0 Views

Chapter 96 – Red Dragon’s Lair (2)

“มานี่มา ระวังด้วย”

ผู้อมตะได้ตะโกนออกมาในขณะเอาโล่มาปกคลุมร่างกายนองเขา โกเลมลาวาได้เข้ามาหาเขาจากระยะไกลในขณะเดียวกันกปล่อยความร้อนออกมาด้วย จากนั้นเองนักล่าก็ได้โผล่เข้ามามนสายตา

โกเลมลาวาได้ถูกออกแบบมาสำหรับการต่อสู้แบบสิบคร ดังนั้นมันจึงแข็งแกร่งกว่ามอนปกติในบทอื่นๆ ถ้าหากว่าจะเทียบกันจริงๆแล้วมันก็มีความแข็งแกร่งที่ใกล้เคียงกับบอสในบทอื่นๆเลยทีเดียว หรือบางทีก็อาจจะอ่อนแอกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ว่ากันว่าการโจมตีธรรมดาของมันก็เพียงพอที่จะทำให้คนตายได้เลยทีเดียว และถ้าหากว่ามีใครบางคนตายไปมันก็จะทำให้การต่อสู้กับมังกรแดงยากมากยิ่งขึ้น

“วูบบ”

โกเลมได้เหวี่ยงทั้งสองข้างของมันที่ทำมาจากลาวาออกมา

แท้งทั้งสองคนในทีมต่างก็ได้หยุดแขนของมันแต่ละข้างเอาไว้ แต่ว่าทุกๆการโจมตีของมันก็ได้ผลักพวกเขาถอยไป

ในขณะเดียวกันนักล่าคนอื่นๆต่างก็พุ่งเข้าไปโจมตี ฟาดและแทง

“หอกน้ำแข็ง”

ใครบางคนก็ได้ยิงเวทย์ออกมา

“ฟิ้ว~”

บางคนก็ได้ยองธนูออกมา แต่ว่าทุกๆคนต่างกระมัดระวังสะเก็ตไฟลาวา

“อ๊าาา”

บาบาเรี่ยนได้ร้องออกมาในขณะที่ถอยออกมาจากแนวหน้า จอมเวทย์ที่อยู่ในด้านหลังก็ได้ตะโกนออกมาอย่างรวดเร็ว

“กำแพงน้ำแข็งจงออกมา ไอซ์ชีล”

เขาได้ป้องกันบาบาเรี่ยนไว้ด้วยโล่น้ำแข็ง ถุงมือของเขาได้ลุกไหม้ขึ้น เขาคงจะถูกลาวาตกมาใส่ในตอนที่เหวี่ยงง้าว

เขาได้ถอดถุงมือออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่ามันเป็นหลังจากที่เขาได้ถูกไหม้ไปหลายส่วนแล้ว มันดูเหมือนว่าเขาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง คนอื่นๆทุกๆคนได้เริ่มที่จะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังมากขึ้น

แต่ว่าหนึ่งในกุญแจของความแข็งแกร่งของโกเลมลาวานั้นก็คือพลังชีวิตที่มหาศาล แม้ว่านักล่าทั้งสิบคนจะลุมโจมตีไปที่มันอย่างมาก แต่โกเลมมันก็ยังจะสามารถต่อสู้ต่อไปได้

ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ได้มีนักดาบเช่นซังจินผู้ที่ไม่สามารถจะคาดการณ์แบบคนปกติได้

ในขณะที่คนอื่นๆกำลังให้ความสนใจกับด้านหน้าของโกเลม ซังจินก็ได้เล็งไปที่หว่างขาของมัน

“จงพันธนาการด้วยน้ำแข็ง ฟรอสต์ไบท์”

เขาได้ปล่อยไอเย็นออกไป แต่ว่าด้วยความร้อนของลาวาจึงทำให้มันเพียงแค่ช้าลงเล็กน้อยเท่านั้น

