0 Views

 

 

ชายหนุ่มจ้องมองอย่างว่างเปล่าไปที่หน้าเขียวๆของขอทานน้อยที่เอนเข้ามา และยังคงเหม่อลอยจนกระทั่งได้ยินเสียงขอทานน้อยดังขึ้น


“ดูท่าว่าศีรษะของเจ้าโขกเข้ากับหินตอนที่เจ้าล้มลง และลิ่มเลือดคงจะไปกดเส้นประสาทไว้ ข้าคาดว่าการความจำเสื่อมของเจ้าน่าจะอยู่แค่ชั่วคราว และน่าจะหายเมื่อลิ่มเลือดสลายตัวไปหมด”

 

นางยืนขึ้นและกล่าวต่อ “เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้ว ข้าก็จะไปตามทางของข้าต่อล่ะนะ”

 

เมื่อได้เขาได้ยินดังนั้นก็แตกตื่น เขากัดฟันทนความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ท้องและลุกขึ้น ความรู้สึกกระวนกระวายและไม่สบายใจถาโถมเข้ามา เขาไปยืนใกล้กับเฟิ่งจิ่วดูราวกับว่าอยากจะกล่าวอะไรทว่าไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไร เขาอ้าและหุบปากโดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา

 

หลังจากที่ชายหนุ่มยืนขึ้น เฟิ่งจิ่วก็ผงะทันที นางเพิ่งเห็นว่าชายคนนี้สูงขนาดไหน เขาสูงกว่านางถึงครึ่งศีรษะ ผิวของเขาเป็นสีน้ำตาลคล้ำ ร่างกายอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ ดูเหมือนว่าเขาจะมีกล้ามเนื้อมากกว่าลุงคนนั้นเสียอีก เสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ค่อนข้างแน่นและตึง กล้ามเป็นมัดที่แขนดูราวกับว่ามันอาจทำให้เสื้อปริออกมาได้ทุกเวลา

 

นางเลื่อนสายตามามองที่ชายหนุ่มที่เดินตามนางมา นางเอ่ยถาม “นี่เจ้าทำอะไร?” นางช่วยชายหนุ่มโดยไม่ได้ไตร่ตรองมากนักและไม่คิดว่ามันจะสร้างปัญหาให้นางถึงขนาดนี้

 

“ข้า…. ข้าตามเจ้าไปได้หรือไม่” ชายหนุ่มมองมาที่นาง ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล “ข้าจำอะไรไม่ได้เลย และข้ารู้จักแค่เพียงเจ้า”

 

เฟิ่งจิ่วอับจนคำพูดในบัดดล คำพูดเหล่านี้ช่างฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก นางเพิ่งจะพูดอะไรทำนองนี้ออกไปเมื่อตอนที่ตัดสินใจจะห้อยติดไปกับลุงเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง…

 

“ข…. ข้าจะไม่ทำตัวเป็นภาระ”

 

เฟิ่งจิ่วกลอกตาและพูดอย่างขุ่นเคือง “นี่เจ้า ตัวเจ้าน่ะเป็นภาระให้ข้าไปแล้ว”

 

หากไม่ใช่เพราะเขา นางคงไม่ต้องทนโดนพวกหมาป่านั่นจ้องตลอดทั้งคืน ด้วยความเร็วและความสามารถของนางแล้ว ต่อให้นางไม่สามารถสู้กับพวกมันได้นางก็ยังหนีได้อย่างสบายๆ

 

 

 

เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ นางจึงเหลือบตาไปมองชายหนุ่ม และการเหลือบมองครู่เดียวนี้ก็ทำให้นางขวัญผวา

 

“เจ้า….. ชายอกสามศอกอย่างเจ้าจะร้องไห้หาอะไร!?”

 

เมื่อเห็นชายกำยำร่างใหญ่ร้องไห้สองตาแดงก่ำน้ำตาร่วงเผาะอยู่ต่อหน้า ดูราวกับลูกสะใภ้ที่ถูกรังแก นางจะทำอะไรได้นอกเสียจากยืนขวัญผวา?

 

“ก็เจ้าไม่ยอมให้ข้าไปกับเจ้า…..”


ชายหนุ่มมองนางอย่างโศกเศร้าเต็มที่ “ข้าไม่รู้จะไปยังที่แห่งใดและที่ให้กลับข้าก็ไม่มี แล้วเจ้าก็ไม่ให้ข้าไปกับเจ้า….. ”

 

เฟิ่งจิ่วตบหน้าผากตัวเองแล้วเงยหน้ามองฟ้าอย่างพูดไม่ออก คราวนี้นางเอาตัวเองเข้าไปติดกับปัญหาที่กำจัดไม่ได้ง่ายๆเสียแล้ว….

 

นี่มันกรรมตามสนองหรือยังไง? นางเคยไปเกาะติดคนอื่น แล้วตอนนี้ก็มีคนมาทำแบบเดียวกันกับนางทำ

 

นางเดินไปที่แม่น้ำและหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาเติมให้เต็ม แล้วถอดชุดชั้นนอกสุดที่เปรอะไปด้วยเลือดของหมาป่ามาโยนทิ้ง

 

นางกำลังเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อขณะที่หันไปเห็นชายหนุ่มยืนเซ่ออยู่ที่เดิม ดูเหมือนว่าเขาอยากจะตามมาทว่าไม่กล้าพอ จึงยืนนิ่งมองมาอย่างน่าสงสาร นางถอนหายใจหนักๆแล้วกล่าวว่า “ทำไมเจ้ายืนนิ่งล่ะ? ไปกันได้แล้ว!”

 

“หืม? โอ้!” ชายหนุ่มตกใจไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งและพยักหน้าอย่างยินดี แล้วรีบก้าวเร็วๆตามไป แม้ว่าจะต้องเอามือกุมไว้ที่ท้องอย่างฝืนทนความเจ็บปวดไว้ด้วยก็ตาม

 

 

ทั้งสองเดินขึ้นไปตามเนินและเดินทางลึกเข้าไปในป่า  เฟิ่งจิ่วเดินทอดน่องอย่างช้าๆ แววตาของนางมีประกายเย็นยะเยือกวาบขึ้นมาเมื่อกวาดตาสำรวจรอบกาย พร้อมกับเดินไปข้างหน้า

 

“เอ่อคือ…. ข้า….. ข้าควรเรียกเจ้าว่าอย่างไรดี? ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เขาเดินตามมาอยู่ข้างเฟิ่งจิ่ว

 

“อะไรก็ได้” นางตอบอย่างเฉยเมย ความสนใจของนางไม่ได้อยู่กับการพูดคุย

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มจึงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวพลางหัวเราะและกล่าวว่า “เจ้าอ่อนวัยกว่าข้า เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าว่าเจ้าหนูได้หรือไม่?”

 

“อืม”

นางตอบอย่างใจลอยไม่ได้สนใจฟังชายหนุ่ม ทว่ากลับชะโงกหัวไปมองพุ่มไม้ที่ด้านหลัง

 

พอชายหนุ่มได้ยินเฟิ่งจิ่วตกลง ใบหน้าของเขาก็สดชื่นขึ้นด้วยความยินดี เขากำลังจะพูดต่อเมื่อสังเกตเห็นว่าขอทานน้อยกำลังจ้องเขม็งไปทางซ้ายที่ข้างหลัง เขาจึงมองตามสายตานั้นไปและสิ่งที่เห็นก็ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง