0 Views

Chapter 139 – Black Market Eleventh Shopping (6)

ซังจินได้โบกมือไปมาในขณะที่พูดเพื่อพยายามที่จะอธิบายอย่างดีที่สุด

“เมื่อฉันสังเกตุเห็นว่าเวลามันช้าลง…แปปหนึ่งหลังจากนั้นมันก็ดูเหมือนจะหยุดลงและเริ่มที่จะถอยหลังกลับ มันดูราวกับว่า….”

‘เทปที่เล่นตรงกันข้าม’

ซังจินต้องการจะพูดแบบนี้ออกมา แต่ว่าเขาก็ได้หยุดตัวเองเอาไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าซาดาเมียร์คงจะไม่รู้จักว่าเทปคืออะไร

“มันก็เหมือนกับว่าการกระทำทุกอย่างมันได้ทำกันตรงกันข้ามนะ นายเข้าใจที่ฉันพูดมั๊ย?”

“ครับ แล้วจากนั้นล่ะ?”

ซาดาเมียร์ได้เรียกร้องให้ซังจินพูดต่อออกมาเหมือนกับเด็กๆที่ได้มาสวนสนุก ซาดาเมียร์เคยได้บอกเอาไว้ว่าเวทย์ย้อนเวลามันเป็นความปรารถนาตลอดชีวิตของเขาและดูเหมือนมันจะเป็นความจริงแล้ว

“ภาพลวงตาที่ถูกทำลายไปได้กลับคืนมา และอาการบาดเจ็บของฉันก็หายไปอีกด้วย”

ซาดาเมียร์ก็ยังคงถามออกมาอีกหลายอย่างเพื่อที่จะสนองความอยากรู้อยากเห็นของเขา

“แล้วมันใช้เวลากี่วินาทีหลังจากที่ท่านใช้เวทย์?”

ซังจินได้นึกย้อนกลับไป

“หืมม…”

เขาได้ใช้เวทย์ในทันทีหลังจากที่มือถูกฟัน ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้พูดกับฟรานซ์อีกด้วย

“อา ฉันจะรักษาสัญญา นั่นคือถ้านายยังสามารถจำมันได้นะ”

และจากนั้นก็ใช้งานไอเทม

‘อำนาจเวทมนตร์ กระแสมานา’

“การตัดสินใจที่ไม่เคยผิดพลาด ความเสียใจที่ไม่เคยได้เกิดขึ้น ย้อนเวลา”

จากจุดนั้นเขาก็ได้ย้อนกลับมาในตอนที่ฟรานซ์ได้เริ่มใช้เวทย์ลวงตาและพุ่งเข้ามาหาเขา

ถ้าอย่างนั้นมันน่าจะใช้เวลาประมาณ

“ประมาณ 10 วินาทีมั้งนะ?”

ประมาณ 10 วินาที…เข้าใจแล้ว 10 วินาทีเป็นจำนวนของพลังเวทย์…”

ซาดาเมียร์ได้หยักหน้ารับ จากนั้นซังจินก็พูดกับซาดาเมียร์

“ผลของมันน่าประทับใจมาก ด้วยการย้อนไป 10 วินา มันก็จะเป็นไปได้ที่จะควบคุมทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ นายเห็นมั๊ยในตอนที่ฉันสามารถจะหาตัวจริงได้จากภาพลวงตาทั้ง 4 ในทันที?”

“ใช่แล้ว”

“เมื่อฉันใช้มัน มัน…ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าฉันเป็นพระเจ้า”

ใช่แล้ว หลังจากที่เขาใช้เวทย์นี้ ทุกๆคนยกเว้นเขาก็จะเป็นคนในอดีต ซังจินสามารถจะแยกความแตกต่างระหว่างภาพลวงตาของฟรานซ์ได้โดยที่ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรเลย

‘ตัวจิรงก็คือหมายเลข 4’

เพราะว่าเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วง 10 วินาทีในอนาคต เขาจึงสามารถที่จะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ด้วยความรู้ของเขา

ถ้าเขาได้ใช้เวทย์ย้อนเวลาและด้วยทักษะดาบของเขา เขาสามารถแม้แต่จะทำให้อาเรี่ยนมีช่วงเวลาที่ลำบากได้ ซังจินได้จินตนาการว่ามันจะเป็นยังไงถ้าเขาได้สู้กับอาเรี่ยนหลังจากที่ใช้ย้อนเวลา

‘ย้อนกลับไป 10 วินาทีหลังจากที่อ่านรูปแบบการโจมตีของเธอ…อา…เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าหากว่าฉันทำอะไรที่แตกต่างออกไป…เธอก็จะต้องต่างออกไปด้วย’

จากนั้นซังจินก็ถามซาดาเมียร์อย่างกระทันหันเมื่อได้มีไอเดียเข้ามาในหัวของเขา

“มันมีบางอย่างที่ฉันต้องการจะถามอยู่นะ ถ้าหากว่าฉันใช้เวทย์นี้แล้วมันย้อนไป 10 วินาทีใช่มั๊ย? แล้วถ้าพลังเวทย์ของฉันเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่นแบบสองเท่าถ้างั้นฉันก็สามารถจะย้อนเวลากลับไปได้ 20 วินาทีใช่มั๊ย?”

“มันไม่ควรที่จะเป็นเช่นนั้น ตามตำนาน….มันมีเรื่องเล่ากันว่า ‘จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่’ ผู้ที่เป็นเจ้าของแหวนที่นายท่านใส่ อนาทอลแห่งท้องฟ้าสีครามเขาสามารถที่จะควบคุมได้เวลาที่้เขาย้อนกลับไปได้ตามที่ต้องการ”

“จริงดิ?”

“ใช้แล้ว ถ้าได้อ่านชีวของเขาดู มันจะมีฉากของเขาปรากฏออกมาหลายช่วงเวลา ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่สำคัญและใช้เวทย์ที่เหมาะสม มันได้มีการกล่าวว่าด้วยเวทย์ย้อนเวลามันได้ทำให้จอมเวทย์ระดับสูง ปีศาวจ และมังกรไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะยืนหยัดต่อต้านเขา

“โอ้โห…”

“ถ้าท่านหยุดเวทย์ในขณะที่กำลังทำงานจากนั้นท่านก็ควรจะสามารถทำให้เวลากลับมาไหลเป็นปกติได้ เมื่อนายท่านใช้เวทย์… เมื่อเวลาได้เล่นย้อนกลับ ท่านไม่ได้คิดว่าต้องการจะให้เวลากลับมาเดินหน้าอีกครั้งหรอ?”

ซังจินได้คิดย้อนกลับไปในช่วงนั้น ในเวลานั้นการย้อนเวลามันน่าสนใจอย่างมาก ทำให้เขาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย ทั้งหมดที่เขาทำก็คือสังเกตุมันเพียงเท่านั้น

“ใช่ เนื่องจากมันเป็นครั้งแรกที่ฉันใช้มัน…”

“พลังเวทย์ของท่านจะต้องเพิ่มมากขึ้นแน่นอน ดังนั้นท่านก็จะสามารถย้อนเวลาได้นานยิ่งกว่าเดิม มันเลยจะเป็นความคิดที่ดีที่ท่านควรจะหาวิธีหยุดการย้อนเวลาจนกว่าจะถึงในตอนนี้”

“อืม คูลดาลล์ของทักษะมันจะถูกรีเฟรสเมื่อสิ้นสุดการจู่โจม ดังั้นฉันควรที่จะใช้มันในระหว่างกายจู่โจมด้วย หลังจากการจโจมจบ และในระหว่างเช้าของวันถัดไปด้วย ถ้าฉันฝึกฝนมันทุกๆวันฉันก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะชินกับมัน นายควรที่จะมาเป็นคู่ทดสอบกับฉัน ในวันนี้ฉันได้ใช้งานมันในระหว่างต่อสู้กับฟรานซ์..ฉันรู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะมันเหมือนกับว่าฉันกำลังล้อเล่นกับเขา มันจะดีกว่านี้ถ้านายมาเป็นคู่ซ้อมของฉันแทนใช่มั๊ย?”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง นายท่าน”

ซังจินได้มองลงไปที่แหวนของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่บนนิ้วของเขาและพูดออกมา

“ด้วยสิ่งนี้เวทย์ที่ฉันได้ใช้หลังจากที่ใช้มันจะเพิ่มพูนขึ้นห้าเท่า ถ้าฉันใช้มันโดยไม่ทำอะไร มันจะอยู่ถึงอย่างน้อย 2 วินาทีมั๊ย?”

“มันอาจจะยังน้อยกว่า 2 วินาทีซะอีกเพราะว่าพลังเวทย์มันเป็นสิ่งที่ลึกลับและลึกซึ้ง”

“ฮืมม…เพราะว่ามันมีเวลาแค่ 1 วินาทีเพียงพอให้ร่ายเวทย์เท่านั้น หากจะใช้มันทำอย่างอื่นก็คงจะเป็นแค่การเสียมานาเปล่าสินะ”

“คงจะเป็นแบบนั้น”

ตอนนี้มันดูเหมือนว่าซังจินจะสามารถจะใช้เวทย์ได้เพียงวันละครั้งเท่านั้นโดยที่อาศัยแหวนด้วยแล้ว

“ฉันจะต้องใช้มันอย่างระมัดระวัง และถ้ามันเป็นไปได้… มันจะดีกว่าถ้าฉันไม่ใช้มัน แม้ว่าสำหรับฉันแล้วมันก็ยังมีโอกาสที่จะพบกับวิกฤติเสมอ”

ซาดาเมียร์ได้ยิ้มออกมาในขณะที่ถาม

“ด้วยความสามารถของนายท่านมันยังมีสถานการณ์เช่นนั้นอยู่หรือ?”

“อืม..นั่นมันคือความจริง แต่ว่า…”

ซังจินได้นึกไปถึงอดีต

‘สิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจ…’

ตอนที่เขาได้คิดเกี่ยวกับมัน มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเสียใจอย่างมาก

‘ฉันคือหน้าอก’

ซังจินได้ตบหน้าผากด้วยมือของเขา ถ้าหากว่าเขาได้เวทย์ย้อนเวลามาตั้งแต่ตอนนั้นเขาจะใช้มันในทันทีโดยที่ไม่ลังเลอะไรเลย การย้อนเวลามันยังมีประโยชน์อื่นๆที่นอกจากการสู้รบอีกด้วย เช่นช่วยนักล่าหรือล่าฆาตกรเป็นต้น

“สำหรับตอนนี้ฉันจะไม่ใช้มันและให้มันเป็นตัวเลือกสุดท้าย เนื่องจากว่ามันอาจจะมีสถานการณ์มากมายที่จะต้องใช้นอกเหนือไปจากการสู้รบ”

“ตามที่ท่านประสงค์”

ในขณะที่ซังจินและซาดาเมียร์คุยกันเรื่องเกี่ยวกับการย้อนเวลา สัญญาณเตือนของโอเปอเรเตอร์ก็ได้ดังขึ้น

[ มันเป็นเวลา 8.59 นาฟิกาแล้ว]

มันได้ถึงเวลาประชุมในตอนเช้าแล้ว

“อา…โอเปอเรเตอร์ส่งคทาขุนศึกมา”

ซังจินได้หยิบเอาคทาออกมาจากลูกบาศก์ เขาได้วาดวงกลมขึ้นพร้อมกับพูดออกมา

“เรียกตัว”

ครู่หนึ่งใบหน้าของทั้งสี่คนก็ปรากฏตัวขึ้น นักล่าผู้ถูกเลือก

“มาเถอะ มากินอาหารเช้ากันพร้อมกับฟังการประชุมสรึปและจากนั้นก็เริ่มการจู่โจม”

หลังจากนั้นร่างของนักล่าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในไม่ช้า

“นายหลับได้สบายใช่มั๊ยโอปป้า?”

เซรินได้ถามออกมาเพื่อปรากฏตัวขึ้น

“ใช่แล้ว เธอล่ะ?”

“ฉันก็หลับสบายเหมือนกัน”

คนต่อมาก็คือนาดา

“สวัสดีตอนเช้าทุกคน”

ซังจินได้ยกมือขึ้นและทักทายเธอ

“สวัสดีตอนเช้า”

ฟรานซ์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นคนที่สามและทักทายสาวสวยทั้งสองคน

“สวัสดีตอนเช้า ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะทุกคน!”

และเบลเทรนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย

“น่ายินดีนะที่ได้มีเวลาที่จะคุยกันแบบนี้ก่อนที่จะเริ่มการจู่โจม”

“ก่อนอื่นก็สั่งอาหารกันเลย”

พวกเขาแต่ละคนได้สั่งอาหารกันมาอย่างง่ายๆ หลังจากที่กินอาหารกันเสร็จ พวกเขาก็เริ่มการประชุมสรุปในขณะที่มีของหวานและไอติมด้วย ซังจินได้หยิบแผ่นข้อมูลที่เขียนว่า ‘ข้อมูลเกี่ยวกับป้อมปราการกรีนสกิน’ ขึ้นมาและบอกกับนักล่า

“การโจมตีครั้งนี้จะเกิดขึ้นที่ป้อมปราการกรีนสกิน พวกนายบางคนอาจพอจะเดาได้จากชื่อของมัน แต่ว่า….นายจำเกี่ยวกับบทที่ 1ได้มั๊ย? ที่นั่นมันมีก็อบลิน ออร์คและโทรล”

“ใช่”

“แต่ว่านี้มันจะเป็นเวอร์ชั่นอัพเกรด บอสมันจะเป็นราชาออร์คแกรนเคลและบอสลับคือ…”

ซังจินได้บอกข้อมูลทั้งหมดที่เขารู้ออกไป จุดที่ควรระวังในการจู่โจม กลยุทธ์ในการต่อสู้กับบอส ที่อยู่ของบอสลับ และอื่นๆอีกมาก

“ฉันไม่รู้เกี่ยวกับชิ้นส่วนลับว่าอยู่ไหน แต่ว่า…ฉันควรที่จะสามารถหามันได้ในเวลา 20-30 นาทีหลังจากที่การจู่โจมเริ่มต้น ถ้าพวกนายมีปัญหาในการหามันก็เรียกฉัน เพราะว่าฉันสามารถจะบอกกับพวกนายได้แม้ว่าฉันจะไม่ได้วาปไปก็ตาม”

พวกนักล่าได้ตอบพร้อมๆกับราวกับเด็กนักเรียน

“ครับ~”

“…เอาล่ะการจู่โจมในครั้งนี้มันไม่ควรจะมีปัญหาเพราะความสามารถของพวกนายแน่นอน อย่างที่ฉันพูดไปก่อนหน้านี้ มันไม่ควรจะมีอะไรที่ยากเกินไปในบทที่ 12 และ 13 ที่มันอันตรายก็คือในบทที่ 10 การจู่โจมแบบ 10 คน จนกว่าจะถึงตอนนั้นอีกสองบทนี้ จะเป็นหินให้พวกนายเหยีบขึ้นไปเพื่อพัฒนาตัวเอง”

“เข้าใจแล้ว”

“ถ้างั้นฉันก็ขอจบการบรรยายสรุปแต่เพียงเท่านี้”

หลังจากที่ฉันได้จบการสรุปนักล่าก็ได้กลับไปที่มิติของตัวเองทีละคน

“รักษาตัวด้วยนะทุกคน”

“ฉันหวังว่าทุกๆคนจะโชคดีเจอกับทีมที่ยอดเยี่ยมนะ”

“เอาไว้มาเจอกันใหม่ตอนอาหารเย็นนะ”

แต่แล้วฟรานซ์ที่อยู่ด้านหลังก็พูดออกมา

“เอ่อ…เค”

ซังจินได้ยกคิ้วขึ้นในขณะที่ถามออกมา

“หืม? มีอะไรที่นายต้องการจะพูดหรอ?”

“วันนี้…ฉันได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบหลังจากการซ้อมมือกัน แต่ฉันก็ไม่สามารถจะคิดออกเลย”

“อะไรหรอ?”

“นายแยกแยะระหว่างตัวปลอมกับตัวจริงได้ยังไง”

‘อา…เขากำลังพูดถึงเรื่องนั้น’

ซังจินได้ทำท่าทีร้อนใจ

“อา…นั่น…ฉันเดานะ โดยปกติแล้วคนเรามักจะใช้ตัวปลอมเป็นตัวเข้าปะทะในครั้งแรกและมีแนวโน้มว่าตัวจริงจะเข้ามาในตอนท้ายสุด”

“อา…ฉันเข้าใจแล้ว…นั่นมันเป็นเรื่องที่กล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่นายก็สามารถที่จะโจมตีตัวจริงฉันได้อย่างใจเย็น….”

“นายไม่เคยใช้เวทมนตร์ในการต่อสู้จริงมาก่อนใช่มั๊ย?”

“ใช่แล้ว ฉันยังไม่เตบเลย เพราะฉันเพิ่งจะได้ซื้อเวทย์มาและเรียนรู้มันในเมื่อวานนี้เอง”

“ใช่แล้ว เอาล่ะ…มันเป็นเพราะว่านายตอนแรกนายเป็นนักดาบเพียวๆ ในการที่นายใช้เวทย์จากนี้ นายจะกลายเป็นมีความชำนาญมากขึ้นไปถ้าใช้มันบ่อยๆ และในท้ายที่สุดนายก็จะกลายเป็นนักดาบที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

“อ่อ ฉันเข้าใจแล้ว”

ทันใดนั้นซังจินก็ได้ขึ้นไปถึงอดีตในตอนที่คุยกับฟรานซ์ เขาเคยได้ยินบางอย่างที่คล้ายกันแบบนี้มาก่อน ก่อนการมาเริ่มใหม่ของเขา

“ถ้างั้นฉันไปล่ะนะ”

หลังจากที่ฟรานซ์จากไปแล้ว ซังจินก็ได้เริ่มนึกย้อนไปในความทรงจำ

‘ซังจินนายเป็นนักดาบที่ยอดเยี่ยม แต่ว่าถ้านายสามารถจะใช้เวทมนตร์ได้นายก็จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นอีก’

ในตอนนี้เขาก็ได้นึกถึงผู้ที่พูดคำนี้ออกมาได้ นั่นก็คือ ‘เอ็ดเวิร์ด’

‘เวทมนตร์งั้นหรอ? ฉันควรจะเริ่มเรียนรู้มันงั้นหรอ? ฉันว่าคิดว่าพลังความแข็งแรง คล่องแคล่ว และทนทานของฉันมันยังไม่เพียงพอเลยนะ ฉันจะแบ่งแต้มไปอัพค่าพลังเวทย์และพลังจิตใจได้ยังไง?’

‘แต่ว่าถ้าอย่างน้อยนายได้เรียนรู้พวกมันในตอนนี้ …. มันก็อาจจะช่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้นะ’

‘อืม…ฉันก็คิดว่านั่นก็เป็นเรื่องจริง’

‘ใช่มั๊ยล่ะ?’

คิ้วของซังจินได้ขมวดแน่นขึ้น การระลึกถึงท่าทางที่เป็นมิตรของเอ็ดเวิร์ดมีแต่ทำให้อารมณ์ของซังจินหดหู่มากยิ่งขึ้น

‘ด้านหน้าที่ทุกๆคนเห็นเขาจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าในด้านหลังนั้นมีบางสิ่ง….ชายคนนี้…จริงๆเลย’

ในเวลานั้นโอเปอเรเตอร์ก็ได้แจ้งเวลาที่เหลืออยู่ให้ซังจินได้รู้

[การจู่โจมจะเริ่มขึ้นในอีก 30 นาที]

ซังจินได้เหลือบไปมองอย่างรวดเร็ว

‘อา…ถ้างั้นฉันก็ควรจะใช้สิ่งนั้น’

เขาได้เอา ‘ราเที่ยน – ดาวแห่งความโดดเดี่ยว’ ออกมาจากลูกบาศก์และพูดออกมา

“การฝึกฝนเพียงลำพัง”

ดวงดาวมันได้ส่องแสงสีขาวสว่างออกมาเหมือนกับหลอดไฟซึ่งทำให้เกิดแสงจางๆ ครู่หนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงโอเปอเรเตอร์ในหัวของเขา]

แม้ว่าเขาจะต้องเคลียร์มันโดยลำพัง แต่ว่าการจู่โจมแบบ 5 คนมันไม่สามารถจะทำให้เขากังวลได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้มีชัยเหลือกว่าบอสลับอาเรี่ยนจากการจู่โจมแบบ 10 คนมา (แม้ว่าจะไม่ใช่การชนะแบบจริงๆก็ตาม)

แถมในตอนนี้เขายังสามารถจะใช้ย้อนเวลาและแก้ไขสิ่ง ‘ผิดพลาด’ ได้อีกด้วย ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างนี้ เขาก็รู้สึกราวกับว่าเขาได้ใกล้เคียงกับการเป็นอมตะในบทๆนี้แล้ว

‘จนกว่าจะถึงบทที่ 14….อืมม…มันไม่ควรที่จะมีปัญหาใดๆ’

ซังจินได้ดื่มชาเย็นที่เขาสั่งเอาไว้ก่อนหน้านี้และนั่งสบายๆอยู่บนเก้าอี้

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย < ตอนล่าสุดในกลุ่มลับทันอิ้งแล้วครับผม