หลังจากที่ร่ายเวทย์เสร็จ ซังจินก็ได้พุ่งเข้าไปหาโกเลมพร้อมกับมูนสเปคที่พึ่งจะอัพเกรดมาใหม่และลบัดเวเจน แต่แล้วจากนั้นโกเลมมันก็ได้เหวี่ยงแขนซ้ายเข้าใส่ซังจิน

โกเลมนั้นมันไร้ซึ่งข้อต่อจึงทำให้สมันสามารถจะโจมตีได้รอบทิศ ซังจินได้รับการโจมตีของมันด้วยมูนสเปค

“เคร๊ง!”

และก็เอามูนสเปคตัดไปที่แขนขวาของมัน จากนั้น

“ตูมม”

แขนของโกเลมที่สามารถจะทนต่อการโจมตีของคนอื่นๆได้ ได้ถูกตัดลงอย่างง่ายดายและตกลงไปบนพื้น นักล่าคนอื่นๆได้อุทานออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ว๊าว…”

โกเลมมันดูเหมือนว่าจะไม่รู้สึกถึงการโจมตีอะไรเลยจนถึงบัดนี้ แต่ว่าซังจินก็ได้ตัดแขนขนาดใหญ่ของมันไปได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ความจริงนี้แม้กระทั่งซังจินก็ยังประหลาดใจ

ซังจินได้มองไปที่ดาบมูนสเปคที่ได้ถูกอัพเกรดมาใหม่

‘มะ…มัน..คมมาก’

ในอดีตที่เขาได้เผชิญหน้ากับมันเขาได้ใช้บลัดเวเจนจัดการกับมัน แต่ว่าในเวลานั้นเขาก็ไม่สามารถจะทำแบบนี้ได้ เขาจะต้องทำการฟันมันซ้ำๆและสร้างความเสียหายได้เพียงครั้งละเล็กน้อยเท่านั้น

‘ฉันคิดว่า…เพียงแค่ความต่างกันระดับเดียวมันจะต่างกันมากขนาดนี้…’

ซังจินได้คิดขึ้นขณะที่เราเริ่มที่จะตัดชิ้นส่วนต่างของโกเลมลาวา และนักล่าคนอื่นๆกฌตามมาร่วมด้วย ครู่หนึ่งก็เลมก็ได้ล้มลงไป

“วูววว…”

ทุกๆคนได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“มาพักกันก่อนเถอะ ก่อนที่จะไปต่อ”

ทุกๆคนที่ได้รับดาเมจรวมถึงแท้งต่างก็นั่งลงดื่มโพชั่น ในขณะเดียวกันชายชาวเอเชียก็ได้เข้ามาหาซังจิน เขามีฉายาว่า ‘จอมเวทย์น้ำเงิน’

มันเป็นฉายาอันเดียวกันกับที่ซังจินมี

“ฉันได้สังเกตุว่านายได้ใช้เวทย์ฟรอสต์ไบท์…นายคงจะมีพลังเวทย์ที่สูง ขอโทนะแต่ว่า…ช่วยบอกได้ไหมว่านายมีพลังเวทย์เท่าไหร่?”

ซังจินไม่ได้ต้องการที่จะตอบคำถามกลับไป แต่แล้วเขาก็ได้ตอบกลับไออย่างไม่เต็มใจแทน

“มันประมาณห้าพันมั้ง? มันควรจะเป็นเท่านั้นแหละ”

เขาไม่สามารถที่จะทำตัวแบบไม่สนใจใครได้ในการจู่โจมนี้

“โอ้ สุดยอดมาก นอกจากนายจะมีสเตตัสทางกายภาพที่สูงแล้วนายยังมีพลังเวทย์ที่สูงอีกด้วย”

ซังรินให้ความสนใจไปที่เสียงมากกว่าคำพูด ชายคนนี้มีน้ำเสียงที่นุ่มและสูง มันแตกต่างอย่างมากกับเสียงของฆาตกร

“อา ใช่แล้ว เอาหละ…”

ซังจินได้ตอบกลับมาอย่างหมดหวังในขณะที่ตรวจสอบไปที่นักล่าคนอื่นๆ ทุกๆคนต่างก็เงียบไปกับการฟื้นฟู ไม่มีใครพูดออกมาเลยซักคน

‘ฉันจำเป็นจะต้องค้นหาฆาตกรที่ซ่อนอยู่…ดังนั้นฉันจึงจะสามารถเตรียมตัวได้ทันเวลา’

ซังจินได้ทิ้งจอมเวทย์น้ำเงินไว้ข้างหลังและเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นๆ คนแรกที่เขาเข้าไปหาเลยก็คือ ‘รอยัลเรนเจอร์’ ที่เป็นนักธนู

เขาเป็นคนผิวขาวหัวแดง แต่ว่าเขามีผิดที่แห้งกรังและหนวดที่ไม่โกน มันจึงทำให้เขาดูไม่สบายตา

‘อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก’ เขารู้อยู่ แต่ว่าด้วยรูปร่างหน้าตาของเขาทำให้เขาไม่น่าไว้วางใจ ซังจินได้เข้าไปหาเขาและพูดขึ้น

“เฮ้นายไหวนะ?”

เขาได้ตอบกลับมา

“อ่า สุดยอดนักล่า”

มันเป็นเสียงที่หนา แต่ว่าชัดเจน มันไม่ใช่เสียงที่เขาได้ยินมาในก่อนหน้านี้ และเขาก็สุภาพ

“ฉันสบายดี ขอบใจนายมากนะสำหรับความห่วงใย”

จากนั้นเองเขาก็เดินเข้าไปหาชายผิวดำที่ถือขวาน ‘เดสทรอยเย่อร์’ และเดสทรอยเย่อร์ก็ได้ถามออกมา

“เฮ้ ดาบเล่มนี้มันทำมารากอะไร? มันมีประสิทธิภาพแค่ไหน? นายสามารถจะตัดแขนของมันได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้ยังไง?”

เขาได้ชี้ไปที่บลัดเวเจนแทนที่จะเป็นมูนสเปค บลัดเวเจนนั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยกว่ามูนสเปคมาก

และเขาก็คงจะคิดว่าบลัดเวเจนเป็นดาบที่ตัดแขนของโกเลมแทนที่จะเป็นดาบมูนสเปค ซังจินได้หยิบบลัดเวเจนขึ้นมาและพูดขึ้น

“อา…มันเป็นไอเทมระดับตำนาน สามารถจะซื้อมันได้ในตลาดมืด”

“โอ้จริงหรอ? มันสุดยอดมาก”

มันเป็นเสียงต่ำ แต่ว่าเสียงของเขาก็ยังห้างไกลจากฆาตกร

‘ดังนั้นคงไม่ใช่เขา’

ซังจินต้องการที่จะไปพูดกับนักล่าเพิ่มอีกสองคน แต่แล้วผู้อมตะก็ได้พูดออกมา

“โอเค ไปกันต่อเถอะ อย่างที่พวกนายได้อ่านในข้อมูล บทนี้มันยาวมาก ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ที่เราจะวิ่งกันจนหมดเวลาก่อนที่จะไปถึงตัวมังกรแดงไก้”

ทุกๆคนได้เตรียมพร้อมที่จะเดินออกไป พวกเขาได้ลุกขึ้นยืนและหยิบอุปกรณ์ขึ้นมา ซังจินได้ให้ความสนใจไปที่การค้นหาฆาตกร แต่แล้ว

“ค๊ากก~ ถุ้ย”

ใครบางคนก็ได้ถุยเสมหะออกมาจากทางด้านหลัง นั่นคือชายผิวขาวผู้ที่ได้สูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา ‘นักบวช’

เขาเป็นจอมเวทย์ขาวที่ใช้เวทย์รักษา และเขาก็ได้สูบบุหรี่ในทุกๆโอกาสตั้งแต่ที่การจู่โจมเริ่มขึ้น

ซังจินได้มองไปที่เขาอย่างระมัดระวัง เพราะว่าการที่สูบบุหรี่อาจจะมีส่วนที่ทำให้เสียงของเขาต่ำมากได้ แต่แล้วเขาก็ได้ตอบกลับมาอย่างสุภาพ

“สุดยอดนักล่า ใช่ไหม? พวกเรากำลังจะไปที่ไหนกัน?”

“อา…ใช่”

ซังจินได้หยักหน้ารับ

‘หรือว่าฉันจะจำผิดคน?’

แต่แล้วจากนั้นเขาก็กล่าวเพิ่มขึ้นมาอีก

“การโจมตีในก่อนหน้านี้มันได้พิสูจน์ว่ามันจะยาก พวกเรากำลังจะไป… แค่กๆ…”

เมื่อเขาได้ไอออกมา เสียงของเขาก็ได้ไปเหมือนกับเสียงของฆาตกรในก่อนหน้านี้เป๊ะๆ

เสียงของเขาได้เต็มไปด้วยเสมหะ

‘มันจะต้องเป็นหมอนี่แน่นอน’

แม้ว่าซังจินจะคิดเช่นนั้น ซังจินก็พูดกับเขาออกไป

“ฉันจะทำมันให้ดีที่สุด คุณนักบวช ฉันหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากนาย”

“นะ…แน่นอน”

ชายคนนี้กำลังแกล้งที่จะทำตัวเป็นคนดี ยกเว้นการสูบบุหรี่ของเขา เขาดูเป็นคนสะอาดสะอ้านและเรียบร้อยมาก

‘ฉันคิดว่าคนเลวคงจะต้องพยายามรักษาหน้าตาเป็นคนดี…’

ซังจินได้คิดขึ้นในขณะที่เหล่มองเขาต่อไป เขาได้แสดงทำเป็นจอมเวทย์ขาว แต่นอกเหลือไปจากนั้นเขาคงจะมีเวทย์อื่นๆืี่เรียนรู้เอาไว้อีกแน่

ความจริงแล้วการที่ฆาตกรแสร้งทำเป็นจอมเวทย์ขาวมันเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก มันเป็นการง่านที่จะได้รับความไว้ใจจากคนอื่นๆในขณะที่ทำการรักษา มันจะไม่มีการเปิดเผยการรุกรานใดๆ และการยืนอยู่ในแนวหลังก็ยังเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตของเขาอีกด้วย

‘ดังนั้นแล้ว เขาจะแกล้งทำเช่นนี้ไปจบจนและโจมตีในทันทีเมื่อมีหนึ่งหรือสองคนตายไป’

ถ้ามันเป็นในกรณีนี้มันก็จะเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างมาก ถ้าหากเขาแกล้งทำเป็นรักษาไม่ทัน เขาก็สามารถจะควบคุมจำนวนของคนในปาตี้นี้ได้

ซังจินได้มองไปที่เขาในขณะที่คิดขึ้น

‘ว๊าว…เขาฉลาดกว่าที่ฉันคิดซะอีก ฉันควรจะทำยังไงดี?’

เขาไม่สามารถจะโจมตีคนที่ยังไม่ได้ตืดสถานะฆาตกรได้ เหตุผลเดียวที่เขารู้จุดประสงค์นี้ก็คือเขาสามารถจะอ่านใจได้ แต่เขาก็ไม่มีหลักฐานใดๆไปให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นหากเขาพูดออกไปว่า

‘ชายคนนี้เป็นฆาตกร’

สิ่งเดียวที่เขาจะได้รับคำตอบกลับมาก็คือ

‘ไหนหละหลักฐาน?’

‘แล้วนายต้องการให้เราทำอะไร? ให้เรากลายเป็นฆาตกรคนแรก?’

และอื่นๆอีกมากมาย

‘เอาหละมือของฉันถูกมัดเอาไว้แล้ว’

เขาไม่มีทางเลือกใดๆแต่ส่าในตอนนี้จะต้องไปต่อ อย่างน้อยก็จนกว่าที่บอสมังกรแดงจะถูกสังหาร

‘เอาหละ ถ้าหากว่ามีคนที่รอดใกล้เคียงกับ 10 คน เขาก็อาจจะไม่พยายามที่จะกลายไปเป็นฆาตกร’

ซังจินได้ตัดสินใจไปที่การเอาชระมังกรแดงก่อนเป็นอย่างแรก

การจู่โจมนี้มันมีเวลา 2 ชม. ครึ่งดังนั้นเขาจึงต้องรีบจบมันลงอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะเอาเวลาที่เหลือไปใช้ในการล่าฆาตกรในการจู่โจมอื่นๆ

แต่แล้วแท้งที่อยู่ด้านหน้าทั้งสองคนก็หยุดเดินลง ผู้อมตะได้หันกลับมาด้านหลังและพูดขึ้น

“มันควรจะเป็นทางแยก เราควรจะทำยังไงดี?”

ซังจินได้เอียงหัวเพื่อที่จะมองไปด้่นหน้า ทางมันได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน สิ่งเดียวที่จะมองเห็นได้ภายในเส้นทางเหล่านั้นคือหลุมลาวารอบๆ

‘บอสมันอยู่ไหนกันนะ?’

ถ้ำขอบมังกรมันจะเป็นทางเขาวงกตที่นำทาวจากถ้ำไปอีกถ้ำหนึ่งและด้วยขนาดที่ใหญ่ภายในโพรงถ้ำแห่งหนึ่งจะมีมังกรแดงคาลกัลป์นอนอยู่

ปัญหาในตอนนี้ก็คือซังจินไม่สามารถจะจดจำเส้นทางภายในนี้ได้ ครั้งแรกที่เขาได้มาที่นี่ ซังจินก็ได้แต่ยุ่งกับการเอาตัวรอดมากกว่าจะสนใจสภาพแวดล้อม

และเขาก็ไม่เคยที่จะคิดเลยว่าจะได้กลับมาที่รังมังกรนี้อีกครั้ง

‘พระเจ้า…ถ้าพวกเราเสียเวลาไปกับที่นี่ ฉันก็จะไม่มีเวลาสำหรับไปล่าฆาตกร…’

แต่แล้วจากนั้นบาบาเรียนก็ได้ก้าวไปข้างหน้าและกล่าสขึ้น

“ความสำคัญแรกของเขาคือการฆ่าทังกรแดงก่อนถูกไหม? เรายังสามารถที่จะเก็บแต้มผลงานได้ในภายหลังได้”

“แน่นอน”

“นั่นมันถูกต้อง”

“ฉันนั้นมีฉายาไกดใด์ มันเป็นฉายาที่จะนำทางไปสู่บอส”

‘โอใช่แล้ว เขาพูดถูก’

บางอย่างเช่นอย่างนี้เฮนริคก็เคยจะได้รับมันเหมือนกันไายในสุสาน บาบาเรี่ยนไก้เหล่มองมาที่ทุกคนและพูดขึ้น

“ถ้าอย่างงั้นฉันจะใช้มันละนะ โอเปอเรเตอร์ฉันจะใช้ทักษะของไกด์ ช่วยนำทางฉันไปหาบอสที”

จากนั้นถ้ำทางด้านขวาก็ได้กลายเป็นสีฟ้า บาบาเรี่ยนได้ชี้ไปที่ถ้ำและกล่าขึ้น

“มันควรจะเป็นทางนี้”

นักล่าได้เดินไปในทางที่เขาชี้ออกไป ซังจินก็ตามไปด้วยเช่นกัน

‘บางครั้งมันก็ดีนะที่มีคนมากยิ่งขึ้น’

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย <