0 Views

ตอนที่ 4 Minster Filder the kind

 

‘… เลเวว 368!? 371!? นี่ระบบมันผิดพลาดรึเปล่าวะเนี้ย?!’

วัลแคนยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน

มันเป็นตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อ

พวกเขามีเลเวลที่สูงอย่างที่เขาไม่เคยจินตนาการถึงมันมาก่อน ถึงแม้มันจะมีอยู่ก็ปล่อยให้มันอยู่ของมันอย่างนั้นไปเถอะ! เขานวดตาของเขาด้วยความตกใจ นี่เขาพึ่งเห็นอะไรเนี้ย?

 

‘นี่คือความฝันงั้นหรอ?’ วัลแคนคิดในขณะที่คิ้วเขาขมวดอยู่อย่างหนัก หลังจากที่ล้างผลาญมอนสเตอร์ทุกตัวบนทวีปรูเบลมาแล้ว เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง ทุ่มเทหยาดเหงื่อและน้ำตาในทุกๆวันที่เขาฝึกฝน ทั้งหมดทำเพื่อให้เขามาถึงเลเวล 99

เขาคิดว่าคงไม่มีระดับที่สูงไปกว่านี้แล้ว เขาทำทุกอย่างเท่าที่มนุษย์คนนึงจะสามารถทำได้แล้ว

มันไม่มีใครสักคนที่เข้าใกล้เลเวลของวัลแคน มนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปรูเบลอยู่ที่ เลเวล 94 ขุนนางแห่งวิลลียฟ์ ‘จักรพรรดิแห่งดาบ’ ยังไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับวัลแคนได้ ไม่ต้องกล่างถึงคนอื่นๆที่ต่ำกว่านี้เลย

แม้แต่อันเดดเอลเดอร์ลิชฟรีซอล์ก็ทำลายความหวังของเขาที่จะเห็นมอนสเตอร์ที่ระดับมากกว่า 100  แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้น และเพราะอย่างนั้นทำให้วัลแคนยอมรับว่าเขาได้มาถึงระดับที่สูงสุดแล้ว มันไม่มีใครที่จะแข็งแกร่งไปกว่าเขาได้ พลังของวัลแคนเปรียบเสมือนอสูรกลายไปแล้ว

เขามี ‘ความคงทน’ อยู่ที่ 260 แต้ม และมี ‘พลังเวทย์’ ที่สูงมากเหมือนกัน การรวมกันของทั้งสองอย่างทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ แค่เพียงกำปั้นที่เฉี่ยวๆไปโดนสามารถทำลายบ้านหินลงได้ทันทีสองหลัง และรวมกับเวทย์ไฟสามารถลบกลุ่มบอสให้หายไปในชั่วพริบตา

ค่าสถานะที่น้อยที่สุดของเขาคือ ‘เลือด’ ซึ่งมีค่าประมาณ 100 แต้ม แต่เลือดของเขานั้นแม้จะโดยกระบองหวดตรงๆจากยักษ์ก็แค่สะกิดเขาเท่านั้น

 

‘ถ้าหากฉันแข็งแกร่งไปมากกว่านี้… บางทีฉันก็คงกลายเป็นพระเจ้า’

 

นั้นมันเคยเป็นความคิดของเขา แต่ตอนนี้เขาได้รู้ความจริงแล้วว่าเขานั้นโง่และไร้เดียงสาจริงๆ

วัลแคนหันกลับมามองที่หน้าจอสถานะของ ฟลูวิค และ ลีจองยอบ ที่ยังคงเปิดอยู่อย่างนั้นมาห้านาทีแล้ว ความว่างเปล่าและความอัปยศมาแทนที่ความมั่นใจที่ของสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีในการฝึก หลังจากที่ความอับอายพรั่งพรูออกมา ความมั่นใจในตัวเองของเขาก็ถูกชะล้างออกหายไปเหมือนประสาททรายที่อยู่บนชายหาดแล้วโดนคลื่นซัดใส่

 

‘พระเจ้าหรอ? เลเวลของฉันมันยังไม่ใกล้เคียงกับพ่อค้าข้างทางเลยด้วยซ้ำ’

 

วัลแคนกดใบหน้าลงต่ำด้วยความละอายใจ

ใบหน้าของเขาแดงขึ้น รู้สึกเหมือนได้นำไดอารี่ที่เขียนความฝันในการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของเขาให้คนแปลกหน้าดู

 

เจค พ่อค้าวัยกลางคนได้เดินเข้ามาหาวัลแคนและถามเขา

 

“น้องชาย ฉันกำลังสงสัยว่านายพึ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหม?”

 

วัลแคนมองไปที่ชายหนุ่มที่ดูเหมือนพ่อค้าอย่างประหลาดใจ

 

“… คุณรู้ได้ยังไง”

“แค่ชำเลืองมองก็รู้แล้วล่ะว่าใครเป็นมือใหม่ แต่! ในกรณีของนายมันยากที่จะบอก ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกว่ามันค่อนข้างแปลกๆอยู่เหมือนกัน”

 

ดวงตาที่เปรียบเสมือนไพลินคู่นั้นมองลึกลงไปที่วัลแคน และในที่สุดเจคเหมือนจะรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง และพูดต่ออย่างรวดเร็ว

 

‘มันอาจจะเป็นไปได้… นายเป็น ‘Player’ งั้นหรอ? รู้ใช่ไหมว่าพวกเขาจะใช้เครื่องรับส่งสัญญาณ และมีความสามารถในการตรวจสอบ?’

ใบหน้าของวัลแคนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เจคมองมาที่วัลแคนอย่างมั่นใจ หลังจากที่วัลแคนอ้าปากค้างอย่างตกใจ วัลแคนพึ่งได้ยินบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินบนโลกใบนี้

 

“นายเป็นแน่นอน ฮาฮ่า ฉันไม่ได้เห็นผู้เล่นมานานมากแล้ว ยินดีที่ได้พบ”

 

ในหัวของวัลแคนเหมือนถูกกระหน่ำยิงด้วยคำถามมากมาย ในที่สุดเขาก็พบกับใครบางคนที่รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้เล่นเช่นเขา

มันห้าปีมาแล้วตั้งแต่ที่เขาเข้ามายังโลกใบนี้ แต่เขาไม่เคยพบใครเลยที่มีความสามารถเหมือนกับเขา ครั้งแรกที่เขาได้มาถึง เขาถามทุกๆคนในทุกๆมุมของรูเบล หวังว่าจะหาใครบางคนที่เหมือนกัน

เขาพยายามที่จะเข้าไปในหลายๆกิลด์ ไม่ว่าจะเป็นกิลด์นักพจนภัย กิลด์ของเหล่าโจร หรือจักรวรรดิที่เต็มไปด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตามเขาไม่พบอะไรเลย มีแต่ความโดดเดี่ยวที่เป็นเพื่อนของเขาในขณะที่เขาเป็นเพียงแค่ผู้เล่นมนุษย์คนเดียวในโลก หลังจากนั้นวัลแคนก็มุ่งแต่ที่จะทำเควสให้เสร็จสิ้น

 

เขายอมแพ้กับความหวังที่จะได้พบกับมนุษย์คนอื่นและพยายามก้าวเดินต่อไปโดยที่ไม่คาดหวังถึงมันอีก แต่ในตอนนี้ข้างหน้าของเขามีใครบางคนที่รู้ว่าเขาเป็นใคร

วัลแคนพูดกับชายหนุ่มด้วยความตื่นเต้น

 

“คุณรู้ได้ยังไง? มีคนอื่นที่เหมือนฉันงั้นหรอ? หรือว่าคุณก็ด้วยงั้นหรอ คุณเป็นหนึ่งใน.. เอ่อ ผู้เล่น? อะไรคือผู้เล-”

“ให้ตายเถอะ น้องชาย นายคิดว่ามันดีแล้วหรอที่ถามหลายๆคำถามในครั้งเดียว? ฉันตอบไม่ทัน นายก็รู้นิ”

 

หลังจากที่เจคพยายามทำให้วัลแคนสงบลง เขาเริ่มรู้สึกรำคาญเล็กน้อย ซึ่งเป็นโชคร้ายสำหรับวัลแคน เจคเมินความรู้สึกจนตอกและคำถามของเขาอย่างสิ้นเชิง และวางมือของเขาไปบนอากาศ หลังจากนั้นเขาก็ดึงขวดของเหลวขวดนึงออกมา มันดูเหมือนว่าจะเป็นวิสกี้ สายตาของวัลแคนเปร่งประกายอย่างประหลาดใจ

 

‘ช่องเก็บของ…’

 

เจคเหมือนไม่ว่าสนใจว่าวัลแคนจะรู้สึกตกใจหรือไม่ หลังจากที่เขาเปิดฝาขวดออก เขาถึงเริ่มที่จะพูดบาสงสิ่ง

“เอาหละ.. เรื่องมันก็ยาวอยู่นะ ถ้าจะให้ฉันอธิบายว่าทำไมถึงรู้ว่านายคือผู้เล่น คงต้องใช้เวลาทั้งวัน นายเห็นว่าฉันใช้ช่องเก็บของใช่ไหมละ? นั้นแหละ ฉันก็คือผู้เล่นเหมือนกับนาย เราจะเรียกคนที่เหมือนกับพวกเราว่า ‘ผู้เล่น’ ส่วนชายหนุ่มในชุดคลุมดำก่อนหน้านี่เป็นพวก’มูริน’ และชายหัวโล้นที่มีสมองเป็นกล้ามเนื้อนั้นเป็น’โพเวล’ ฉันจะไม่พยายามที่จะบอกนายว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร ถ้าฉันทำ มันคงจะไม่มีวันจบ นอกจากนี้มันก็ยังเป็นสิ่งที่ฉันไม่ควรพูดเช่นกัน”

 

“อืม.. ว่าไงนะ? เอ่ออ… เฮ้…”

“หยุด! ถ้าฉันอธิบายทุกอย่างฉันต้องปิดร้านในวันนี้ เชื่อฉันเหอะเด็กน้อย ฉันไม่อยากทำอย่างนั้นแน่นอน ไม่ใช้วันนี้ เพื่อน”

 

วัลแคนมองไปที่เจคด้วยความหวังที่ว่าจะได้รับคำตอบมากกว่านี้ แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจคตั้งใจไว้แล้วที่จะไม่ตอบอะไรมากไปกว่านี้

วัลแคนเลื่อนสายตามองต่ำลงด้วยท่าทีที่ดูบูดบึ้ง

แน่นอน เขาอยากจะลักพาตัวชายหนุ่มไปและบังคับให้ตอบคำถามของเขาทั้งวัน

 

‘แต่เขาดันแข็งแกร่งกว่าฉัน… บัดซบ…’

 

เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นถ้าหากเขาต้องการอะไรซักอย่าง ในขณะที่เป็นผู้เล่นที่เลเวลน้อยกว่า วัลแคนไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาก้มหัวลงและถอนหายใจ รู้สึกเหมือนดั่งคนที่โชคร้ายที่สุดในโลกใบนี้

เขาคิดอย่างเดียวในตอนนี้ว่าจะยอมแพ้หรือเห่าต่อไปเหมือนกับหมาดี

หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของเจค

“เฮ้”

“…?”

“เหมือนว่านายจะเข้าใจฉันผิดไปนะ ฉันไม่ใช่คนเลวอะไรหรอก ใครจะไปแกล้งมือใหม่ได้ลงคอ ใช่ไหมละ” เจคพูดในขณะเกาหัวของเขา

“อะไรนะ? มือใหม่? นายกำลังจะ…?”

“หยุด! ฉันรู้ว่านายมีคำถามมากมาย แต่แค่ฟัง แค่ฟังเท่านั้น”

เจคชี้ไปที่ตรอกซอกซอยด้วยนิ้วชี้ของเขา เขากำลังปกป้องตัวเองจากคำถามที่ไม่มีวันหมดของวัลแคน

 

“ถ้านายเลี้ยวซ้ายหลังจากอาคารหลังนั้น นายจะเห็นอาคารอีกหลังหนึ่งที่มีรูปเนื้อและไวน์แปะอยู่ นั้นเป็นบาร์แห่งเดียวในเบลลองค์ ถ้านายเดินเข้าไปพวกเขาคงบอกนายว่าร้านยังไม่เปิด แต่ถ้านายบอกว่านายพึ่งมาถึงที่นี่ครั้งแรก ก็คงไม่มีปัญหาอะไร พวกเขาจะต้อนรับนายและตอบทุกคำถามที่นายอยากรู้ มันเป็นอย่างนั้นมาตลอดตั้งแต่ที่ฉันเห็นผู้เล่นคนล่าสุด ฉันอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้นะ แต่ฉันมีธุรกิจสำคัญที่ต้องดูแล เราจะคุยกันวันหลัง โอเค?”

 

เจคเบี่ยงสายตาของเขาและเริ่มมองไปที่ฝูงผู้คน หลังจากที่เขาไม่มีอะไรจะพูดอีก เขาก็มองไปที่แผงของเขาและเริ่มจัดมัน

 

“ขอบคุณ.”

 

วัลแคนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็ขอบคุณเจคด้วยการก้มหัวให้เจค เขาเริ่มมองไปทางที่เจคชี้ไป มันคงจะหยาบคายเกินไปถ้าเกิดเขาจะรัวคำถามใส่คนที่กำลังยุ่งอยู่

วัลแคนรู้สึกราวกับว่าแบกภูเขาไว้บนบ่าในขณะที่กำลังจะก้าวเดิน ความเหนื่อยล้าแสดงอย่างชัดเจนอยู่บนดวงตา ก่อนที่เขาจะจากไป เขาก็ได้ยินคำบอกลา

“ขอให้นายปลอดภัย เราคงได้ชนแก้วกันในคราวหน้านะวัลแคน!”

‘ตาเฒ่านั้นคงใช้ความสามารถในการตรวจสอบเพื่อตรวจสอบฉัน’

 

ตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้ เท้าของเขาดูเหมือนว่าจะเบาขึ้น เขาหันกลับมาและโบกมือให้พ่อค้าที่ธุรกิจกำลังรัดตัวอยู่ วัลแคนรู้สึกแปลกๆเขาไม่เคยโดนตรวจสอบมาก่อนหน้านี้ ปกติแล้วต้องเป็นเขาที่ใช้ความสามารถในการตรวจสอบคนอื่น

หลังจากรู้ว่าคนอื่นสามารถตรวจสอบเขาได้ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกเหมือนว่ากำลังโป๊อยู่ยังไงยังงั้น ความคิดของเขาผุดขึ้นมาอย่างยุ่งเหยิง ในขณะที่เขาเริ่มเดินลับไปจากสายตาของเจค

 

‘พระเจ้า ฉันไม่รู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น’

 

ไม่มีอะไรที่กระจ่างเลย

หลังจากที่มาถึงโลกนี้ ทุกอย่างดูน่าสับสนไปหมดสำหรับวัลแคน ไม่ว่าจะเป็นเลเวลของผู้คนที่อยู่ในเมือง หรือการคงอยู่ของผู้เล่นที่เขามองหามาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เขาพยายามที่จะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ให้มากขึ้น แต่มันยากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ

 

“อ่า! บ้าเอ้ย!”

 

วันแคลยอมแพ้ที่จะพยายามคิดต่อไป

เขาไม่สามารถทำอะไรได้กับความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดของเขา มันรังแต่จะทำให้ปวดหัวซะเปล่าๆ

 

เขาตัดสินใจเดินต่อและทิ้งความคิดอันยุ่งเหยิงไว้ข้างหลัง

 

‘มาเถอะ แค่เดินไปบาร์และไม่ต้องกังวัลกับอะไรทั้งนั้นตอนนี้’

วัลแคนเร่งเดินให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะตรงไปที่บาร์

 

บาร์เป็นอาคารไม้ที่สูงสามชั้น และมันใหญ่กว่าที่วัลแคนคิดเอาไว้ มันดูเหมือนว่าจะปิดอยู่ เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงอึกทึกของคนเมาอย่างที่ควรจะเป็น

 

‘เอาหละ ที่นี่จะบอกทุกสิ่งที่ฉันอยากรู้ ใช่ไหม?’

 

วัลแคนรู้สึกกังวัลในขณะที่เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ และผลักประตูเพื่อที่จะเข้าไปแต่ประตูกลับไม่เปิดออก นั้นทำให้เขาผงะ

 

‘อะไรวะ?’

ในขณะที่เขาคิดว่าหรือว่ามันต้องดึง วัลแคนพยายามมองหาที่จับแต่มันไม่มีอยู่บนนั้น

วัลแคนพยายามที่จะผลักประตูอีกรอบ แต่มันก็ไม่ขยับเลย มันหนักเหมือนกับก้อนหินเป็นพันๆตัน

 

“โลกนี้มันอะไรวะเนี้ย?”

 

ตัดสินจากตาเปล่า ประตูข้างหน้าทำมาจากไม้เท่านั้น เห็นได้ชัดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน หรือว่าจะมีเวทย์มนต์ร่ายกำกับอยู่?

 

หลักจากพยายามโยนทุกสิ่งทุกอย่างที่มีใส่ประตู ไม่ว่าจะเป็นเวทย์มนต์หรือด้วยพละกำลัง ในที่สุดมันก็ยอมเปิดตอนที่เขาหมดแรงพอดี

เหมือนกับทุกสิ่งที่ทุกอย่างที่เล่ามาตอนเปิดเรื่อง สถานที่แห่งนี้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง มันถูกประดับไว้ด้วยโต๊ะไม้สิบตัวเรียงไว้เป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ มีเสาสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ที่กึ่งกลางโถง เสาที่เปร่งประกายสีมรกต ทำให้บรรยากาศดูหรูหรา

หลังจากที่ละลานตาไปกับเสามรกต วันแคลยืนอยู่อย่างเงียบๆก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงดังมาจากมุมของห้องโถง

เขามองไปรอบๆและเห็นผู้ชายสองคนกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ที่มุมของบาร์

 

“เอาหละ งั้นแกพูดว่าฉันต้องทำตามคำสั่งของแกงั้นหรอ?”

“ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นหรอก ฉันแค่ถามว่านายต้องการจะฝึกขั้นพื้นฐาน ภายใต้การปกป้องของพวกเรา เป็นเวลาสักสองปีไหม”

“ปกป้อง? ฝึกพื้นฐาน? แกกำลังบอกว่ามันอันตรายเกินไปสำหรับฉันงั้นหรอ? ฉันผู้เป็นอดีตผู้นำของนอร์คคริม และผู้เป็นกฎของเมือง แกกำลังพูดอยู่กับฉันคนนี้ ‘ด๊อกโกโฮ’ แกกำลังจะพูดว่าฉันผู้ที่เป็นกษัตริย์สูงสุดต้องทำงานภายใต้แก ที่เป็นแค่ชาวนา แกพูดว่าฉันต้องหลบอยู่ที่นี่และฝึกพื้นฐาน เพราะมันอันตรายเกินไปสำหรับฉันงั้นหรอวะ!?”

 

ชายหนุ่มผู้ที่อยู่ในชุดคลุมที่ทำมาจากหนังของเสือยืนขึ้น เขาสูงมากๆจนเหมือนว่าหัวกำลังจะชนกับเพดาน ก่อนที่เขาจะตบลงที่โต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว

 

ปัง!

 

ด้วยพละกำลังที่ดุร้ายราวกับว่าสามารถบดขยี้ก๊อบลินที่มีขนาดตัวเท่าบ้านได้ ตีลงบนโต๊ะ

แต่! โต๊ะนั้นไม่มีเป็นอะไรแม้แต่น้อย ในความเป็นจริงคือไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เนื่องจากโต๊ะได้เคลือบเงามาอย่างดีการตบเลยส่งผลให้มันดูเหมือนจะเงาขึ้นด้วยซ้ำ

หน้าของด๊อกโกโฮ ชายวัยกลางคนผู้สวมเสื้อโค้ดที่ทำจากหนังเสือ ดูเหมือนจะแดงขึ้น

 

‘เขาคงคิดว่าจะสามารถทำให้มันพังได้’

 

วัลแคนชำเลืองมองไปที่คนที่เรียกตัวเองว่า ‘กฎของเมือง’ ด๊อกโกโฮ

วัลแคนจ้องมองไปที่ชายหนุ่มผู้สูงสองเมตร เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผู้ที่เต็มไปด้วยรังสีอํามหิต

เขาเลื่อนสายตากลับไปมองชายหนุ่มที่หน้าแดงอยู่ด้วยความอับอาย ทำให้เขากำลังรู้สึกอึดอัดอย่างเหลือเชื่อ

 

 

 

******************************************************************************************************

 

ขอโทษทีหายไปนานนะครับ เนื่องจากอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาในช่วงนี้แต่ตอนนี้จะลงแบบต่อเนื่องแล้วนะครับ

รบกวนฝากเพื่อนๆไปกด Like เพจ เพื่อติดตามตอนใหม่ๆที่จะลงเร็วกว่าได้นะค้าบ

Max Level Newbie