยงและอย่าเข้าไปปะทะด้วยโดดเด็ดขาด

ในทางตะวันตกของป่า หัวใจของมู่หรงอี่ซยวนพลันกระตุก เขาหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองไปที่ยอดเขาในทันที

 

“พี่ใหญ่มู่หรง เป็นอะไรไปรึ?” เฟิ่งชิงเกอแต่งกายในชุดสีฟ้าพริ้วไหว ดวงหน้างดงามไร้ที่ติขมวดมุ่นอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าสายตาของเขามองนิ่งไปที่ยอดเขา นางจึงหันไปดูในทิศทางเดียวกัน ทว่าก็ไม่เห็นสิ่งใด

 

“ไม่มีอะไรหรอก” เขาส่ายหัวและยิ้มอย่างอ่อนโยนให้หญิงสาวข้างกาย ทว่าความรู้สึกแปลกหน้านั้นยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่า……

 

ราวกับว่าตัวตนของเด็กสาวเบื้องหน้านั้นไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาใช้เวลาอยู่ร่วมกัน มีนางอยู่เคียงข้างเขา ทว่าเขาไม่อาจสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใจเต้นรัว เหมือนที่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดเวลาที่เคยอยู่กับนาง

 

แต่สายตาที่จ้องมา ที่เขารู้สึกได้เมื่อครู่นี้ มันน่าจะมาจากคนที่เขาไม่รู้จักแม้แต่น้อย แต่เหตุใดเขาจึงรู้สึกคุ้นเคยถึงเพียงนี้…..