0 Views

Chapter 46 – Count Dimitri’s Castle Ruins (2)

[ 3 2 1 0 การจู่โจมเริ่มขึ้นแล้ว]

ในเวลานั้นเอง

“แคร๊ก”

ประตูเหล็กด้านหน้าได้เปิดขึ้นในอัตโนมัต แต่ก็ไม่มีใครซักคนเดินเข้าไป พวกเขานั้นกำลังมองดูการระบำดาบของซังจินอยู่อย่างุนงง

ซังจินได้เก็บดาบลงในทันทีและเอียงศีรษะไปทางเข้าประตู

“ไปกันเถอะ”

ซังจินได้เดินออกไปเป็นแนวหน้า ตามมาด้วยจิโอวานี่ มาฮาเดส โดมินิคและเพ่ง หลง ถ้าหากยกเว้นซังจินออกไปมันก็จะเป็นรูปแบบเดิมที่วางแผนไว้

ภายในนั้นเป็นสวนขนาดใหญ่ แม้ว่ามันจะถูกเรียกว่าสวน แต่ไม่ได้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเครื่องปั้นดินเผาที่แห้งและแตกลง เศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดอกไม้ที่ตายแล้ว สวนแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยออร่าแห่งความตาย

“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง”

เสียงเห่าของสุนัขได้วินออกมาจากไกลๆ และสุนัขดอเบอร์แมนสองตัวก็ได้วิ่งออกมา พวกมันนั้นไม่ได้เป็นเช่นพันธ์ดอเบอร์แมนปกติทั่วไป

แก้มที่เน่าเปือยจนสามารถเห็นฟันได้ และเปลือกดวงตาที่หายไป แสดงให้เห็นถึงดวงตาที่ห้อยอยู่ พวกมันนั้นคือสุนัขซอมบี้ นักล่าคนอื่นๆต่างก็รู้สึกขนลุกขึ้นในทันที ยกเว้นเพียงซังจิน

ซังจินค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆ สุนัขได้เห่าใส่เขาตลอดเวลา

“โฮ่ง โฮ่ง”

พวมันก็ยังคงขู่เขาต่อไป โดยไม่สนใจมันซังจินได้เดินเข้าไปต่อ ในที่สุดสุนัขก็ได้ตัดสินใจพุ่งเข้าใส่ซังจิน

“กร๊าา”

สุนัขซอมบี้นั้นได้เคลื่อนที่เร็วมากกว่าสุนัขปกติมาก แต่แล้ว

“วูบ วูบ”

ด้วยดาบทั้งสองเล่มของซังจิน สุนัขซอมบี้ก็ได้ถูกตัดออกเป็นชิ้นๆในทันที ซังจินก็ยังคงเดินต่อเข้าไปในประตูโดยที่ไม่ให้ความรู้สึกถึงความระมัดระวังหรือเร่งด่วน

เขานั้นได้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป เขาจึงหันกลับไปมองที่ด้านหลังเขา นักล่าที่เบื้องหลังเขาทั้งหมดกำลังยืนนิ่งพร้อมกับปากที่อ้าค้าง มีเพียงแค่มาฮาเดสเท่านั้นที่มองดูที่ศพของสุนัข ซังจินจึงตะโกนออกมาเพื่อเรียกพวกเขา

“ทำไมยังไม่มากันอีก มานี่เร็วๆเลย เราจะต้องไปด้วยกัน”

ด้วยคำพูดนี้นักล่าทุกคนจึงวิ่งเข้ามาในทางเข้าอย่างรวดเร็ว ด้านหน้าของประตูปราสาทได้มีแผ่นหินแปลกๆอยู่ห้าก่อน

“พวกนายทั้งหมดได้อ่านมันแล้วใช่ไหม มายืนบนหินแต่ละอันเลย”

นักล่าได้ทำตามคำแนะนำของเขาอย่างเชื่อฟัง และเมื่อทั้งห้าคนได้ยืนบนแผ่นหินแต่ละที่ เสียงระฆังก็ได้ดังมาจากระยะไกล

“เป้ง~ เป้ง~”

และจากนั้นนักล่าก็ได้ยินเสียงออกมาจากด้านบน

“อา ยินดีต้อนรับ มันนานมากแล้วที่แขกมาเยี่ยมเยือนครั้งสุดท้าย”

นักล่าทุดคนมองขึ้นไปด้านบนท้องฟ้า กลุ่มค้างคาวได้บินมารวมตัวกันอยู่ด้านบนและกลายเป็นหนึืงเดียวในด้านบนหอคอย มันเป็นชายคนหนึ่งที่มีหูแหลมยาว

“พวกเจ้ามาทำอะไรกัน ข้าคือเจ้าของปราสาทแห่งนี้”

จากนั้นชายที่มีใบหน้าขาวซีดก็ได้ก้มคำนับพวกเขาตามมารยาทสมัยก่อน

“ข้าคือเคาท์เดมิทรี”

เขาได้พูดและยิ้มออกมาทำให้เขี้ยวของเขาสามารถเห็นได้ชัด ทุกๆคนต่างก็หวาดกลัวเขี้ยวนั้น แต่ซังจินนั้นมีความคิดที่ต่างออกไป

‘รอก่อนเถอะ…อีกไม่นานหรอก…แันจะไปถอนมันออกมา’

“ข้าได้เตรียมพร้อมงานต้อนรับไว้สำหรับพวกเจ้าแล้วในแต่ละชั้น”

ซังจินได้พูดขึ้นเบาๆกับโอเปอเรเตอร์จนแทบจะไม่ได้ยิน

“โอเปอเรเตอร์ส่งอัลซาร์ดมาที”

พรมเวทมนตร์ได้ปรากฏออกมาจากลูกบาศก์ตามคำขอ

“ข้าได้ใช้เวลาที่นานในการเตรียมพวกมัน ดังนั้นข้าหวังว่าพวกเจ้าจะรู้สึกสนุกไปกับมัน จนพวกเจ้าไม่ได้กลับออกมาอีก หุหุหุหุ”

เคาท์พันปีเดมิทรีได้หัวเราะประหลาดๆออกมา นักล่าคนอื่นๆได้ถูกดึงดูดให้มองไปที่เขา แต่ซังจินนั้นกำลังทำตามแผนอยู่

‘ถ้าหากฉันเอาอัลซาร์ดออกมาและฆ่าเขาในตอนนี้ การจู่โจมก็จะเคลียลงสินะ’

“ข้าหวังพวกเจ้าจะสนุกกันนะ”

ในเวลาเดียวกันนั้นที่เขากล่าวอำลาออกมา

“เอี๊ยดด~”

ประตูแราสาทก็เริ่มยกตัวขึ้นและส่งเสียงดังออกมาที่เกิดจากสนิม ก่อนที่เคาท์เดมิทรีจะได้กลับไป ซังจินก็โยนพรมอัลซาร์ดออกไปและตะโกนขึ้น

“บิน”

พรมได้เปิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง แต่แล้ว

“ฟิ้ว”

ลูกธนูของเพ่ง หลง ได้พุ่งออกไปเป็นสิ่งแรก มันได้ทำให้ซังจินจ้องไปที่ลูกธนูอย่างตกใจ แต่แล้วเมื่อลูกธนูไปจนเกือบจะถึงปลายจมูกเดมิทรี เสียง ‘ปุ้ง’ ก็ดังออกมาพร้อมกับที่เขากลายเป็นกลุ่มฝูงค้างคาว

จากนั้นเสียงหัวเราะของเขาได้ดังขึ้นทั่วทั้งท้องฟ้า

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

‘เวรเอ้ย’

ซังจินได้ไล่ตามฝูงค้างคาวโดยใช้อับซาร์ดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเคาท์ดังออกมาจากค้างคาว

“เจ้าจะสามารถมาเล่นกับข้าได้ก็ต่อเมื่อเจ้าได้เล่นกิจกรรมในก่อนหน้านี้ไปหมดแล้ว หลังจากนั้นก็ขึ้นมาบนสุดของหอคอยเพื่อเล่นกับข้าอีกทีหนึ่ง”

‘ฉันไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น’

มันได้เกิดการไล่ล่าด้วยความเร็วกลางอากาศ ในขณะนั้นซังจินก็ร่ายเวทมนตร์ออกมา

“สายฟ้าที่น่าหวาดหวั่น จงแพร่กระจายจากศัตรูไปเรื่อยๆ โซ่สายฟ้า”

บอลสายฟ้าได้ปรากฏขึ้นบนมือของซังจินและได้ถูดยิงออกไป แต่ส่วนเล็กของค้างคาวก็ได้พุ่งออกมารับไว้

ค้าวคาวที่ถูกสายฟ้าก็ได้ล่วงลงสู่พื้นดิน แต่ฝูงค้างคาวส่วนใหญ่ก็ยังคงหนีต่อไป เมื่อค้างคาวได้มาถึงอีกฟากของปราสาทพวกมันก็บินไปทางคูเมือง ซังจินจึงเริ่มที่จะร่ายอีกเวทมนตร์หนึ่ง

“จงเผ้าไหม้ทุกอย่าง..”

แต่ในขณะที่เขาทำเช่นนั้น ค้างคาวก็เริ่มที่จะเข้าสู่ท่อระบายน้ำตามคูเมือง ซังจินจึงรีบเร่งร่ายคำที่เหลือ

“…ในเส้นทาง บอลไฟ”

เขาได้ปล่อยบอลไฟออกไป แต่ค้างคาวส่วนใหญ่ก็ได้เข้าไปภายในท่อน้ำแล้ว

“ตูม”

ลูกไฟได้พุ่งเข้าไปใส่ทางเข้านั้นและทำให้มันเสียหาย ซังจินได้ตามเข้าไปดูมันและปรากฏว่าทางเข้ามีขนาดเล็กมาก

มันแทบจะไม่เหมาะกังให้มนุษย์เข้าไป หรือแม้กระทั่งกับเคน

“…พรึบ”

ซังจินได้กลับไปที่ทางเข้าปราสาทด้วยความผิดหวัง นักล่าคนอื่นๆได้เฝ้ามองดูเขากลับมา

“นายจัดการกับมันได้ไหม?”

จิโอวานี่ได้ถามออกมา ซังจินจึงเคาะไปมี่ลูกบาศก์และตอบกลับมา

“ถ้าหากมันเป็นเช่นนั้น เจ้านี้มันก็จะพูดอะไรบางอย่างเอง”

ซังจินได้จ้องมองไปที่เพ่ง พลง เพราะเนื่องจากลูกธนูของเขามันได้ทำให้บอสเริ่มหลบหนีเร็วขึ้น

‘ฉันไม่สามารถจะทำอะไรออกไปได้ ตั้งแต่ที่เขาต้องการจะช่วย..’

ซังจินได้ส่ายหัวและเข้าไปในปราสาท นักล่าคนอื่นๆก็ได้ติดตามเขาอยู่ด้านหลัง ด้านในของปราสาทนั้นมืดมาก โดมินิคจึงหันกับโอเปอเรเตอร์

“โอเปอเรเตอร์ ฉันยังมีโคมไฟเหลือมาจากสุสานใช่ไหม ช่วยนำมันออกมาที”

‘นายไม่ต้องการมันหรอก..’

ซังจินได้คิดขึ้นกับตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เขาไม่ต้องการที่จะให้คนอื่นรู้ว่านี้เป็นครั้งที่สองแล้วของเขาที่เขาได้พบทุกๆสิ่ง ในขณะที่นักล่ากำลังยุ่งกับพยายามจะเอาโคมไฟนั้นเอง

“Ti ta dii~”

ในความมืด ไวโอลีนและเครื่องดนตรีคลาสสิกอื่นๆก็เริ่มที่จะเล่นเพลงออร์เคสตร้า ในเวลาเดียวกันแสงของปราสาทก็เริ่มส่องออกมา บนชั้นแรกนั้นเป็นทางเดินขนาดใหญ่

ฝ้าเพดานที่มืดในก่อนหน้านี้ได้สว่างขึ้นด้วยโคมไฟระย้า

“Daa~ raa ta da~”

เพลงคลาสสิกก็ยังคงเล่นต่อไปเป็นพื้นหลังในขณะที่

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

“โฮ๊ะ ๆ ๆ ๆ”

ได้มีคู่เต้นชายหญิงหัวเราะออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ฝ่ายชายนั้นสวมชุดสูทส่วนฝ่ายหญิงสวมใส่ชุดแฟนซี พวกเขาได้เเต้นรำไปตาทเสียงเพลงที่บรรเลงอยู่ และแต่ละคนก็สวมหน้ากากแปลกๆ

ใบหน้าของนักล่าแต่ละคนก็แสดงออกต่างกันไป โดมินิคได้เริ่มพึมพัมออกมา

“บทนี้…มันมีแค่นี้…”

มันได้ถูกเขียนไว้ในแผ่นข้อมูล แต่มันก็ยังรู้สึกแปลกเมื่อได้สัมผัสกับมันครั้งแรก ซังจินจึงพูดขึ้นกับนักล่าคนอื่นๆ

“อย่าได้ถูกดึงไปโดยพวกเขา ระวังตัวไว้”

และในระหว่างกลางเพลง ทันใดนั้น

“ปัง”

เสียงของเปียโนได้ดังขึ้นขัดมาและเพลงก็หยุดลง ซังจินหันหลับไปหานักล่าคนอื่นๆและบอกพวกเขา

“โอเค มันจะเริ่มขึ้นแล้ว ฉันจะจัดการพวกมันส่วนใหญ่เอง ดังนั้นพวกนายควรจะบ่าพวกมันอย่างระมัดระวังตัว”

“Keee ta taan~ ta ta taan~”

เพลงที่ไพเราะสง่างามได้ถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงที่เสียดหู คู่รำทั้งหมดได้โยนหน้ากากของพวกเขาทิ้งในเวลาเดียวกัน

“อา…”

เมื่อหน้ากากได้ถูกถอด ใบหน้าของพวกเขาก็ปรากฏออกมา ใบหน้าที่ขาวซีดกระจ่างและเขี้ยวที่แหลมคม ใบหน้าพวกเขาเริ่มขมุกขมัวและเริ่มกรีดร้อออกมา

“ก๊าซซ”

“นายควรจะเล็งศัตรูทีละตัวเดียวและสู้กับมัน แต่..”

ซังจินได้พูดบางอย่างออกมา และซักดาบออกมาสองเบ่มไขว้กันและพุ่งออกไปข้างหน้า แวมไพร์ก็ได้พุ่งเข้าใสเขาเช่นกัน

แวมไพร์เหบ่านี้แตกจากอันเดธเป็นอย่างมาก พวกเขามีความเร็วที้สูงกว่า แต่พวกมันก็ไม่มีทางจะเทียบเคียงกับซังจินที่ได้ถือดาบระดับตำนานไว้ในมือแต่ละข้างได้

ด้วยการเหวี่ยงดาบของเขาหนึ่งทีก็จะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งถูกตัดออก ในขณะที่ซังจินพุ่งเข้าไปเขาก็เปรียบเหมือนกับพายุที่ตัดทุกสิ่ง นักล่าอีกสี่คนจึงเริ่มโจมตีเช่นกัน

“เดี๋ยวก่อน พวกมันมาแล้ว ระวังตัวด้วย”

จิโอวานี่ได้ออกมายืนแนวหน้าและชูโล่ขึ้นมา โดมินิคก็ชูหอกออกมา และเพ่ง หลง ก็ง้างสายธนู แต่แล้ว

“ย๊า~”

มาฮาเดสได้วิ่งไปข้างหน้าและเตะหนึ่งในแวมไพร์ เขาได้ทำลายคางของแวมไฟร์หญิงด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว

เขาหันหน้าไปเผชิญกับแวมไพร์อีกตนหนึ่งและพูดขึ้น

“โอเวอร์ฮีท”

ด้วยคำนั้น ถุงมือที่เขาสวมใส่ก็ได้เปล่งแสงสีแดงออกมาและจากนั้นเขาก็เหวี่ยงหวัดเข้าใส่แวมไพร์

“เปรี้ยง”

เสียงแปลกๆได้ดังออกมา มันเป็นเสียงที่ยากที่จินตนาการว่ามันออกมาจากร่างกายมนุษย์

“ฟืด”

แวมไพร์ได้ส่งเสียงออกมาอย่างทุกข์มรมาน เมื่อมาฮาเดสดึงหมัดกลับมาก็ได้ปรากฏรูขนาดใหญ่บนอกของแวมไพร์

จิโอวานี่ผู้ที่เคร่งเคลียดในก่อนหน้านี้ได้ลดโล่ลงเล็กน้อย โดมินิคและเพ่ง หลง ก็ยังผ่อนคลายลงครู่หนึ่ง

“ย๊า~”

มาฮาเดสเริ่มที่จะล่าเหล่าแวมไพร์ด้วยความเร็วและพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ และชาวเกาหลีที่อยู่หน้าพวกเขาก็ได้สร้างภูเขาซากศพแวมไพร์ขึ้น นักล่าทั้งสามคนที่เหลืออยู่ได้แต่มองกันและกัน

พวกเขารู้สึกในใจลึกๆว่ามันคล้ายกับการจู่โจมนี้มีเพียงแค่สองคนนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่แล้วเพ่ง หลง ก็ได้เริ่มยิงลูกธนูออกไปใส่แวมไพร์บ้างเช่นกัน

เมื่อจิโอวานี่และโดมินิคเห็นเช่นนั้นก็ยกอาวุธของพวกเขาขึ้นเช่นกัน

“ย๊าก”

พวกเขาได้เริ่มพุ่งเข้าใส่แวมไพร์

****

‘การ์ด’ โดมินิคได้เหวี่ยงหอกของเขาไปรอบๆและมันช่วยไม่ได้แต่เขารู้สึกว่าบทนี้มันแปลกมาก

‘ในบทนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง..แต่ว่าเพื่อนร่วททีมมัน…โดยเฉพาะกับสองคนนั้น..’

ถ้าอยากจะรอกจากบทไปอีกบทก็คือจะต้องต่อสู้ ต่อสู้เท่านั้น มันเป็นเรื่องดีที่จะได้รับเปอเซ็นผลงานที่สูง แต่ความอยู่รอดนั้นสำคัญที่สุด เขาได้ต่อสู้อย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอดเป็นอย่างแรก แล้วค่อยตามมาด้วยผลงานเป็นอย่างที่สอง

แต่มันได้มีบางอย่างที่แตกต่างกันมากในบทนี้ เด็กหนุ่มชาวเกาหลีที่พุ่งออกไปจัดการเหล่าแวมไพร์เช่นเดียวกับพายุทอนาโดที่ตัดทุกสิ่งด้วยดาบของเขา และพระภิกสุที่ทำลายทุกสิ่งด้วยกำปั้นและเท้าของเขา

ในระหว่างสองคนนั้น ทำให้เขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อรับส่วนแบ่งผลงานเพียงเล็กน้อย

‘ไม่ว่าพันธมิตรจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถจะแบ่งผลงานได้..’

โดมินิคนั้นใช้อาวุธเป็นหอกที่เหมาะจะใช้จัดการกับศัตรูจากด้านหลังของแท้ง แต่ในตอนนี้หากเขายังคงอยู่เบื้องหลังแท้งต่อไปเขาก็จะไม่สามารถได้รับผลงานใดๆได้

เด็กหนุ่มชาวเกาหลีและพระได้วิ่งออกไปข้างหน้าและฆ่าทุกๆสิ่งในสายตาโดยที่ปราศจากการป้องกันและซัพพอทจากด้านหลัง เพ่ง หลง นั้นสามารถที่จะได้รับผลงานบางส่วนได้จากการยิงธนูออกไปในระยะไกล แต่โดมินิคนั้นไม่มีความสามารถดังกล่าว หลังจากเขาพิจารณาทางเลือกของเขา มีเพียงทางเลือกเดียวที่เขาคิดได้คือพุ่งออกไปสู้พร้อมกับหอกของเขา แม้ว่ามันจะเสี่ยงก็ตาม

แวมไพร์ที่บาดเจ็บได้เดินเข้ามาหาเขาจากด้านหน้า

“ย๊ากก”

เขาพุ่งออกไปด้านหน้าและแทงหอกออกไปที่หัวของแวมไพร์

“ฉึก”

ด้วยเสียงนั้น แวมไพร์ก็ได้ตายลงโดยที่ไม่สามารถร้องออกมาได้ เขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับการล่าแวมไพร์ด้วยตนเอง

‘ถ้าเช่นนั้น…เพื่อนร่วมทีมของฉันอาจจะไม่แข็งแกร่ง แต่มันกลับเป็นศัตรูที่อ่อนแอเองตั้งหาก’

โดมินิคคิดขึ้นและพุ่งเข้าไปหาแวมไพร์ตัวอื่นๆ

 


ตอนนี้กลุ่มลับตอนนี้กลุ่มแรก 1-80 ครบแล้วนะครับ ส่วนกลุ่มสองจะเป็นตอนที่ 81-130 ครับ ซึ่งตอนนี้จำนวนตอนปัจจุบันอยู่ที่ตอนที่ 84 ครับสามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย <