0 Views

Chapter 57 – Tahrakhan Plateau (2)


Tahrakhan Plateau Raid
Objective – Hunt the Harpy Queen ‘Laliha’
Time limit – 1 hour


ข้อมูลของโอเปอเรเตอร์ได้เปิดขึ้นมาและนักล่าต่างก็รวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ

“ฉันเดาว่าไม่มีใครที่สามารถจะโจมตีระยะไกลได้เลยในรอบนี้”

“ฉันก็คิิดว่ามันเป็นเช่นนั้น”

“พวกเราไม่มีใครที่ใช้เวทเลยหรอ”

“ฉันสามารถใช้ได้นิดหน่อย”

“ฉันพยายามจะเรียนรู้มันบางส่วยด้วยตัวเอง…แต่พลังเวทมันต่ำเกินไปเกินกว่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ มันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย”

“ฉันรู้ ฉันได้พยายามเรียนรู้มันเช่นกัน แต่แล้วฉันก็ได้ขายมันออกไปหลังจากที่ลองพยายามไปครู่หนึ่ง”

ในขณะที่นักล่าคนอื่นๆกำลังคุยกันอยู่นั้น ซังจินก็คิดว่าเขาจะหาทางอยู่ร่วมกับนักล่าสมบัติในปาตี้ได้อย่างไร

‘ฉันไม่ชอบความคิดที่ว่าเขาจะใช้ทักษะนักล่าสมบัติไปในตอนที่ฉันนั้นไม่อยู่และสร้างความงุ่นวายพร้อมกับนำชิ้นส่วนลับไป..’

ซังจินกำลังพยายามคิดหาวิธีว่าจะทำยังไงกับเขาดี

”ฉันจะใช้ทักษะนักล่าสมบัติตั้งแต่เริ่มขึ้น และเมื่อได้รับชิ้นส่วนลับแล้วฉันก็จะติดตามพวกเขาไปจนกว่าพวกเขาจะใช้ทักษะ และจากนั้นก็จบการจู่โจมและรวบรวมองค์ประกอบลับ’

เมื่อเขาวางแผนต่อไปเสร็จสิ้น ซังจินได้รอให้การจู่โจมเริ่มขึ้น

[5 4 3 2 1 0]

ครู่หนึ่งการจู่โจมก็เริ่มขึ้นและเขาก็หันไปมองนักล่าคนอื่นๆและพูดขึ้น

“ฉันมีธุระที่จะต้องออกไปทำ ดังนั้นพวกนายไปล่าพวกฮาปี้รอบๆหรืออะไรบางอย่างก่อนเลย เดี๋ยวฉันจะกลับมา”

ทุกๆคนหันไปมองที่ซังจินอย่างตกใจ ผู้สอบสวนเป็นคนแรกที่ตอบกลับมา

“สิ่งนี้…”

แต่ซังจินก็ไม่ได้มีเวลาที่จะมาอยู่อธิบายพวกเขา เขาจึงรีบพูดสรุปอย่างรวดเร็ว

“พยายามล่าพวกฮาปี้ให้มากที่สุดก่อนที่ฉันจะกลับมา นั้นจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกนายได้รับแต้มผลงานบางส่วน”

เมื่อซังจินพูดจบเขาก็โยนเหรียญขึ้นไปในอากาศ ครู่หนึ่ง

“ฮี้~”

ม้าก็ได้ปรากฏตัวออกมาและร้องขึ้น ซังจินจึงรีบขึ้นไปขี่มันและคว้าบังเหียน และขี่ม้าออกไป ระหว่างนั้นเขาก็ได้คิดถึงเหล่านักล่าที่เขาทิ้งไว้

‘ถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถจะฆ่าพวกมอนสเตอร์ปกติได้ด้วยสี่คน…พวกเขาก็จะตาชในไม่ช้าก็”

ซังจินก็กังวลอยู่แล้ว หากพวกเขาอ่อนแอเขาก็จะตาย สิ่งนี้มันเป็นธรรมชาติของเกมส์นี้

ในตอนแรกซังจินไม่ได้พิจารณาถึงในเรื่องนี้และเขาได้พยายามที่จะทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แต่หลังที่เขาได้ย้อนกลับมา เขาก็ได้กลายเป็นคนที่คิดคำนวนสิ่งต่างๆได้อย่างใจเย็น

‘ผู้ที่ไร้ความสามารถหรือธรรมดาเกินไปก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้อยู่ต่อไป’

มันเป็นความจริงที่ว่าคนที่จะเหลือรอดจะมีแต่คนที่ดีกว่า แต่ในตอนท้ายที่สุดสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะรอดอยู่ได้

ถ้าหากมีใครในสี่คนในรอบนี้ที่จะสามารถจบเกมส์นี้ได้ มันก็จะแสดงอิกมาเองในตอนที่เขาได้กลับมา

‘จากความซื่อสัตย์ ในรอบนี้ไม่มีใครเลยที่เหมาะสมจะ ‘เลือก’ ไป…’

แม้ว่าเขาไม่ได้เลือกใครในการจู่โจมนี้ ซังจินก็จะเข้าไปแทรกแซงการจู่โจมอื่นๆ เพื่อที่จะเลือกสมาชิกในตอนท้ายและด้วย ‘ผู้ที่ถูกเลือก’ เขาก็จะเอาชนะการจู่โจมสุดท้ายด้วยกัน

การจะกลายเป็น ‘ผู้ที่เอาชนะกฏเกณของโลกนี้’ จะไม่สามารถเป็นได้หากเขายังทำเพียงตามบทบาทที่ได้รับและเข้าร่วมมันตามปกติเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

ซังจินนั้นรู้ในสิ่งนี้มากยิ่งกว่าผู้ใด ในระหว่างที่ชาโดวรันกำลังวิ่งอยู่ เขาก็เรียกโอเปอเรเตอร์

“โอเปอเรเตอร์ ใช้ทักษะนักล่าสมบัติ ช่วยบอกฉันที่ว่าฉันจะหาชิ้นส่วนลับหรือบอสลับได้จากไหน”

[นี้เป็นคำใบ้เกี่ยวกับสมบัติลับที่ซ่อนอยู่]

ซังจินได้ตั้งสมาธิจดจ่อไปกับคำใบ้ที่โอเปอเรเตอร์กำลังจะพูดออกมา

[ที่ขอบหุบเหว]

[ถูทิ้งโดยพ่อแม่และปล่อยให้อยู่ตัวคนเดียว]

[มีแต่จะต้องอยู่รอดและเติบโต]

[นี้คือหนทางของขุนนางที่แท้จริง]

[มีเพียงผู้ที่ทำลายเปลือกและกลับมามีชีวิตเท่านั้น]

[ที่จะสามารถกลับมาทวงบัลลังก์ได้]

เขาได้ยินมันครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจมันได้

“โอเปอเรเตอร์ ทวนอีกรอบหนึ่ง”

ลูกบาศก์ได้เปล่งเสียงทวนออกมา ซังจินจึงได้หยุดม้าลงในขณะที่ฟังคำใบ้นั้น

“โว้ โวว~”

เขาได้หยุดชาโดวรันและมองสำรวจไปรอบๆ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะมองเห็นข้างหน้าเนื่องจากหมู่เมฆที่ลอยตัวอยู่หนาแน่น แม้ว่าเขาจะมีวิสัยทัศน์ของวิญญาณ เขาก็ไม่สามารถที่จะมองทะลุออกไปได้

โชคดีที่ว่าหมู่เมฆพวกนั้นเคลื่อนที่ตลอดเวลา ซังจินจึงสามารถมองออกไปข้างหน้าได้ มันเป็นไปได้ที่จะมองออกไปไกลๆในที่ราบสูง

ในขณะที่เขากำลังมองไปรอบๆ เขาก็ได้นึกถึงบางอย่าง

‘อะไรที่ท่านเห็น ข้าก็จะเห็น’

เขาจำได้เกี่ยวกับสิ่งที่เบสโกโร่บอกแก่เขาและจากนั้นเขาก็เรียกเบสโกโร่

“คุณปู่เบสโกโร่~”

เและเขาก็ได้ยินเสียงตอบกลับมาในหัว

‘ข้าบอกให้าท่านเรียกข้าว่าเบสโกโร่ไง’

“ฉันไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย นายควรที่จะขอบคุณฉันนะที่ฉันยอมคุยกับคนแก่อายุ 52 ปี”

‘ฮึ่ม’

“อา ถูกแล้วๆ นายไม่ได้เป็นคุณปู่เฉยๆ นายนั้นเป็นคุณปู่ที่ยังซิงอยู่”

เบสโกโร่ได้สวนจึ้นมาทันควัน

‘ซิง พระเจ้า เพียงแค่เหตุผลเดียวที่ข้าเป็นเช่นนี้มันเป็นเพราะว่าข้ามัวแต่ยุ่งอยู่ในสนามรบ’

“โอเคไม่เป็นไรๆ…ยังไงก็ตาม คุณปู่ ไม่ๆฉันหมายถึงเบสโกโร่ นายพอจะเห็นหุบเหวของที่ราบไหม”

‘ไม่ ข้าไม่เคยเห็นมัน’

“จริงหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันจะขี่ชาโดวรันไปต่อ ถ้าหากนานมองเห็นหุบเหวของที่ราบสูงก็ช่วยบอกฉันด้วยนะ”

‘ไม่มีปัญหา’

ซังจินได้ขี่ม้าพุ่งออกไปด้านหน้าต่อ ถึงแม้ว่าในสถานที่แห่งนี้จะมีอ๊อคซิจงเจนน้อยมากแต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับชาโดวรัน เพราะมันเป็นวิญญาณ

เขาได้วิ่งออกไปในที่ราบสูงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

****

เมื่อเคที่จู่ๆได้ออกไป นักล่าคนอื่นๆจึงรีบไปล่าพวกฮาปี้ทันที

พวกเขานั้นไม่ชอบความจริงที่ว่าเคได้ตัดสินใจที่จะออกไปคนเดียว แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีทางเลือกอะไร

“แบ๊ะๆ~”

ไกลออกไปได้มีแพะเพศผู้อยู่ แต่สิ่งที่แปลกประหลาดของแพะนั้นคือมันมีเขาขนาดใหญ่

เขาของมันบิดเป็นเกลียวไปข้างหน้าจนมันมองดูคล้ายกับหอก

แพะตัวนั้นได้จ้องมาที่พวกเขาอยากหิวกระหายซึ่งแตกต่างจากแพะปกติที่กินแต่หญ้า ผู้พิพากษาจึงถือหอกขึ้นมาและพึมพัมกับตัวเอง

“ดูเหมือนกับว่าเจ้าแพะตัวนี้มันจะชอบเคี้ยวเนื้อมากกว่าหญ้าซะแล้วสิ”

ครู่ต่อมาแพะมันก็ได้พุ่งเข้ามาหาพวก

“แบ๊ะ~”

แพะภูเขาตัวนี้มันได้พุ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ผู้พิพากษจึงเป็นผู้รับแรงกระแทกของมันและตะโกนออกมา

“โจมตี”

หลังจากมันได้ถูกหยุดลง แพะก็ไม่สามารถจะป้องกันการโจมตีของ นักสู้ โจรสลัด และนักล่าสมบัติได้

แพะได้พยายามที่จะโจมตีกลับไปด้วยการเหวี่ยงเขาของมันไปรอบๆ แต่มันก็ทำอะไรได้ไม่มาก ในที่สุดมันจึงได้ถูกฆ่าลงด้วยการกลุ้มลุมของทั้งสี่นักล่า

เมื่อศัตรูตัวแรกได้ถูกกำจัดลง ผู้พิพากษาก็ถอนหายใจออกมา

“ว๊าว…ทำไมเจ้าแพะนี่…มันถึงแข็งแกร่งกว่าหมีซะอีก…”

“รูปร่างหน้าตามันไม่สำคัญหรอก จริงไหม ฉันคิดว่าศัตรูจมันะเพิ่มความยากมากขึ้นไปเรื่อยๆซะอีก เมื่อพวกเราได้ผ่านบทไปเรื่อยๆ”

ทุกๆคนต่างก็หยักหน้ากับคำพูดนี้ของนักล่าสมบัติ

โดยเฉลี่ยแล้วค่าสเตตัสของผู้ที่รอดชีวิตอยู่จะต้องเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อที่จะไล่ตามความสามารถของมอนสเตอร์เหล่านี้ให้ทัน

โลกแห่งนี้นั้นมันแตกต่างจากสามัญสำนึกของโลกเดิมโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่านักสู้จะมีความสุขในสถานการณ์เช่นนี้

“มันจะไม่สนุกถ้าหากไร้ซึ่งความท้าทาย”

ในขณะนั้นเอง

“กวี้~”

ผู้พิพากษาก็ได้ถูกยกขึ้นไปในอากาศ เมื่อคนอื่นๆได้มองขึ้นไปเขาก็ได้เห็นผู้พิพากษาถูกจับโดยฮาปี้และพาไปที่ไหนสักแห่งในขณะที่เขากำลังดิ้นรนขัดขืน

นักล่าสมบัติจึงร่ายเวทอย่างรวดเร็ว

“จงเผาไหม้ทุกสิ่งในเส้นทาง”

แต่แล้วบอลไฟที่ถูกปล่อยออกไปก็ไม่โดนฮาปี้ จากนั้นโจรสลัดจึงร่ายเวทตามมาเพื่อที่จะช่วยผู้พิพากษา

“ใบมีดสายลมที่ตัดได้แม้กระทั้งเหล็ก คมมีดวายุ”

หนึ่งในใบมีดลมได้พุ่งออกไปจากมือของเขาและพุ่งเข้าใส่ปีกของฮาปี้

“กวี้~”

ฮาปี้ได้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและเธอก็ตกลงมาพร้อมกับผู้พิพากษา มันจึงเป็นโอกาสให้นักล่าเข้าไปจัดการมันก่อนที่มันจะหนีออกไปอีกครั้ง

ฮาปี้ได้พยายามที่จะสู้กับด้วยเล็บเท้าของมัน แต่แล้วในที่สุดมันก็ตายลง จากนั้นนักล่าสมบัติจึงได้เข้าไปตรวจสอบผู้พิพากษา

“เฮ้ นายเป็นอะไรไหม”

“อั๊ก…”

ขาของเขาได้งอผิดรูป เขาคงจะได้รับบาดเจ็บในตอนที่เขาได้ร่วงลงมา แต่แม้ว่าเขาจะยังเจ็บปวดอยู่แต่เขาก็ตะโกนออกมาอย่างโกรธแค้น

“ฉันยังคงอยู่บนท้องฟ้า ทำไมพวกนายถึงโจมตีเช่นนั้นกัน”

โจรสลัดได้หมดคำที่จะพูดไปในทันที

“…ว๊าว แม้ว่าฉันพึ่งจะช่วยนาย…”

ความขัดแย้งกันภายในทีมนั้นไปเรื่องที่แย่ การจู่โจมปกตินั้นก็ยากลำบากพออยู่แล้วแม้ว่าจะร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ถ้าหากมีการทะเลาะกันภายในทีมก็อาจจะหมายถึงความชิบหายได้เลย นักล่าส่วนใหญ่นั้นจะรู้ถึงในเรื่องนี้และจะรีบหาวิธีแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้ให้มันกลับไปเป็นปกติอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะลุกลามไปไกล

“อย่าเป็นเช่นนั้น…”

แต่แล้วนักสู้ก็กล่าวเพิ่มมาอีก

“ทำไมนายถึงต้องร้องโหยหวนเพราะอาการบาดเจ็บเล็กน้อยแค่นั้นด้วย นายสามารถที่จะดื่มโพชั่นและกลับมาเป็นปกติได้ ถูกไหม”

แต่คำพูดของเขามีแต่จะสุมไฟเข้าไปเพียงเท่านั้น

“อะไรนะ นายคิดว่าโพชั้นสามารถจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่างหรอ นายมาลองยืนอยู่ในแนวหน้าดูในครั้งต่อไป แล้วมาดูกันว่านายจะทำได้ดีแค่ไหน”

“นายกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ นายเป็นแท้งมันคือหน้าที่ของนาย ฉันจะทำหน้าที่ของฉันในแนวหลัง มันยุติธรรมดีแล้ว ถูกไหม”

ในพื้นที่ว่างของที่ราบสูงอารมณ์ของเหล่านักล่าได้เริ่มพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

****

ซังจินยังคงขี่ม้าของเขาไปเรื่อยๆ แม้ว่าเขาจะเห็นพวกแพะรอบๆ แต่พวกมันก็ไม่ได้ไล่ตามเขามาในขณะที่เขาขี่ม้าอยู่

ซังจินได้นึกกลับไปในความทรงจำในอดีตของเขา

‘พวกนั้นมันอันตรายมาก…’

ในอดีต พวกแท้งได้รับบาดเจ็บจากการที่พยายามจะป้องกันมันเอาไว้และถูกเขาแทงเข้า

‘…มันจะบาดเจ็บแม้ว่าจะเป็นในตอนนี้’

ซังจินได้มองไปซ้ายและขวาเพื่อที่จะมองหาหุบเหว แต่แล้วเขาก็ไม่เห็นสิ่งใด ซังจินจึงได้เรียกเบสโกโร่

“เบสโกโร่…”

‘ไม่เลย’

เขาได้ตอบกลับมาสั้นๆและเงียบไป ซึ่งมันแตกต่างจากตัวเขาตามปกติ เขาคงจะยังโกรธอยู่ที่ถูกเรียกว่า ‘คนแก่ซิง’ ในก่อนหน้านี้

‘ชัดเลยว่าเขาเป็นคุณปู่อายุ 52 ปีที่เอาแต่ใจ…เยี่ยม ฉันคิดว่าฉันรู้แล้วหละว่าทำไมเขาถึงได้เสนอที่จะแต่งงายกับสาวอายุ 20 ปี…’

ซังจินได้คิดนินทาเกี่ยวกับเบสโกโร่ภายในใจ

‘ฉันควรจะปล่อยให้เขาโกรธต่อไปและ…หืมม ดูนี่สิ…’

ซังจินหันไปมองในเนินเขาที่อยู่ข้างหน้า อย่างไรก็ตามจากจุดนี้เขาก็ไม่สามารถจะมองเห็นหุบเหวผ่านหมู่เมฆไปได้

ซังจินพยายามที่จะนึกไปถึงคำใบ้อีกครั้ง

[ในหุบเหว]

‘มันอาจจะเป็นการเทียบเคียงถึงเฉยๆ’

ถ้าหากมันเป็นในกรณีนี้เขาก็จะปวดหัวมากขึ้นเมื่อพยายามที่จะไขปริศนานี้

‘จะเป็นอย่างไรถ้าหากว่ามันไม่ได้หมายถึงหุบเหวแต่เป็นการเปรียบเปรย…’

ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น ชาโดวรันก็ได้หยุดลง

“มีอะไรงั้นหรอชาโดวรัน”

ในขณะที่เขาถามออกไป เขาก็ได้สังเกตุเห็นหน้าผาชันเบื้องหน้า

‘งั้นมันก็ไม่ใช่การเปรียบเปรยสินะ’

ซังจินลงไปจากชาโดวรันและจากนั้นเดินเข้าไปใกล้กำแพงและมองลงไปในหุบเหว เขาไม่สามารถจะมองเห็นด้านล่างได้

ซงจินมองไปรอบๆ ผานั้นมันต่อเนื่องไม่รู้จบ

“เดี๋ยวนะ…นี้มัน….”

เบสโกโร่ได้กล่าวออกมาในสิ่งที่ซังจินคิด

‘ที่ราบสูงทั้งหมดจะต้องล้อมรอบไปด้วยผาสูงชัน

ในกรณีนี้เขาจะต้องเปลื่ยนสิ่งที่ขี่ ซังจินจึงได้พูดกับชาโดวรัน

“ขอบใจนายมากชาโดวรัน กลับไปพักก่อนละกันนะ…ยกเลิกการอัญเชิญ”

เมื่อชาโดวรันหายไป ซังจินก็ได้หยิบเอาพรมเวทมนตร์ออกมาจากลูกบาศก์

“บิน”

ซังจินได้ขี่พรมและบินวนไปรอบๆผา ในขณะที่เขาได้ตรวจสอบกำแพง เขาก็คิดกับตัวเอง

‘ทวงคืนบัลลังก์…ทวงคืน…’

 


ตอนนี้กลุ่มลับตอนนี้กลุ่มแรก 1-80 ครบแล้วนะครับ ส่วนกลุ่มสองจะเป็นตอนที่ 81-130 ครับ ซึ่งตอนนี้จำนวนตอนปัจจุบันอยู่ที่ตอนที่ 105 ครับสามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย <