0 Views

Chapter 104 – Red Dragon’s Lair (10)

10 วินาทีต่อมาในที่สุดซังจินก็ได้เปิดปากออกมาหลังจากที่คิดอย่างระมัดระวัง

“ถ้าหากท่านคิดอย่างมีเหตุผล มันก็จะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่า….”

‘แล้วถ้าเพียงแค่คิดอย่างมีเหคุผล นายมันสายตามืดบอดในเวทมนตร์’

เบสโกโร่ได้ตะออกมา แต่ว่ามีเพียงแค่ซังจินเท่านั้นที่ได้ยิน

“ข้าคิดว่ามันมีโอกาสอยู่บ้าง มันเป็นที่รู้จักกันดีว่ามังกรมันทรงพลัง แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่หยิ่งทรนง ถ้าหากว่าท่านหาวิธีใช้ประโยชน์จากมัน ท่านก็สามารถจะสร้างความเสียหายกับเสื้อผ้ามันได้”

ซาดาเมียร์ได้ให้ความคิดเห็นในเชิงบวกออกมา

“หืมม จริงหรอ?”

ซังจินรู้ว่าจะต้องอยากจะต่อสู้กับเธอ ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขมากที่ได้ยินความคิดเห็นเช่นนี้ ซังจินได้หันไปมองเธอ เธอยังคงหยิ่งทรนงอยู่ตลอดเวลา

‘เห็นได้ชัดว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะข้าได้แม้กระทั่งอีกหลายร้อยคนมาร่วมด้วย’

“แน่นอนว่าถ้าหากเธอตัดสินใจที่จะต่อสู้อย่างจริงจังมันก็จะไม่มีโอกาสที่จะชนะได้เลย แต่เมื่อมองดูไปที่เธอ ดูเหมือนกับว่าเธอแค่ต้องการจะหาความบันเทิงเท่านั้น”

ซาดาเมียร์พูดถูก

“คัก คัก ฮ่า ฮ้า จริงรึ? น่าสนุกนี่ และก็บอสลับ…มันชื่ออะไรกันนี่น่าชื่นชอบจริงๆ บอสลับ….”

เธอรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่านักล่าอาจจะสู้กับเธอ ซาดาเมียก็ยังคงอธิบายออกมา

“มังกรนั้นทรงพลังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมังกรโบราณ ศัตรูที่เลวร้ายที่สุดของพวกเขาก็คือความเบื่อหน่ายและความไม่แยแส มังกรที่เบื่อเป็นอย่างมากพวกมันจะคลั่งและก่ออาชญากรรมรุนแรงจนกว่าพวกมันจะถูกสังหารลงโดยพวกวีรบุรุษ บางทีถ้าหากท่านต่อสู้กับเธอเธอก็อาจจะเล่นๆก็ได้ ซึ่งนี่ก็จะเป็นโอกาสในการจัดการเธอ”

ซังจินได้รับการยินยอมตามคำพูดของซาดาเมียร์ มังกรตนนี้เป็นประเภทที่ประหลาดที่เขาไม่เคยจะพบมาก่อน

เธอสามารถจะจับลูกบาศก์ได้ด้วยมือของเธอ เธอสามารถจะบอกได้ว่าพวกนักล่ามีโชคชะตาที่น่าสงสาร เธอดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่อยู่นอกเหนือกฏเกณของการจู่โจม

ในบรรดา NPC และมอนสเตอร์ที่ซังจินเคยพบมา เธอเป็นเพียงคนเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดูเหมือนว่าจะรู้อะไรบางอบ่างที่เกี่ยวข้องกับการจู่โจม

‘ถ้าหากว่าฉันตายลงที่นี่….นั่นก็หมายความว่าฉันมีศักยภาพของฉันมีเพียงแค่นี้เท่านั้น ฉันจะคอยเชยร์คนอื่นๆเองจากในนรก’

ซังจินได้ได้ตัดสินใจปัญหาและกลับไปหานักล่าคนอื่นๆพร้อมกับพูดออกมา

“ทุกคนจะมากับฉันไหม?”

“นาย…นายต้องการจะลอง?”

“นายพูดจริง?”

ทุกๆคนได้รู้สึกประหลาดใจมากกับคำพูดของเขา แต่ก็ไม่ได้มีใครซักคนก้าวออกไปข้างหน้า ซังจินจึงได้ถามออกมาอีกครั้งหนึ่ง

“ฉันได้ตัดสินใจที่จะท้าทายเธอ จะไม่มีใครมากับฉันงั้นหรอ?”

