0 Views

Chapter 131 – Kariharan Frostplains (10)

‘วูมม’

ซังจินได้มาถึงมิติทสุดท้าย มิติที่ห้านี้พร้อมกับแสงสว่างจ้า แต่ทันทีที่ขามาถึงเขาก็ได้ตระหนักได้ว่าเขาทำผิดพลาด

สถานที่ๆเขาได้มา ขณะที่เขาได้กระโดดข้ามมิติอยู่ใกล้กับที่ๆบอสลับอยู่ และในปัจจุบันบอสลับของมิตินี้ยังมีชีวิตอยู

‘ถ้างั้น…แม่มดน้ำแข็งอาจจะยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง’

ซังจินพยายามที่จะหาพระราชวังน้ำแข็ง แต่พายุที่รุนแรงไม่ได้ปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น

‘..ฮะ?’

พายุหิมะที่ยังคงโหมกระหน่ำนั่นมันหมายความว่าบอสมันยังมีชีวิตอยู่

‘เฮ้อ… มีฆาตกรในทีมทั้งทียังไม่ได้ฆ่าบอสงั้นหรอ? เป็นทีมที่ยุ่งเหยิงอะไรแบบนี้’

“โอเปอเรเตอร์เหลือเวลาอีกเท่าไหร่สำหรับการจู่โจม?”

[32 นาที 6 วินาที]

‘หืมมม…..’

มีเวลเหลือเพียงแค่ 30 นาที และสมาชิกปาตี้ในมิตินี้จะต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในที่ราบน้ำแข็งนี้ ซังจินได้มองออกไปรอบๆโดยแทบจะไม่ได้เปิดตา โดยปกติแล้วนักล่าจะมีอารมณ์ที่ไม่คงที่ในระหว่างทางไปหาบอส เมื่อมีสมาชิกหนึ่งหรือสองคนบาดเจ็บหรือตาย

แต่ในสถานการณ์ที่รุนแรงเช่นนี้ที่พวกเราอยู่ในปัจจุบันที่ฆาตกรได้ฆ่าคนในทีมที่เหลืออยู่ หรือไม่ก็นักล่าที่รอดอยู่ได้ฆ่าฆาตกรไปแล้ว มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับนักล่าที่เหลืออยู่จะสามารถฆ่าบอสได้

ถ้าหากมันเป็นในกรณีนี้ พวกเขาก็จะตายจากการถูกมอนสเตอร์กัดหรือแม้แต่ฆ่าตัวตาย ดังนั้นฉันจึงต้องคนหานักล่าที่เหลืออยู่ ฆาตกรหรือนักล่าปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ปัญหาก็คือมันเป็นเรื่องยากที่จะหาใครสักคนท่ามกลางพายุหิมะเช่นนี้ ม้าวิญญาณของเขานั้นจะมีประสิทธิภาพอย่างมากในสถานการณ์แบบนี้ แต่ในตอนนี้ชาโดวรันกำลังพักอยู่ในคอกม้าของโรงแรม

‘นี่มันน่ารำคาญ’

การมองหาพวกเขาผ่านวิสัยทัศน์ของวิญญาณมันทำไม่ได้ ด้วยระยะทางที่ถูกจำกัด มันเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าใครอยู่ที่ไหนในที่ราบนี้

‘..จะทำยังไงดี?’

หลังจากที่ครุ่นคิดควาวนี้แล้ว

‘คนเดียวที่ฉันสามารถจะไว้ใจได้…’

ซังจินได้คิดและเรียกคนที่คุ้นเคยที่สุดของเขาเคน เขาได้โยนรูปสลักไม้และเคนก็ถูกอัญเชิญออกมาพร้อมกับเสียงดัง ‘ปุ๊ง’

เคนได้ยืนอยู่บนที่ราบและครางออกมา

“กรร..”

ด้วยลิ้มของเขาที่แลบออกมาและกระพริบตา ดูเหมือนว่าเขาจะมีปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ แต่ว่าเขาก็เป็นคนที่ซังจินไว้ใจมากที่สุด

“มันหนาวจริงๆใช่มั๊ยเคน? ขอโทษนะ สำหรับการเรียกนายมาที่นี่”

ซังจินได้พูดออกมาในขณะที่ลูบไปบนคอของเคน

“โฮ่ง”

เคนได้เห่าออกมาสั้นๆ แต่เขาก็ยังยืนอยู่ มันจะต้องมีความอดทนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับที่ทะเลทรายคูตาล

“นายสามารถจะได้กลิ่นนักล่าได้มั๊ย?”

ซังจินได้ถามออกมา

“ฟุดฟิดๆ”

หลังจากที่เคนได้ดมกลิ่นรอบๆ เคนก็ได้ตอบกลับมาอย่างไม่มั่นใจมากนัก

ซังจินรู้สึกว่ามันน่าเสียดายมากแม้แต่เคนที่เขาไว้ใจก็ยังหาไม่ได้

“จริงหรอ? พวกเราควรจะทำยังไงดี?”

ในขณะที่ซังจินกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

“บรูวววว”

เคนก็ได้หอนออกมา และครู่หนึ่งหมาป่าตัวเล็กๆก็เริ่มปรากฏตัวขึ้นรอบๆเคน จากนั้นหมาป่าหายนะที่มีขนาดตัวที่เล็กกว่าเคนก็โผล่ออกมา เมื่อหมาป่าทั้ง 20 ตัวได้ถูกอัญเชิญออกมา เคนก็ได้หอนอีกครั้ง

“อูวว ~ บรูวววว~”

มันเป็นเสียงที่แตกไปจากเดิม ซึ่งมันเป็นเสียงที่หลากหลายโทน พวกหมาป่าได้กระจายตัวกันออกไปทั่วทั้งที่ราบเมื่อได้ยินเสียงร้องนี้

“โอ้..”

มันช่วยไม่ได้ที่ซังจินจะอุทานออกมาและเคนก็ได้หันมาหาเจ้านายของเขาราวกับจะพูดว่า ‘ชมฉันสิ’ ซังจินก็ได้เข้าไปลูบหัวของเคน

“ทำได้ดีมากเคน”

ซังจินได้เฝ้าดูพวกหมาป่าวิ่งออกไปไกล พวกเขาได้วิ่งไปอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะมีหิมะตกอย่างรุนแรง ซังจินได้นึกไปถึงหมาป่าแห่งป่าอเฮนน่า

‘อืม…หมาป่าเหล่านี้มีความร่วมมือที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่มาก’

ในขณะที่ซังจินกำลังอยู่ในความคิด โอเปอเรเตอร์ก็ประกาศขึ้น

[ผู้ถูกเลือกได้ร้องของการเทเลพอต คุณจะยอมรับคำขอหรือไม่?]

‘ฉันยังล่าฆาตกรไม่เสร็จ แม้ว่า…’

ซังจินได้มองไปที่ลูกบาศน์ในตอนนี้ บนหน้าจอปรากฏภาพชายชายอาหรับสวมผ้าโพกหัว ชายชาวอาหรับนี้เป็นคนที่ซังจินไม่รู้จัก ซังจินได้คิดอยู่ครู่หนึ่ง

‘ใคร?’

แต่แล้วชายคนนั้นก็พูดออกมา

“โอปป้า”

นั่นคือเมื่อตอนที่ซังจินตระหนักได้ว่าใคร มีเพียงคนเดียวที่จะเรียกเขาว่า ‘โอปป้า’ เธอเป็นเซริน แต่ว่าฟังชายชาวอาหรับสวมผ้าโพกหัวพูดเช่นนี้มันให้ความรู้สึกที่แปลกมาก

“อา…อืม มีอะไรหรอเซริน?”

“ชิ้นส่วนลับของการจู่โจมนี้มันอยู่ที่ไหนหรอคะ? พวกเราไม่สามารถจะหามันได้”

“เธอฆ่าบอสลับหรือยัง?”

“ฆ่าแล้วคะ ตะกี้นี้เอง แต่ว่าพวกเราไม่สามารถจะหาที่อยู่ของชิ้นส่วนลับเจอ ไม่มีใครในทีมของฉันที่มีฉายานักล่าสมบัติเลย คุณสามารถจะหามันได้มั้ย?”

“ฉันจะบอกว่า…กลับไปที่พระราชวังน้ำแข็งของแม่มดน้ำแข็งและขึ้นไปค้นหาบนหลังคา มันจะมีสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะเป็นดาวอยู่ นั่นมันก็คือชิ้นส่วนลับ

“อา จริงหรอ?”

“ใช่แล้ว ไปที่นั่นและเก็บมันมา ฉันยุ่งอยู่และไม่สามารถจะไปที่นั่นได้ในตอนนี้”

“โอเคเข้าใจแล้ว ขอโทษนะคะโอปป้าสำหรับการทำให้คุณรำคาญ”

“ไม่ มันไม่ใช่ปัญหาอะไร สำหรับตอนนี้ไปเอามันมาได้แล้ว”

“โอเคค่ะ~”

เมื่อเขาได้พูดคุยเสร็จสิน เขาก็บอกกับลูกบาศน์

“ปฏิเสธคำขอ”

[คุณได้ปฏิเสธคำขอเทเลพอต]

ซังจินรู้สึกดีใจที่สามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการให้คำแนะนำง่ายๆ ถ้าเธอขอให้เขาช่วยเธอในการฆ่าบอสลับ ซังจินจะต้องเลือกระหว่างการล่าฆาตกรหรือไม่ก็ไปช่วยเธอ

‘ฉันดีใจที่มันไม่มีอะไรที่สำคัญ’

แต่แล้วจากนั้นเขาก็ได้ยินคำประกาศจากโอเปอเรเตอร์อีกครั้ง

[ผู้ถูกเลือกได้ร้องของการเทเลพอต คุณจะยอมรับคำขอหรือไม่?]

ซังจินได้มองไปที่ลูกบาศก์ ในครั้งนี้มันเป็นนาดา

“เฮ้เค โทษนะ แต่ว่า…พวกเรากำลังยืนอยู่ต่อหน้าบอสลับ นายจะสามารถช่วยฉันได้มั๊ย?”

‘การพูดของปีศาจ…’

“ทำไมล่ะ? เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะหรอ?”

“ไม่ มัน…มีที่โง่เง่ามากเกินไปในทีมของฉัย…”

ซังจินได้เกาหัวของเขา เขาเข้าใจความต้องการของนาดาที่จะลดความเสี่ยงในการที่เธอจะถูกสังหารไป แต่ว่าเธอก็ควรจะสามารถเอาชนะบอสในระดับความยากนี้ได้

เธอมีฝีมือพอที่จะกลายเป็นหนึ่งใน 10 คนสุดท้ายในอดีตที่ผ่านมา ซังจินได้บอกเธอกลับไป

“ถึงอย่างนั้นเธอก็ควรจะมีความสามารถที่มากพอจะฆ่าบอสด้วยตัวเองได้ เธอยังมีโบนัสสที่ฉันให้เธอไปอยู่”

“หืมม.. มันเป็นงั้นหรอ?”

“ใช่แล้ว ในการต่อสู้…ผู้บัญชาการมันจะมีบางครั้งที่จะออกคำสั่งว่า ‘กำแพงโล่’มันจะใช้ซอมบี้เป็นโล่ จากนั้นมันก็จะโจมตีสวนกลับมา เธอสามารถจะใช้โอกาสนี้ในการโจมตีไปพร้อมกับพวกนักล่าได้ นอกจากนี้มันก็อาจจะใช้ ‘พุ่งเข้าไป’ ทุกๆคนก็จะต้องทำเพียงแค่แยกตัวออกจากกันเมื่อได้ยินเช่นนี้ เธอก็ควรจะไม่เป็นอะไรด้วยวิธีนี้”

นาดาที่กำลังฟังคำอธิยายจากนั้นก็บอกไปที่ตาของเขาในขณะที่พูดออกมา

“หืมม.. ดังนั้นแล้วนายจะไม่มา? มันจะดีกว่าถ้าเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อนไม่ใช่หรอ?”

