0 Views

Chapter 95 – Red Dragon’s Lair (1)

หมู่เมฆสีดำได้บดบังดวงอาทิตย์ ขี้เถ้าได้หล่นลงมาเหมือนกับเม็ดฝนจากท้องฟ้า และแก๊สไอร้อนก็ได้ถูกปล่อยออกมาจากรอยแยกแผ่นดิน

ลาวาได้ไหลลงผ่านมาตามเส้นทาง และละลายพื้นระแวกนั้น ซังจินได้เข้ามาอยู่ในใจกลางของถ้ำ

ก้อนหินรอบๆก็ได้ยิ่งทำให้สภาพอากาศแย่ลงยิ่งขึ้นไปอีก จากนั้นโอเปอเรเตอร์ก็ได้ประกาศออกมา

[ยินดีต้อนรับ นี่คือภูเขาไฟแองกอร์]

[มันเป็นสถานที่ของมังกรไฟคาลกัลป์ได้ทำลังขึ้น]

[โปรดระมัดระวัง มังกรแดงคาลกัลป์พึ่งจะบรรลุนิติภาวะ]

[และมันเป็นที่น่าอับอายสำหรับความโหดเหี้ยมของเขา]

ระดับในการจู่โจมในครั้งนี้มันยากมาก หากนักล่าทั้งสิบคนไม่ได้ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมันก็จะกลายไปเป็นนรกสำหรับทุกๆคน ซังตินได้หยุดนิ่งและพยายามนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีต

‘มันผ่านมาพักหนึ่งแล้วสินะที่ฉันคิดว่าฉันจะต้องตายลงที่นี่แน่ๆ’

ในระหว่างการจู่โจมในอดีตแท้งได้เสียชีวิตลง และซังจินก็ได้ถูกบังคับให้ไปทำหน้าที่นั้นแทน แต่แล้วเขาก็ได้ถูกจัดการลงไปด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวจากกรงเล็บของมังกร มันได้ทำให้เขาอยู่ในสถานะที่กึ่งเป็นกึ่งตาย

เมื่อเขาได้ฟื้นตัวขึ้นมา เขาก็พบว่ามีเพียงแค่สามในสิบคนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่

‘ตอนนี้ฉันน่าจะพอรับภาระสำหรับคนห้าคนได้ดั้งนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นแบบนั้นอีก…แต่ว่าฉันจะต้องระมัดระวัง’

จากนั้นเองความคิดที่น่าหวาดกลัวก็ได้เข้ามาในจิตใจเขา

‘แต่ว่า…แผนที่นี่มันมีบอสลับอยู่ไหมนะ?’

มันยากที่จะจิตนาการถึงบอสในสถานที่แห่งนี้ที่แข็งแกร่งกว่ามังกรแดงคาลกัลป์ ในความเป็นจริงแล้ว ชื่อการจู่โจมครั้งนี้คือ รังมังกรแดง ดังนั้นการที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่ามังกรอยู่ในถ้ำมันจะไร้เหตุผลสิ้นดี

‘เอาหละ มันก็อาจจะเป็นไปได้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปไม่ใช่ว่าทุกบทจะมีชิ้นส่วนลับซ่อนอยู่…’

ตั้งแต่ที่เขามีดวงดาวไร้นาม เขาสามารถจะตรวจสอบมันในภายหลังได้จากทักษะของนักล่าสมบัติ

‘แต่ว่ามันจะยากเกินไปสำหรับการลุยคนเดียว….ฉันคิดว่าในครั้งนี้ฉันจำเป็นจะต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ หลังจากที่จัดการมังกรแดง ฉันคิดว่านักล่าส่วนใหญ่คง…’

ในขณะที่ซังจินกำลังหมกหมุ่นไปกับแผนการของเขา โอเปอเรเตอร์ก็ได้ดำเนินการจัดทีมนักล่า

[ทำการจัดทีมนักล่า]

นักล่าทั้ง 9 คนได้เริ่มปรากฏตัวขึ้นมารอบๆตัวของซังจิน ฉายาและอุปกรณ์ของนักล่าต่างก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเหล่านักล่าที่พวกเขาได้ฟันผ่าและได้รับมา

อุปกรณ์ของพวกเขายังสามารถจะขายและซื้อผ่านจากการประมูลได้ เพื่อที่จะสามารถจับคู่กับอุปกรณ์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้เหมาะสมกับรูปแบบการต่อสู้ของแต่ละคน ในจุดๆนี้พวกเขาแต่ละคนต่างก็ไม่ได้อยู่ห่างจากซังจินมากกับเท่ากับในช่วงแรกๆนัก

แต่ด้วยสิ่งนี้มันก็เป็นเหตุผลของปัญหา เนื่องจากว่าทุกคนต่างก็แข็งแกร่งกันจึงไม่สนใจที่จะรับฟังคำพูดของคนอื่นๆ

แม้ว่าพวกเขาจะต้องการความช่วยเหลือ แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ฉันแข็งแกร่งที่สุด’ ก็จะได้ปิดกั้นจิตใจของเขาและไม่สนใจผู้อื่น และเนื่องจากว่าในนี้คนยิ่งมีเพิ่มขึ้นเป็น 10 คนนแล้วการที่จะร่วมมือกันจึงกลายเป็นเรื่องยากไปอีก

บอสมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความยากลำบากที่แท้จริงก็คือการร่วมมือกันภายในทีม

ในอดีตพวก 10 คนสุดท้ายก็ได้ถูกทำลายด้วยเหตุผลนี้เช่นเดียวกัน

โอกาสในการที่จะเจอฆาตกรได้มากขึ้นยิ่งกว่าที่เคย ซังจินได้เตรียมพร้อมที่จะใช้ดวงตาแห่งเจรามิท

‘…ฉันจะตรวจสอบทุกๆคนอย่างรอบคอบที่มีความคิดแปลกๆ’

ในขณะเดียวกันก็ได้มีใครบางคนกล่าวออกมา

“ทุกคนได้เห็นแผ่นข้อมูลแล้วใช่ไหม? มาแบ่งงานตามบทบาทหน้าที่และหารือวางแผนกันเถอะ”

นักล่าทั้ง 10 คนได้ถูกแบ่งตามบทบาทของกันและกันและได้เริ่มที่จะพูดคุยกัน

“พวกเรามีแท้งอยู่สองคนในรอบนี้ เราสามารถจะผลัดเปลื่ยนตัวชนในตอนสู้กับมังกรแดงได้ มีใครที่สามารถจะใช้เวทย์ฟื้นฟูได้บ้างไหม?”

ซังจินสามารถจะใช้เวทย์รักษาได้ แต่ว่าเขาก็เงียบเอาไว้ ถ้าหากเขาใช้เวทมนตร์เขาก็จะสามารถทำมันได้ดีกว่าคนอื่นๆ แต่ว่าการที่เขาไปใส่ใจกับบทบาทของพวกสายฮีลมันจะเป็นการทำให้เขาแสดงสมรรถภาพได้ไม่เต็มที่

ไม่ต้องเอ่ยถึงเลยที่ว่าเขาไม่ได้ดูเหมือนจอมเวทย์ฟื้นฟูเลยในขณะที่เขาพกดาบติดตัวสามเล่ม

“พวกดาเมจประชิดรวมกันทางนี้ทีสิ”

บาบาเรี่ยนที่ได้ถือง้าวยักษ์แกว่งไปรอบๆกำลังรวบรวมคน ซังจินก็ได้เข้าไปร่วมเช่นกัน ทั้งหมดมีนักล่าอยู่สี่คนที่มารวมกัน บาบาเรี่ยนได้กล่าวออกมาถึงกลุ่มนี้

“นายควรจะรู้มาแล้วจากกระดาษข้อมูล มังกรมันสามารถจะใช้กรงเล็บและลมหายใจโจมตีได้จากด้านหน้าและใช้หางโจมตีจากทางด้านหลังได้ ดังนั้นพวกเราควรจะแยกตัวกันและโจมตีมันจากด้านข้าง เนื่องจากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มมันไม่ดีนัก ดังนั้นการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มมันจะดีกว่าในการกระจายความสนใจ”

“แล้วเราจะตัดสินใจการแบ่งกลุ่มได้ยังไง?”

“เอาหละในตอนนี้ทุกคนควรจะมีระดับทักษะที่เหมือนๆกัน…ดังนั้นมันจะไม่เป็นไรแม้ว่าเราจะแยกกันยังไง? เอาเป็นจัดกลุ่มตามที่ยืนอยู่ในตอนนี้ละกัน”

บาบาเรี่ยนได้ใช้ง้ายยักษ์ของเขาในการที่จะแยกซังจินออกจากอีกสองคน ดังนั้นซังจินจึงจำเป็นต้องร่วมมือไปกับบาบาเรี่ยน

ในความเป็นจริงแล้วมันมันมีความต่างกันอย่างมากในด้านของระดับทักษะ…กลุ่มอื่นๆก็มีการวางแผนแบบนี้เช่นกัน ที่เห็นได้ชัดสุดเลยก็คือ

“สำหรับนักธนู พยายามระวังด้านหน้าของมังกรเอาไว้ ฉันจะเตือนพวกนายทันทีที่ฉันคิดว่ามันจะใช้การโจมตีด้วยลมหายใจ ดังนั้นเตรียมตัวหลบมันเอาไว้ด้วยนะ”

เขาเป็นชายผิวดำสูงที่มีฉายาว่า ‘ผู้อมตะ’ เขากำลังรับบทเป็นผู้นำในรอบนี้ด้วยเสียงอันดังของเขา

เขาดูเหมือนกับเพื่อนสนิทผิวดำของไอรอนแมน ในขณะที่เขากำลังให้คำแนะนำกับคนอื่นๆ

“คนอื่นๆก็เช่นกันนะ ฉันจะตะโกนให้คำเตือนออกมาดังนั้นให้ความสนใจกับสัญญาณของฉันด้วย”

ซังจินได้เฝ้ามองเขาด้วยความสนใจ การรวมกลุ่มของนักล่านี้ถือว่าเยี่ยมมาก ความสามารถในการรับบทบาทของผู้นำในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้หมายความว่าเขามีพรสวรรค์ในฐานะผู้นำ

“จอมเวทย์ช่วยมานี่แปปนึงสิ นายใช้เวทย์สายอะไรงั้นหรอ?”

“ฉันใช้เวทมนตร์แดงและดำ”

“ฉันใช้เวทย์เขียวและเวทย์ขาว”

“มันเป็นเรื่องดีที่เวทย์ของพวกนายสายไม่ทับกัน”

หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับจอมเวทย์แล้วเขาก็เข้ามาคุยกับคนทำดาเมจประชิดทั้งสี่คน

“พวกนายจะแบ่งแยกกันโจมตีซ้ายและขวายังไงงั้นหรอ?”

บาบาเรียนได้ชี้นิ้วออกมาที่ซังจินและพูดขึ้น

“พวกเราปีกขวา”

และจากนั้นก็ชี้ไปที่อีกสองคน

“พวกเขาซ้าย”

ผู้อมตะได้เหลือบตามองชายทั้งสี่คน จากนั้นแววตาของเขาก็ได้หยุดลงที่ตัวของซังจิน และตัวเขาก็นิ่งไป

“เอ๊ะ…?”

เขาได้จ้องมาที่ซังจินอยู่ครู่หนึ่ง และซังจินก็จ้องกลับไป

‘เราเคยพบกันมาก่อนหรอ?’

ซังจินเป็นคนที่จำใบหน้าของชาวต่างชาติได้ยากมาก เขาได้พยายามที่จะนึกเปรียบเทียบหน้าของชายผิวดำคนนี้กับคนอื่นๆที่เขาเคยพบ แต่เขาก็ไม่สามารถตะนึกออกได้

แต่แล้วจากนั้นผู้อมตะก็ได้กล่าวออกมา

“นายสุดยอดนักล่า….สุดยอดนักล่าเค?”

‘หืมมม?’

ซังจินตกใจมาก

‘เขารู้ชื่อฉันได้ยังไง?’

เคนั้นเป็นนามแฝงของเขา แต่ว่าก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ชื่อนี้ ผู้อมตะได้เข้ามาและจับมือของเขาอย่างกระตือลือร้น เขายิงดูเหมือนกับดาราหนังคนดำในไอรอนแมนจริงๆ

‘เกิดอะไรขึ้น? ไม่มีทางน่า ฉันไม่เห็นจำได้เลยว่าเคยเจอคนเช่นนี้’

ในขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น ชายคนนั้นก็ได้พูดต่ออกมา

“ฉันต้องการที่จะพบนายมากกว่าหนึ่งครั้งซะอีก สุดยอดนักล่าเค”

ซังจินได้ถามเขาออกมา

“…นายรู้ชื่อของฉันได้ยังไง?”

“ฉันได้ยินมาว่านายคือ ชายผู้ที่อยู่ในระดับที่ต่างกับพวกเราอย่างสิ้นเชิง ชายที่สามารถจะเคลียการจู่โจมทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว”

คำพูดของเขาได้ดึงความสนใจของคนอื่นๆอีก 8 คนให้หันมาสนใจในตัวของเขา

“สุดยอดนักล่าเค คือนายใช่ไหม?”

ซังจินไม่ได้ตอบกลับไป เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถจะปฏิเสธได้ แต่แล้วเขาก็ได้ตัดสินใจอีกจะถามออกมาอีกครั้ง

“นายไปได้ยินชื่อฉันมาจากที่ไหน”

“คนที่คุณได้ช่วยเอาไว้นะ”

“ใคร?”

“ฮิโรกิ”

‘…อา’

ซํงจินได้เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ข่าวลือนี้ได้แพร่กระจายออกไปจากซามูไรชั้นยอดที่เขาได้พบในบทที่ 3 จากนั้นซังจินก็ถามเพิ่มเข้าไปอีก

“แล้วนายเจอกับเขาเมื่อไหร่?”

“เมืองของดาร์คเอลฟ์…ในบทที่ 8 นะ”

เขายังมีชีวิตรอดมาได้อยู่

“เขาเป็นคนที่มีความสามารถที่น่าทึ่งดังนั้นฉันจึงยกย่องเขา ฉันไม่เคยที่จะพบใครที่ใช้ดาบได้ดีกว่าเขาเลย… แต่ว่าเขาก็ได้มีว่ามีชายอยู่อีกคนหนึ่งที่ตัวเขาเองไม่สามารถจะนำไปเปรียบเทียบได้อยู่เลย…ฉันได้ถามเขาออกไปเกี่ยวกับชื่อของคนๆนั้นและเขาก็ได้บอกออกมา สุดยอดนักล่า ชายคนนั้นก็คือสุดยอดนักล่าเค”

‘…เข้าใจละ…’

เขาคิดว่ามันอาจจะมีบางอย่างเช่นนี้เกิดขึ้นบ้าง แต่ว่านี่มันเร็วกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก ทุกๆคนได้หันมาจดจ่ออยู่กับบทสนทนานี้

ซังจินไม่ค่อยจะชอบให้มีคนให้ความสนใจกับเขามากนัก แต่ว่านี่ก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้ใช้ดวงตาแห่งเจรามิท มันจะไม่มีเวลาเช่นนี้อีกที่ทุกคนจะให้ความสนใจมาที่เขา

ซังจินได้จับไปที่ต่างหูของเขาและตอบกลับมาอย่างไม่เต็มใจ

“เอาหละ เขาเป็นเด็กที่กระตือรือร้นดี…เขาอาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง”

แล้วจากนั้นเขาก็สามารถจะได้ยินความคิดภายในของนักล่าทั้ง 9 คนได้

‘สุดยอดนักล่า…ฉันไม่คิดว่ามันเป็นฉายาที่ธรรมดา…ตามที่ฉันคิด…’

‘หมวกนั่น…ไม่ใช่ว่ามันคืออหัวของบอสลับในปราสาทแวมไพร์หรอกหรอ…ใช่แล้ว มันคือหัวของบอสลับ เขาฆ่ามันงั้นหรอ? ฉันไม่สามารถแม้แต่จะสัมผัสมันได้เลยนะ…’

‘เขามีแหวนอยู่ครบทุกนิ้วเลย เขาไปได้พวกมันมาจากไหนกัน?’

‘ดาบสามเล่ม….อันที่ดูชำรุดมันดูน่าหวาดกลัว…แต่ว่าสำหรับอีกสองเล่มไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือดาบระดับตำนานทั้งคู่’

‘เขาอาจจะแค่แข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆอยู่นิดหน่อย…มันไม่มีทางที่จะเชื่อได้แน่นอนว่าเขาจะสามารถเอาชนะทั้งบทได้ด้วยตัวคนเดียว’

‘โชคดีแล้ว การจู่โจมนี้มันน่าจะอันตรายมาก ดังนั้นการมีคนแข็งแกร่งอยู่มันจะได้ช่วยทำให้ฉันใจชื้นได้บ้าง’

‘จริงๆแล้วเขาแข็งแกร่งแค่ไหนกัน? ฉันคิดว่าควรจะตรวจสอบเขา…ตั้งแต่ที่เขาจะต้องไปที่ปีกขวากับฉัน’

‘เขามาจากที่ไหนกัน? บอสลับกี่ตัวแล้วที่ถูกเขากำจัด?’

‘เขามีส่วนคล้ายคลึงกับฮิโระนะ….เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งจริงๆงั้นหรอ?’

ในตอนนี้ได้มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะว่าเขาได้ยินเสียงความคิดของทั้ง 9 คนพร้อมๆกัน ดังนั้นขาจึงไม่สามารถจะบอกได้ว่ามันเป็นเสียงของใครบ้าง เขาไม่สามารถจะแยกแยะมันได้ถูกต้อง สิ่งที่เขาพอจะแยกได้ก็มีแค่ความคิดของบาบาเรี่ยนและผู้อมตะที่ยังคงจับมือเขาอยู่

‘ถ้าหากว่าฉันต้องการที่จะฟังความคิดของคนทั้ง 9 คน พร้อมๆกัน…ฉันก็จำเป็นจะต้องมีสมาธิเป็นอย่างมาก…’

ซังจินได้คิดขึ้นในขณะเดียวกันเขาก็ได้พูดกับทั้ง 9 คน

“แม้ว่าฉันจะแข็งแกร่ง มันก็ไม่ได้เปลื่ยนความจริงที่ว่าพวกเราจะต้องร่วมมือกันในครั้งนี้ โปรดไว้วางใจกันและให้ความร่วมมือแก่กันและกันด้วย”

และแล้วเขาก็ได้ยินความคิดอีกครั้ง

‘อา…เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งและเป็นคนที่ดี เขานั้นเป็นคนที่ยิ่งใหญ่’

‘ความเชื่อใจ? คำพูดไร้สาระอะไรกัน ฉันจะไปไว้ใจคนแปลกหน้าได้ยังไง? มันมีฆาตกรอยู่ทุกๆที่นั้นแหละ’

‘ผู้อมตะและ….เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนที่หน้าเชื่อถือ ฉันคิดว่าการจู่โจมนี้คงจะดำเนินไปอย่างราบรื่น’

ท่ามกลางเสียงเหล่านี้ ซังจินก็ได้ยินเสียงหนึ่งที่โดดเด่นดังออกมา

‘ฉันจะให้ความร่วมมือไปก่อนในตอนนี้ อย่างน้อยก็จนกว่า…. แต่ว่าถ้าหากฉันผูกขาดแต้มทั้งหมดของทั้ง 10 คน…ฉันจะได้แต้มเท่าไหร่กันนะ?’

ซังจินได้จดจ่อกับการฟังเสียง มันเสียงที่ดูจะหยาบๆ แต่ว่าเขาก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร

มีเพียงเสียงของสองคนเท่านั้นที่ซังจินสามารถจะแยกออกอย่างชัดเจนนั้นคือของผู้อมตะและบาบาเรี่ยน ซังจินได้พูดต่อออกไป

“ถ้าหากว่าพวกเราให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันมันก็สามารถจะจบลงไปได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีใครที่เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว”

‘ฮึ่ม ฉันไม่รู้ว่าการจู่โจมที่กำลังจะไปมันเป็นยังไง….แต่ว่าถ้ามีเพียงแค่คนที่จะรอดอยู่ 2 หรือ 3 คน…ฉันก็จะเคลื่อนไหว’

เขาเป็นฆาตกรอย่างแน่นอนโดยที่ไม่ต้องสงสัยเลย เขากำลังหาโอกาสในการโจมตีอยู่ ซังจินได้ให้ความสนใจไปที่เสียงของเขา

‘ฆ่ามังกรมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง…ถ้าฉันรอที่เปลื่ยนไปในขณะที่กำลังหลบหลีกอันตราย โอกาสมันก็จะ…’

นั้นคือเท่าที่เขาได้ยินมาทั้งหมดก่อนที่ดวงตาแห่งเจรามิทจะหมดเวลา จากนั้นผู้อมตะก็ได้กล่าวออกมาว่า

“ใช่แล้ว เช่นเดียวกับที่นายพูด พวกเราทุกคนจะได้กลับออกไปอย่างมีชีวิตถ้าหากพวกเราทุกคนให้ความร่วมมือแก่กันและกัน”

เขาได้ยื่นมืออกมาทางคนอื่นๆและพูดขึ้น

“มาๆ มารวมกันก่อนที่มันจะเริ่มต้นขึ้น”

“คนอื่นๆได้ออกมาข้างหน้าและวางมือลงบนมือของเขา ซังจินก็ได้เข้าร่วมด้วยเช่นกัน

“ไปเอาชนะกัน ไปเป็นทีม”

เขาได้ตะโกนออกมาพร้อมกับยกแขนขึ้น

“ไปเป็นทีม!”

แล้วก็ตามมาด้วยเสียงหยาบที่ซังจินคุ้นเคยจากก่อนหน้านี้

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย <