0 Views

Chapter 107 – Red Dragon’s Lair (13)

อย่างแรกซังจินได้ถือเกราะเกล็ดมังกรเอาไว้ มันดูเหมือนกับว่าเป็นเพราะที่ทำมาจากเกล็ดของคาลกัลป์

ซังจินได้หยิบมันเอาไว้ในขณะวิ่งอยู่ ครู่หนึ่งโอเปอเรเตอร์ก็ได้แสดงข้อมูลออกมา

เรดรัน – เกราะเกล็ดมังกรแดง
เกราะอกระดับตำนาน
ป้องกัน 43%

ทักษะติดตัว
เกล็ดมังกร(แดง) – ลดดาเมจจากไฟลง 20%
ความโกรธของมังกร (I) – ทุกๆการโจมตีหนึ่งครั้งจะเพิ่มการการสะสมความโกรธของมังกร 1 สะสมสูงสุดได้ 25

ทักษะใช้งาน
ลมหายใจมังกร(แดง) – ใช่ความโกรธที่สะสมเอาไว้เพื่อที่จะปล่อยลมหายใจมังกรไฟออกมา

เกราะที่ถูกสร้างมาจากเกล็ดของคาลกัลป์
แม้ว่ามันจะมีขนาดเล็ก แต่ว่ามันก็สามารถจะสร้างลมหายใจมังกรได้

หน้าจอของข้อมูลมันได้สั่นขึ้นลงตามที่เขาวิ่ง แต่ว่าเขาก็สามารถจะเข้าใจในข้อมูลหลักๆของมันได้

‘โอ้’

ซังจินได้พูดออกมาในทันที

“สวมใส่”

มันอยู่ในบทที่ 10 แล้วแต่ว่าเขาก็ยังไม่มีเกราะอกอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว และในตอนนี้เขาก็ได้มันมาแล้วแถมเป็นในระดับตำนานอีกด้วย

‘ตอนนี้ฉันสามารถจะใช้ลมหายใจมังกรได้แล้ว…แต่ว่ามันใช้งานยังไงหละ?’

เขาไม่ได้รู้ถึงผลกระทบของมัน แต่ว่าเดี๋ยวเขาก็จะได้รู้ผลของมันเองว่าทำอะไรได้บ้าฃ ชิ้นถัดไปก็คือแหวนที่สำคัญที่สุด

มังกรแดงอาเรี่ยนได้กล่าวว่ามันสามารถจะเปลื่ยนโชคชะตาของเขาได้ และซาดาเมียร์ก็รู้สึกประทับใจกับแหวนเป็นอย่างมาก เขาได้ยกมันขึ้นมา

ไอโอ – แหวนของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่
แหวนระดับตำนานพิเศษ

ทักษะติดตัว
จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่(น้ำเงิน) – อนุญาติให้สามารถจะร่ายเวทย์น้ำเงินได้ทุกๆบท

ทักษะใช้งาน
จักรพรรดิ์เวทมนตร์ (V) – เพิ่มพลังเวทย์ 5 เท่า เป็นเวลา 30 วินาที
สามารถจะใช้ได้วันละครั้ง

แหวนที่บรรจุพลังของอนาทอลเอาไว้
เขาได้สร้างแหวนวงนี้ขึ้นมาตั้งแต่ที่อายุยังน้อย

สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดเลยก็คือมันเป็นไอเทมระดับตำนานพิเศษที่ไม่เหมือนใคร มันเป็นไอเทมเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่

การที่เห็นว่าจอมเวทย์เช่นซาดาเมียร์ได้รับมันด้วยความเคารพสูงสุดมันก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าของสิ่งนี้มันมีค่ามากแค่ไหน มันมีราคาที่ไม่สามารถจะประเมินได้

ซังจินได้อ่านข้อมูลต่อไป มีสองอย่างที่สะดุดตาเขามากที่สุด ‘อนุญาติให้สามารถจะร่ายเวทย์น้ำเงินได้ทุกๆบท’ และ ‘เพิ่มพลังเวทย์ 5 เท่า เป็นเวลา 30 วินาที’

‘ทั้งสองสิ่งนี้…สามารถจะใช้คู่กันได้..’

ซังจินได้นึกไปถึงช่วงเวลาที่เขาได้ไปที่ร้านขายเวทย์

‘แล้ว…’

เขาสามารถจะนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่งได้ แต่ว่าในระยะไกลออกไป

“จงพันธนาการด้วยน้ำแข็ง ฟรอสต์ไบท์”

เขาสามารถจะได้ยินเสียงใครบางคนร่ายเวทย์ออกมา ซังจินได้เร่งรีบขึ้น

“สวมใส่”

เขาได้ใส่แหวนไว้ในนิ้วหนึ่ง และเก็บปากกาลงไปในกระเป๋าเสื้อ เขาได้วิ่งไปในจุดที่มาของเสียงทันที และในตอนนี้เขาก็ได้นึกถึงบางอย่าง ฉษยาที่อยู่บนหัวขอเขายังคงเป็นสุดยอดนักล่าอยู่

“เปลื่ยนชื่อ”

เขาได้เปลื่ยนฉายาไปเป็นสุดยอดนักล่า และเข้าไปสู่การต่อสู้

****

‘จิตแกร่ง’ ทานาแบท มีความสุขเป็นอย่างมากจนกระทั่งสักครู่ที่ผ่านมา ในตอนแรกทั้งสิบคนกังวลเป็นอย่างมากกับการต่อสู้กับมังกรยักษ์ แต่ว่าคงจะต้องขอบคุณพรรคพวกที่ทรงพลังของเขา เขาจึงสามารถจะอยู่รอดได้หลังจากที่ฆ่ามังกรไป แน่นอนว่าเขาก็ได้รับผาดแผลมาเช่นกันทั้งรอดข่วนบนหน้าอกและไฟจากลมหายใจมังกร

แต่ว่าหลังจากที่การต่อสู้ผ่านไปนาน มันก็ได้จบลงโดยที่ไม่มีใครเสียชีวิต

‘ขอบคุณพระพุทธองค์’

เขาได้รวมมือเขาด้วยกันและอธิษฐานออกมา จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหาพรรคพวกของเขาที่มีความสามารถมากที่สุด ‘นักธนูศักดิ์สิทธิ์’

“ขอบคุณมากนักธนูศักกดิ์สิทธิ์ ถ้าหากไม่มีนาย…ฉันก็คงจะตายไปแล้ว”

นักธนูศักดิ์ศิทธิ์เป็นชาวเอเชียตะวันออกไปตัวเล็ก คล่องแคล่วและใช้ธนูได้อย่างแม่นยำ เขาเป็นคนที่ทำให้มังกรตาบอดด้วยธนูของเขา

นอกจากนี้เขาก็ยังมีเวทย์แปลกๆอีกด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเขาอย่างน้อยจะต้องมีนักล่าคนหรือสองคนที่จะต้องเสียชีวิต แม้ว่าทานาแบทจะแสดงท่าทางขอบคุณเขา แต่ว่าเขาก็ยังคงถ่อมตน

“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก มันจะต้องขอบคุณทุกๆคนที่ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี”

เขาได้ตอบกลับมาด้วยความถ่อมตนและสุภาพแม้ว่ามันจะขัดกับหน้าตา ทานาแบทได้คิดว่าเขาเป็นคนที่อยู่สูงมาก

‘ฉันหวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง’

การจู่โจมมันก็ยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่าบอสจะถูกกำจัดไปแล้ว แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักก็คืออการเก็บสะสมแต้มผลงาน ถ้าหากพวกเขาโชคดีก็อาจจะสามารถหาชิ้นส่วนลับได้ด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนตัดสินใจที่จะถามโอเปอเรเตอร์ออกมา

‘โอเปอเรเตอร์ระดับผลงานของฉันมีเท่าไหร่?’

ทีละคนได้ตรวจสอบผลงานของพวกเขาและก็สังเกคุเห็นว่ามันต่ำเป็นอย่างมาก ประมาณ 8% ถึง 10%

เหตุผลนี้มันก็ชัดเจน มันเป็นเพราะนักธนูศักดื์สิทธิ์ได้ยึดครองผลงานั้งหมด ทานาแบทก็มีผลงานที่น้อยกว่า 10% ซะอีกแต่ว่าเขาก็ไม่สนใจมัน

เขายอมรับว่ามันเป็นผลงานที่เหมาะสมแล้วกับความสามารถของตัวเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตระหนักเลยว่ามีนักล่าหลายๆคนไม่มีความสุขกับมัน และได้หันมาจะกลายไปเป็นฆาตกร

ในขณะที่กลุ่มของพวกเขากำลังทำการล่าเฮลฮาวอยู่ด้วยกันกับเขา เขาก็ได้สังเกตุเห็นว่าลูกธนูของนักธนูศักดิ์สิทธิ์ได้หยุดลงไป เขาจึงหันกลับมาตรวจสอบ ที่เบื้องหลังนักล่าทั้งสี่คนกำลังลุมโจมตีนักธนูศักดิ์สิทธิ์พร้อมๆกัน

ทั้งสี่คนได้ตกอยู่ในสถานะฆาตกรพร้อมๆกัน ทานาแบทได้กระโดดเข้าไปช่วยปกป้องนักธนูในทันที ดังนั้นมันจึงกลายไปเป็นการต่อสู้แบบ 4 ต่อ 2 ศัตรูยังคงมีจำนวนคนที่มากกว่าเท่าหนึ่ง

แต่เนื่องจากว่าทั้งนักธนูและแท้งสามารถจะร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงสามารถจะต้านเอาไว้ได้ แต่ปัญหาก็คือนักล่าคนอื่นๆที่กำลังเฝ้ามองดูอยู้ได้เข้ามาร่วมมือกับฝั่งฆาตกร

จากนั้นจอมเวทย์แดงก็ยิงเวทย์เข้าใส่ช่วยพวกทานาแบทจากด้านข้าง แต่ว่ามันก็ยังคงเป็นการต่อสู้แบบ 7 ต่อ 3 ทานาแบทได้ต่อสู้อย่างดุเดือด แต่ในที่สุดจอมเวทย์แดงก็ได้ถูกฆ่าลงไป ศัตรูคนหนึ่งก็ได้ถูกสังหารเขาไปด้วยลูกธนูเช่นกัน แต่ว่ามันก็เป็นการต่อสู้แบบ 6 ต่อ 2 ทานาแททเริ่มที่จะตกอยู่ในอันตราย

จนกระทั่งตอนนั้นเอง

“6 ฆาตกรในครั้งเดียว ฉันได้มาเจอแจ็คพอทเข้าแล้ว”

ทันใดนั้นเองใครบางคนก็ได้โผล่ออกมาตรงกลางการต่อสู้ เขาคือ ‘ผู้พิพากษา’ ที่กวัดแกว่งดาบคู่ในแต่ละมือ การปรากฏตัวของเขาทำให้ทุกคนตกอยู่ในความประหลาดใจ

‘มันเป็นมอนสเตอร์? หรือว่าบอสลับ?’

แต่ว่ามันก็ไม่สำคัญว่าเขานั้นคือใคร ในช่วงกลางของการต่อสู้ที่ล่อแหลม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หนึ่งในฆาตกรก็ได้ตะโกนออกมา

“แกเป็นใคร? แกต้องการที่จะตายใช่ไหม?”

ผู้พิพากษาได้เริ่มที่จะกวัดแกว่งดาบโดยที่ไม่ตอบอะไร และเมื่อการโจมตีมันเริ่มต้นขึ้น ทานาแบทก็ไม่สามรถจะทำอะไรได้นอกจากอาการประหลาดใจ

เขามีทักษะที่ไม่น่าเขื่อเป็นอย่างยิ่ง นักธนูศักดิ์สิทธิ์สามารถจะยิงธนูออกไปได้อย่างแม่นยำ แต่ว่าทักษะของเขามันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เขาได้เริ่มต่อสู้กับฆาตกรทั้งหกคนด้วยตัวคนเดียว นักธนูศักดิ์สิทธิ์ก็ได้สนับสนุนเขาด้วยการยิงธนูออกไปเช่นกัน ดังนั้นสามในหกฆาตกรก็ได้ถูกฆ่าตายลงไปในไม่กี่วินาที เมื่อฆาตกรได้เช่นเช่นนี้

“อะ…”

“มะ…เมตตาด้วย”

พวกเขาเริ่มที่จะวิ่งหนีออกไป พวกเขาได้วิ่งกลับไปที่ถ้ำหลักของมังกรคาลปัลป์ ผู้พิพากษาได้ไล่ตามพวกเขาไปโดยที่ไร้คำพูด แต่ลูกธนูของนักธนูศักดิ์สิทธิ์เร็วยิ่งกว่าเขา

‘ฟิ้ว~ ฟิ้ว~’

ลูกธนูได้พุ่งออกไปและปักลงบนเท้าของฆาตกร

‘ฟิ้ว~ ฟิ้ว~’

ตามมาด้วยการเจาะลงไปที่หัวใจและหัวของพวกเขา เรื่องนี้มันได้ทำให้ผู้พิพากษาโกรธขึ้นมา

“เฮ้ นักธนูศักดิ์สิทธิ์ หยุด ฉันจะฆ่าพวกเขาเอง ฉันจำทำ”

ทานาแบทไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เขาได้แสดงออกมามากนักว่าทำไมเขาถึงต้องการที่จะฆ่าพวกนั้นด้วยตนเอง

และนักธนูศักดิ์สิทธิ์ก็

“เอ๊ะ?”

เขาประหลาดใจ เขาลงลดธนูลงไป ผู้ตัดสินได้หันไปหานักล่าคนสุดท้ายและ

“ฟรอสต์ไบท์”

เขาทำให้ศัตรูตัวแข็งและตัดไปที่หัว ในบรรดานักล่าทั้งสิบคน มีเพียงทานาแบทและนักธนูศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู้ มันช่วยไม่ได้เลยที่ทานาแบทจะรู้สึกตรึงเครียดเมื่อผู้พิพากษาเดินเข้ามาหาพวกเขา

เขาไม่รู้ว่าผู้พิพากษาเป็นใคร แต่มันเป็นไปได้ที่ผู้พิพากษาจะเป็นศัตรูของพวกเขาทุกคน เขาได้หันหน้าไปหานักธนูศักดิ์สิทธิ์และพูดออกมา

“เฮ้…เราไม่ควรที่จะวิ่งหนีไปงั้นหรอ?”

แต่นักธนูศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ส่ายหัวของเขา

“ไม่ คนๆนั้น…ไม่ใช่คนเลว”

ทานาแบทไม่รู้ว่าเขามีอะไรมายืนยันคำพูดนี้ ทานาแบทก็ไม่สามารถจะผ่อนคลายได้เลย แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนเลว แต่ว่าเขาก็สามารถที่จะเหวี่ยงดาบและฆ่าคนที่พึ่งจะพบได้เลย

เขาไม่ลังเลเลยที่จะเหวี่ยงดาบออกไปและตัดหัวของคนอื่นๆ ดังนั้นทานาแบทจึงมองว่ามันเป็นการยากที่จะไว้ใจเขา

เขาได้ถือดาบติดเลือดอยู่ทั้งสองเล่ม และสวมหัวกระโหลกที่แปลกประหลาดไว้บนหัว

ทานาแบตได้เห็นนักล่าแปลกๆหลายคนในขณะที่ดำเนินการจู่โจมผ่านมา แต่ชายคนนี้เขาห่างจากคำว่าปกติไปมากนัก ผู้พิพากษาได้เดินจากศพไปสู่ศพเพื่อที่จะเก็บไอเทมที่ตกอยู่

เมื่อตรวจสอบดีๆ จะเห็นว่าเขาได้หยิบเอาสิ่งของที่คล้ายๆกับชุดเกราะและเครื่องสวมใส่ของนักล่าที่ตายลงไป มันราวกับว่าเขากำลังเก็บของจากศพที่ตายไปแล้ว

‘ฉันคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ซะอีกที่จะเอาไอเทมจากคนอื่นๆ…’

ในขณะที่เขาคิดเช่นนั้น ผู้พิพากษาก็หยิบไอเทมเสร็จสิ้นและพูดออกมา

“มันน่าเศร้าขนาดไหนกัน…มีทั้งหมดหกคน แต่ฉันสามารถจะฆ่าไปได้แค่ 4…”

เขาได้พึมพัมออกมาในขณะที่เดินตรงมาหาทานาแบทและนักธนูศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเขาก็ถามออกมา

“เฮ้ พวกนายสองคนเป็นอะไรไหม?”

ทานาแบทได้หยักหน้ารับ แต่นักธนูศักดิ์สิทธิ์ได้พูดออกมา

“มันผ่านมาพักหนึ่งแล้วนะ”

ผู้พิพากษาได้เอียงหัวอย่างสงสัยและตอบกลับมา

“อะไร นายรู้จักฉันหรอ?

ทานาแบทก็ได้มองไปที่นักธนูศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เขาก็อยากรู้ว่าพวกเขานั้นรู้จักกันได้อย่างไร แต่แล้วเมื่อนักธนูศักดิ์สิทธิ์ยกมือขึ้นมาสัมผัสที่คอ เชาก็ดึงผิวหนังออกมา

และภายใต้ผิวที่หมองคล้ำและหยาบก้าน เขาก็ได้เห็นผิวที่ขาวกระจ่างใส ที่ตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง มันช่วยไม่ได้ที่ทานาแบทจะประหลาดใจ

เมื่อนักธนูศักดิ์สิทธิ์ได้ดึงผิวหนังออก…ไม่สิหน้ากากออก ร่างกายของเขาก็ได้เริ่มเปลื่ยนไป

ผู้ที่ดูเหมือนกับชาวเอเชียตะวันออกที่เต็มไปด้วยขน ตอนนี้ได้เปลื่ยนไปเป็นหญิงสาวชาวเอเชียผมตรงที่ดูสง่างาม

ในขณะที่ทานาแบทกำลังจ้องมองด้วยดวงตาและขากรรไกรที่เบิกกว้าง เขาก็ได้ยินเสียงของผู้พิพากษาจากด้านหัลง

“…มันก็พักหนึ่งละนะ คุณเซริน…”

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย <