0 Views

 

 

 

เฟิ่งจิ่วชะงักอย่างตกใจขณะที่มองชายร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า สายตาที่นางมองเขานั้นดูพิกลๆ

 

ชายกำยำที่ชื่อว่ากระทิงเหล็กมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ยืนยืดอก เขาลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนที่จะหัวเราะเสียงดังลั่น

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดีมาก ดีมาก ดีมาก เจ้าเด็กนี่มีกึ๋นไม่เบา! กล้ามองข้ากระทิงเหล็กแบบนี้ น่าชื่นชมยิ่ง!”

 

ขณะพูดกระทิงเหล็กก็ลูบไหล่กวนซีหลิน ฝ่ามือตบผัวะๆ ลงไปอย่างยินดี ขณะที่เฟิ่งจิ่วมองตัวเกร็งอยู่ข้างหลัง

ฝ่ามือที่ตบลงบนไหล่นั่นไม่ได้เบาเลยซักนิด!

 

“อั่ก!”

เมื่อถูก “ลูบเบาๆ” ที่ไหล่อยู่หลายครั้ง มันก็กระเทือนไปถึงบาดแผลที่ช่วงท้อง ความเจ็บปวดทำให้เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นทั่วหน้าเขาอย่างรวดเร็ว

 

“เจ้าตีเขาแรงเกินไปแล้ว! เขาบาดเจ็บอยู่!” เฟิ่งจิ่วรีบมายืนข้างหน้าขณะที่ตำหนิ และดึงมือของชายหนุ่มที่กุมไว้ที่ท้องออก ดังคาดนางเห็นเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผล

 

“อุ๊บส์……” ชายกำยำชักมือกลับ ดูมีทีท่าขอโทษขอโพย

 

 

“ดูนั่น! พวกหมาป่ากำลังถอยไปแล้ว!” ใครซักคนตะโกนขึ้นอย่างยินดีขณะที่เห็นฝูงหมาป่าหันหลังกลับเพื่อที่จะล่าถอยไปหลังจากที่พวกมันหอนสั้นๆ หลายครั้ง

 

วิกฤตผ่านพ้นไปโดยไม่มีการต่อสู้ ทำให้คนทั้งกลุ่มกู่ร้องอย่างยินดี

 

ฝูงหมาป่าถอยไปอย่างไม่เต็มใจยิ่ง เมื่อพวกมันเห็นเฟิ่งจิ่วและชายร่างสูงเข้าไปร่วมกับกลุ่มคน อย่างไรซะเพียงแค่สองคนนั้นพวกมันก็ไม่สามารถจัดการได้แล้ว นับประสาอะไรกับเมื่อมีคนอยู่ด้วยอีกสามสิบสี่สิบคน มันไม่เหลือโอกาสแม้แต่นิด ดังนั้นพวกมันจึงยอมแพ้และล่าถอยไป

 

จากนั้น เด็กหนุ่มที่พูดด้วยอย่างนุ่มนวลเมื่อครู่ก็เอ่ยถามขณะมองไปที่เฟิ่งจิ่ว

 

“เลือดเริ่มไหลออกมาจากแผลของเขาแล้ว เจ้ารีบดูอาการของพี่ชายเจ้าก่อนเถอะ!”

 

เขายื่นขวดยาให้ขณะที่กล่าว “รับนี่ไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาบาดแผลได้ดียิ่ง”

“พี่ ทำไมต้องไปห่วงพวกมันขนาดนั้นกัน?” เด็กสาวบ่นขณะกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจที่เด็กหนุ่มที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง ปฏิบัติกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจออย่างดีมากถึงขนาดนี้

 

“ไม่เป็นไร ข้าเองก็มียาอยู่” เฟิ่งจิ่วกล่าวและช่วยกวนซีหลินให้นั่งลงอย่างช้าๆที่โคนต้นไม้ ก่อนที่จะแกะผ้าพันแผลที่ท้องออกและทายาเข้าไปใหม่

 

“ไปกันเถอะ!” หลังจากพันผ้าผันแผลกลับเข้าไปเสร็จสิ้น นางก็เอ่ยขณะที่ช่วยเขาลุกขึ้น

 

กวนซีหลินลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่จะพยักหน้าและตอบกลับ “โอ้!” แล้วตามเฟิ่งจิ่วไปเพื่อเดินทางต่อตามเส้นทางของพวกเขา

 

เมื่อเห็นคนทั้งสองจากไปโดยไม่ได้กล่าวอะไรอีก ชายวัยกลางคนที่ยังคงระแวดระวังก็ผ่อนคลายลงในที่สุด ทว่าเขาก็มิได้เอ่ยปากให้ทั้งสองอยู่ด้วย เนื่องจากเป้าหมายของพวกเขาในการเดินทางครั้งนี้มิใช่สิ่งที่จะสามารถพาคนนอกไปด้วยได้

 

 

หลังจากเดินห่างออกมา กวนซีหลินที่ยังคงรู้สึกงุนงงก็เอ่ยถาม

 

“เจ้าหนู ไม่ใช่ว่าเราตกลงกันว่าจะถามว่าพวกเขาจะรับเราเดินทางไปด้วยไหมหรอกรึ? ไยจึงจากมาทั้งๆที่ยังไม่ได้ถามอะไรกันเล่า?”

 

เฟิ่งจิ่วคาบหญ้าหางหมา มันเด้งแกว่งไปมาขณะที่นางย่างก้าวอย่างไร้กังวล นางกวัดแกว่งกิ่งไม้อันเล็กในมือก่อนจะถามกลับ “ทำไมเราถึงควรจะเดินทางไปกับพวกเขา?”

 

“แน่นอนว่าเพราะพวกเขาจะช่วยเราได้ยามเกิดอันตราย!”

 

“ผิด”

นางส่ายหัวและให้เหตุผล “คนเราต้องพึ่งพาตนเอง เมื่อใครซักคนคิดแต่จะพึ่งพาผู้อื่น แน่นอนว่าเขาต้องอายุสั้นเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลที่เราเข้าหากลุ่มคนก็เพื่อกำจัดพวกหมาป่าไปให้พ้น ซึ่งตอนนี้พวกมันก็ไม่ได้ตามเรามาแล้ว ทำไมเราจะต้องไปกับพวกเขาอีกเล่า?”

 

กวนซีหลินพูดไม่ออกและเกาหัวไปด้วย “ข้าว่านั่นฟังดูมีเหตุผล”

ขณะพูดเขาก็มองไปที่ขอทานน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงและชื่นชมและพูดต่อ

“เจ้าหนู เจ้าเด็กกว่าข้ามาก เหตุใดจึงได้ฉลาดกว่าและเก่งกาจกว่าข้าถึงขนาดนี้”

 

“แน่นอนสิ เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นเหมือนเจ้างั้นรึ? ที่โดนแทงข้างหลังน่ะ”

 

“อะไรคือแทงข้างหลัง?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดถึงอะไร

 

เฟิ่งจิ่วกลอกตาและมองชายหนุ่มชั่วขณะ ก่อนที่จะอธิบายอย่างช้าๆและอดทน “แผลของเจ้าถูกแทงจากระยะประชิดทางด้านหลังขณะที่เจ้าไม่ได้ระวังตัว ชัดเจนว่าคนรู้จักของเจ้าอยากจะฆ่าเจ้า และเจ้าก็ไม่เชื่อข้าแม้แต่นิดเมื่อข้าบอกว่าเจ้าน่ะทึ่ม”