“ฉันมีบางสิ่งที่ฉันจะต้องอยู่ทำที่นี่น่พ ไปข้างหน้าและลองต่อสู้กับมันก่อน และถ้าเธอรู้สึกว่าไม่สามารถจัดการได้จริงๆ จากนั้นก็เรียกฉัน ฉันจะไปในเวลานั้น”

“โอ้จริงหรอ? โอเค ถ้างั้นฉันจะลองสู้กับซัก 10 นาทีและเรียกนายถ้าต้องการความช่วยเหลือนะ”

มันเป็นไปได้ที่จะเรียกฉัน 10 นาทีหลังจากที่ฉันปฏิเสธ เธออาจจะต้องรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันเป็นการต่อสู้ที่ยากมาก

“โอเค ลองพยายามทำมันด้วยตัวเองก่อน”

“โอเค”

ปฏิเสธคำขอ”

ซังจินได้ปฏิเสธคำของสองครั้งแล้ว

‘ฮ่าห์…ฉันยุ่งเกินไป…’

เขาได้บอกกับทุกคนว่า ‘เรียกเมื่อต้องฉัน’ แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการให้ ‘ผู้ถูกเลือก’ พึ่งพาเขามากเกินไปเช่นกัน เขายังไม่ได้เสร็จสิ้นการล่าฆาตกรเลย ทันใดนั้นเคนที่นั่งอยู่ถัดไปจากเขาก็ยืนขึ้นและเห่าออกมาสั้นๆ

“โฮ่ง”

ซังจินได้มองไปที่เขา

“หืมม? มีอะไรหรอเคน?”

เคนได้ยกหูขึ้น และไม่นานหลังจากนั้น

“อะบรูวววว”

แม้กระทั่งซังจินก็ได้ยินเสียงหอกของหมาป่าจากที่ไกลๆ

“บรูวววว”

“อะบรูววว”

เสียงหอนได้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เคนได้มองไปที่ซังจินและหอนอีกครั้งสั้นๆ

“โฮ่ง”

“โอเค นำทางไปเลยเคน”

ซังจินได้ออกคำสั่ง แต่ว่าเคนได้เดินเข้ามาหาเขาและนั่งลงด้านหน้าของซังจิน

“อะไร นายต้องการให้ฉันขี่นายหรอ?”

“โฮ่ง”

ซังจินได้ทำตามที่เคนต้องการและนั่งลงไปบนหลังของเขา เขาไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่าจะวันหนึ่งเขาจะได้นั่งอยู่บนหลังของเคนซึ่งเคยสูงแค่เข่าของเขา แต่ตอนนี้เขาได้มองไปที่หมาป่าที่ตัวใหญ่พอจะนั่งได้แล้ว

เมื่อซังจินได้นั่งบนหลังของเคน เคนก็เริ่มวิ่งออกไปเหมือนกับลมผ่านพายุเขาไปสู่ที่ราบน้ำแข็ง

“ไปให้พ้น! ไอห่าเอ้ย!”

มันเป็นเสียงของมนุษย์

“โฮ่ง โฮ่ง”

เขาก็สามารถจะได้ยินเสียงของหมาป่าเช่นกัน เมื่อได้ยินเช่นนี้ เคนได้วิ่งเร็วยิ่งขึ้น จากในระยะไกล

“แหวนเพลิง”

ใครบางคนได้ร่ายเวทย์ ซังจินสามารถจะมองเห็ยมันได้ผ่านวิสัยทัศน์วิญญาณ ไม่ใช่เพราะว่าการร่ายเวทย์ แต่เป็นเพราะร่างกายที่เรืองแสงสีแดง

“เคน ชายคนนั้น”

ซังจินได้หยิบเอากระดิ่งออกมาและสั่นมันสองครั้ง

“กริ่ง กริ่ง”

จากนั้นเคนที่กำลังวิ่งอยู่ก็ได้วิ่งด้วยสปีดที่เร็วยิ่งขึ้น เคนได้พุ่งไปข้างหน้าเหมือนกับลูกกระสุน ศัวติรผู้ซึ่งได้จับหลังของเคนเอาไว้ได้กระโดดลงมาในจังหวะที่เหมาะสมและลงไปบนหิมะหลังจากที่ตีลังกากลางอากาศ แต่ว่า

“อ๊าาาาาา”

เขาได้ยินเสียงร้องที่ดังออกมาด้วยด้วยคงามเจ็บปวด เมื่อซังจินหันไปมอง เคนและพรรคพวกของเจาก็ได้ฉีกชายคนนั้นเป็นชินๆ พวกเขาตัวได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อเมื่อซังจินได้สั่นกระดิ่ง

‘เดี๋ยวก่อนนะ…นี่มันส่งผลกับสัตว์อัญเชิญของสัตว์อัญเชิญด้วยงั้นหรอ?’

ฆาตกรที่ไร้ชื่อได้หายไปโดยที่ทิ้งไอเทมสองชิ้นเอาไว้ข้างหลัง ซังจินได้จัดการฆาตกรโดยที่ไม่ต้องขยับนิ้วเลย

“ทำได้ดีมากเคน”

“โฮ่ว”

ซังจินได้หยิบไอเทมของฆาตกรขึ้นมาและมองไปรอบๆ

‘ไม่มีฆาตกรอีกงั้นหรอ? หรือไม่ก็…ผู้รอดชีวิต?’

ถ้าหากว่ามีฆาตกรอีก เขาก็จะล่าพวกมัน ถ้ามีผู้รอดชีวิตอยู่ เขาก็จะสามารถทำแบบในรังของมังกรและเสนอการฆ่าบอสให้พวกเขา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถของเหรียญขาวได้ เขาก็สามารถจะพูดได้ว่า

‘ฉันเป็นผู้ช่วยเหลือ’

และคนส่วนใหญ่ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความตายที่ใกล้เข้ามาก่อนที่จะหมดเวลาก็จะยินดีที่จะให้ทุกอย่างที่เขาขอ

“เคนมีคนอื่นอีกมั๊ย…”

แต่แล้วจากนั้นลูกบาศก์ได้มีคำขอมาอีก

[ผู้ถูกเลือกได้ร้องของการเทเลพอต คุณจะยอมรับคำขอหรือไม่?]

ซังจินได้ขมวดคิ้ว ไม่สามารถจะอัญเชิญได้อีกครั้งหลังจากที่ถูกฏิเสธจนกว่าจะครบสิบนา หรือก็คือมีอีกคนที่ส่งคำขอออกมาและไม่ใช่ใครอื่นนอกเหนือไปจากฟรานซ์ ฟรานซ์เป็นคนประเภทที่ดื้นรั้นและไม่ร้องขอความช่วยเหลือง่ายๆ

‘ฉันคิดว่าฉันสามารถจะเชื่อนายได้…’

ซังจินได้ตรวจสอบภาพที่มาจากลูกบาศก์

“เค! ที่นี่…”

แต่แล้วฟรานซ์ก็ไม่สามารถที่จะพูดต่อได้

“ศรสายฟ้า”

แสงของสายฟ้าได้สว่างขึ้นจากหน้าจอ ซังจินได้กระพริบตาเมื่อเขาเห็นเช่นนี้

‘เกิดอะไรขึ้น?’

ฟรานซ์ไม่ได้ปรากฏตัวบนหน้าจออีกต่อไป

“เคร๊ง เคร๊ง!”

เขาสามารถจะได้ยินเพียงแค่เสียงของดาบปะทะกันเท่านั้น ซังจินได้คิดอยู่ครู่หนึ่ง มันไม่มีบอสหรือบอสลับที่จะสามารถใช้เวทมนตร์สายฟ้าได้ในรอบนี้

‘หรือก็คือ…ฆาตกรงั้นหรอ?’

ซังจินได้ตัดสินใจถึงสิ่งที่ควรจะทำ

‘แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่ามีใครเหลือรอดอยู่ที่นี่อีกมั๊ย…’

แค่เทิ้อเจ่เห็รแสงสีแดงของฆาตกรวิ่งผ่านหน้าจอ เขาก็เห็นชายคนหนึ่งที่ใช้ขวานและโล่จากหน้าจอ เมื่อซังจินได้เห็นคนๆนั้นเขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง

“อิลลิช”

แต่มันไม่มีเวลาให้แปลกใจอีกแล้ว ถ้าหากว่าเขาเป็นอิลลิชจริงๆ ‘ผู้ถูกเลือก’ ก็อาจจะตาย ซังจินได้ตะโกนใส่ลูกบาศก์

“เคลื่อนย้าย…ฉันหมายถึงอัญเชิญ! ฉันหมายถึงว่าฉันจะไป! อะไรก็ได้! เพียงแค่ส่งฉันไปในตอนนี้!”

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย < ตอนล่าสุดในกลุ่มลับทันอิ้งแล้วครับผม