นักล่าก็ยังคงมองไปรอบๆต่อไป แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับ มันไม่น่าแปลกใจเลยตั้งแต่ที่เขาได้ยินเสียงความคิดในก่อนหน้านี้

ถ้าหากว่าทุกคนเข้ามาพร้อมๆกัน พวกเขาก็จะสามารถสัมผัสเสื้อผ้าของเธอได้ แต่ว่าการเข้ามามีส่วนร่วมมันจะเพิ่มโอกาสการตายของพวกเขา

พวกเขาจะตายถ้าหากว่าโชคร้าย นี่มันเป็นการชั่งน้ำหนักจิตใจของพวกเขา

ซังจินได้ทิ้งคนอื่นๆเอาไว้และมุ่งหน้าเข้าไปหามังกร

‘เฮ้ ไอ้เจ้าบ้า’

เบสโกโร่ได้ตะโกนออกมา แต่ซังจินก็ได้พูดกับเขา

“ฉันได้ทำใจเอาไว้แล้ว เบสโกโร่”

‘เฮ้…นายจะออกไปจากจิตใจของนาย’

“ทำไมไม่ช่วยฉันตั้งแต่ที่ฉันได้มุ่งมั่นไปแล้วแทนหละ? ถ้าหากว่านายเอาแต่กวนใจฉันมันก็มีแต่จะเพิ่มโอกาสให้ฉันตายมากขึ้น”

เบสโกโร่ได้พยายามที่จะหยุดเขา แต่ก็ไม่มีอะไรที่เขาสามารถจะทำได้ในขณะที่ยังคงเป็นวิญญาณ เขาเพิ่งจะไปปิดปากลงอีกครั้ง

“มูนสเปคฉันก็จะต้องพึ่งเธอเช่นกัน”

‘แน่นอนนายท่าน เพียงแค่ท่านเอ๋ยปากออกมา’

ในที่สุดเขาก็ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าของมังกร เขารู้สึกหวาดกลัว เขาจึงหลับตาลง

‘ถ้าหากฉันตาย…’

สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของเขาก็คือเคน เขาไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่ว่าเขาก็เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับซังจินมากที่สุดตั้งแต่ที่เริ่มการรีสตาท

ก่อนที่เขาจะมาถึงที่นี่เคนได้กลับไปเป็นรูปสลักไม้เนียงจากว่าไม่สามารถจะเข้ามาในช่องแคบนี้ได้ ถ้าหากว่าซังจินไม่ได้กลับไปที่ตลาดมืดเขาจะต้องเศร้ามากแน่ๆ

ต่อมาก็คือคนที่เขาเคยได้พบและเป็นเพื่อนกันในระหว่างการจู่โจม เช่น ฟรานซ์ นาดา เซริน มาฮาเดส และคนอื่นๆ

‘เอาหละ การออำลามันเป็นส่วนสำคัญของการจู่โจมอยู่แล้ว’

ซังจินได้เปิดตาออกมาในขณะที่คิดอย่างนั้น ด้านหน้าของเขาคือมังกรในรูปร่างของมนุษย์ ซังจินได้เตรียมตัวเป็นครั้งสุดท้ายโดยการที่ใช้ดวงดาวไร้นาม

“เปลื่ยนชื่อ สุดยอดนักล่า”

เขาได้เปลื่ยนฉายากลับมาใช้สุดยอดนักล่า มันเป็นฉายาที่ทรงพลังที่สุดที่เขามีอยู่ เขาได้เก็บมูนสเปคใส่ปลอกอีกครั้ง เธอจะถูกเรียกออกมาพร้อมๆกับเสียงคร่ำครวญของคนตาย

เขาถือพงศาวดารสามก๊กด้วยมือขวาแทนบลัดเวเจนมันจะดีกว่าในด้านความเสียหาย แต่ว่าการสร้างความเสียหายมันไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือเพียงแค่โจมตีให้ถูกเท่านั้น

‘ฉันคิดว่า…การที่ฉันจะต้องเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายมันมาเร็วกว่าที่คิด’

เขาได้หยิบเอายอนฮัวเรทออกมา มันเป็นที่เขาจะใช้มันในตอนที่ฉุกเฉินเท่านั้น และในตอนนี้มันก็เป็นเช่นนั้น

‘ฆ่า ฆ่า’

สร้อยคอนี่มักจะตะโกนออกมาเสียงดัง ในตอนนี้มันได้อยู่อย่างเงียบเชียบภายในจิตใจ

‘อะไน….นี่มันคืออความแตกต่างกันระหว่างคน? เหมือนเช่นในตอนนี้’

แต่ว่ามันจะถูกเปิดใช้งานเมื่อเขาพูดคำสั่งออกมา มันเป็นไอเทมประเภทนั้น ในตอนท้ายสุดซํงจินก็ได้หันไปพูดกับเพื่อนสนิทของเขา

“ซาดาเมียร์ฉันต้องการความช่วยเหลือจากนาย”

“ครับ นายท่าน”

“ถ้าหากว่าฉันตาบช่วยบอกเคนด้วยว่าฉันขอโทษ…”

แต่แล้วเขาก็ตอบกลับมาด้วย

“ฉันได้เชื่อมต่อกับท่านด้วยสัญญา ถ้าหากท่านตาย ข้าก็จะไม่สามารถรักษารูปร่างเอาไว้ได้

“จริงๆ?”

ซาดาเมียร์ก็ได้ตอบกลับมาอย่างอดทน

“ใช่แล้ว”

“ถ้างั้นพวกเราจะต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเรา”

“ใช่แล้วนายท่าน”

ในที่สุดซังจินก็ก้าวต่ออกไปข้างหน้าก่อนที่มังกรจะมองมาที่เขาและถามออกมาอีกครั้ง

“งั้นนายเตรียมพร้อมที่จะสู้กับฉันแล้วหรอ?”

ซังจินได้ตอบกลับเธอไป

“ใช่แล้ว”

เธอได้เหลือบมองไปที่นักล่าเบื้องหลังของซังจิน

“แล้วมีกันทั้งหมดกี่คนที่จะสู้?”

ซังจินก็ได้ให้คำตอบแก่เธอ

“แค่ฉัน”

เธอตกใจมากเมื่อได้ยินคำตอบของเขา

“อะไรนะ?”

ซังจินได้ย้ำออกมาอีกครั้ง

“ฉันจะท้าทายเธอคนเดียว”

สายตาของเธอได้แคบลงเมื่อได้ยินเช่นนี้

“โอ้ จริงหรอ? ถ้าทายฉันเพียงแค่คนเดียวโดยที่ปราศจากความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีม ฉันไม่สามารถจะบอกได้เลยว่านายมันโง่หรือกล้าหาญกันแน่….สิ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มันน่างุนงง…”

เสียงของเธอได้หยุดไปขณะพูด แต่แล้วครู่หนึ่งเธอก็พูดต่อไป

“แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม การที่มีความกล้าที่จะเอาชนะความกลัวตายมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับการมีชีวิตอยู่”

เธอได้หันหน้าไปมองนักล่าที่อยู่เบื้องหลังซังจินและพูดออกมา

“อยู่ให้ห่างจากการต่อสู้ของเรา”

คำพูดของเธอได้ทำให้นักล่าหายไปทันที

‘นายสามารถจะตายได้เลยเพียงแค่เธอพูดมันออกมา’

ในขณะที่คิดเช่นนี้คำพูดของเบสโกโร่ก็อาจจะถูกต้อง ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ขัดจังหวะเขาด้วยการถามออกมา

“แต่นายจะโอเคไหม? มานะของนายแทยจะไม่มีเลยนะ”

ซังจินรู้สึกตกใจมากเมื่อได้ยินเช่นนี้

‘ใช่แล้วมันถูกต้อง’

เขามัวแต่คิดถึงการเตรียมพร้อมอุปกรณ์จนลืมเรื่องมานาของเขาไป เขาได้ใช้มันเกือบจะทั้งหมดในตอนที่เข้ามาในน้ำตกลาวาก่อนหน้านี้

‘มานาต่ำ’

เขาได้ยินคำเตือนจากโอเปอเรเตอร์ในก่อนหน้านี้ แต่ว่าเขาได้ปล่อยมันเอาไว้เนื่องจากยุ่งอยู่กับการค้นหาบอสลับ

“อา…ช่วยให้เวลาฉันสักแปปสิ ฉันจะไปเติมมานาของฉัน”

แต่แล้วเธอก็ได้ทำทางท่าบางอย่าง

“ไม่ ฉันจะทำเอง”

และร่างของซังจินก็ได้ส่องแสงสีฟ้าออกมา เขารู้สึกว่าพลังเวทย์ของเขาได้ถูกเติมเต็ม ซังจินจึงหันไปถามกับโอเปอเรเตอร์

“โอเปอเรเตอร์มานาของฉันมีอยู่เท่าไหร่?”

[มานาสูงสุด]

เธอได้เติมมานาให้กับศัตรู เธอไม่สนใจในผลของการแพ้ชนะ เธอแค่อยากจะรู้ว่าซังจินจะทำเช่นไรต่อไป

‘แต่ต้องขอบคุณมัน…ฉันมีโอกาส’

เธอได้ยื่นมือออกมาจากเสื้อคลุมของเธอและพูดออกมา

“เข้ามา”

ในเวลาเดียวกันโอเปอเรเตอร์ก็ได้ประกาศออกมา

[คำเตือน]

[บอสลับแม่ของคาลกัลป์อาเรี่ยนได้ปรากฏตัว]

ซังจินได้ตะโกนออกมาในทันที

“อ่านแทน”

แว่นตาของกอเมทได้ส่องประกายออกมาเพียงหนึ่งครั้งและบินไปบนอากาศพร้อมกับพงศาวดารสามก๊ก และมันก็เริ่มอ่านออกมาเองโดยอัตโนมัต

“กองทัพที่ยิ่งใหญ่ของโจโฉได้เดินลึกไปในตอนดึกและไปถึงสะพานเตียงปันเกียว”

มันเหมือนกันเป็นสิ่งที่คุ้นเคย มันเป็นข้อความเดียวกับที่เขาได้สิงสถิตครั้งแรกเตียวหุย พงศาวดารสามก๊กมันจะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับในแต่ละสถานการณ์

‘ด้วยสิ่งนี้…ฉันจะสามารถปิดผนึกเวทมนตร์ทั้งหมดของเธอได้ในระยะเวลาสั้นๆ’

แต่แล้วเธอก็ได้ยิงเวทย์ออกมาแล้ว

“เปลวเพลิงนิรันดร์แห่งนรก อินเฟอโน่”

ขนาดของอินเฟอโน่ของเธอนั้นใหญ่โตมาก มันแข็งแกร่งเพียงพอที่จะปกคลุมทั้งถ้ำให้ตกไปอยู่ในเปลวไฟ ซาดาเมียร์ได้ร่ายเวทย์โล่ป้องกันออกมาอย่างรวดเร็ง

“โล่ต้านเวทย์”

แต่เวทย์ของซาดาเมียร์ก็กันเวทย์ได้ไม่นานนัก ซังจินกับเบสโกโร่จึงร่ายเวทย์ออกมาเพิ่มขึ้นอีก

“โล่ต้านเวทย์”

“โล่ต้านเวทย์”

แต่เปลวเพลิงของเธอก็ได้พังโล่มาเรื่อยๆและพุ่งต่อเข้ามาใส่ซังจิน ซังจินได้เฝ้ามองดูเปลวเพลิงอย่างระมัดระวังและหลบการพังทลายไป แม้มันจะผ่านโล่มาสามชั้นแต่เวทย์อินเฟอโน่ของเธอมันยังคงใหญ่อยู่ ซังจินได้หันหน้าไปมองที่พงศาวดารสามก๊ก

‘เร็วสิ…’

แต่ว่าแว่นของกอเมทก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่

“แต่เขาได้จ้องมองลงไปที่ทหารในขณะทีปิดกั้นสะพาน…”

ในขณะเดียวกันเธอก็บินขึ้นไปบนอากาศและยิงเวทย์อื่นออกมาอีก

“เผาไหม้ทุกอย่างในเส้นทาง บอลไฟ”

มันเป็นเพียงบอลไฟเพียงแค่ในนามเท่านั้น จากมุมมองของซังจินที่อยู่ด้านล่างมันดูคล้ายกับดาวตกมากกว่าซะอีก ซาดาเมียร์ได้ตะโกนขึ้นออกมา

“นายท่าน!!!”

สำหรับเขาที่ตะโกนออกมามันเป็นเพราะไม่มีอะไรที่เขาสามารถจะทำได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะยับยั้งเอาไว้ได้ด้วยเวทมนตร์ของเขา ซังจินได้ดึงเอาอาเทอร์มิโอออกมาในทันที

“สะท้อนเวทมนตร์”

อาเทอร์มิโอได้เริ่มที่จะส่องแสงสีม่วงออกมา แต่มันก็ไม่สามารถจะช่วยให้ซังจินมั่นใจขึ้นได้

‘…มันใช่สิ่งที่สามารถจะสะท้อนไปได้ไหม?’

มันอยู่ต่ำกว่าเวทย์ระดับ 7 มันตรงตามความต้องการในการใช้งาน แต่ว่าซังจินก็ยังคงไม่แน่ใจว่ามันจะสามารถใช้งานได้หรือไม่ แต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะมาไตร่ตรองเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว ถ้าหากว่าเขาโดนโจมตีมันจะหมายความว่าเขาจะตายไปในทันที

ซังจินได้ใช้อาเทอร์มิโอในการปัดบอลไฟกลับไป และโชคดีที่มันสามารถจะสะท้อนบอลไฟกลับไปได้

“โอ้ววว นายสามารถจะรอดชีวิตจากเวทย์ของฉันได้ตั้งสองครั้ง…น่าสนุกจังเลย”

แค่เธอก็ได้ยื่นมือออกมาและดูดบอลไฟไป มันดูคล้ายกับอะไรที่เป็นมังกรโบราณมาก มันไม่มีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นเลยแม้เพียงนิดเดียว แต่ว่าเขาก็ได้มีเวลามากพอ

“ข้าคือเตียวหุย”

แว่นตาของกอเมทได้อ่านหนังสือแทนจนสร็จ

[การสิงสถิตของเตียวหุยได้ถูกใช้งาน]

[ทักษะติดตัว – เพิ่มพลังโจมตี(III) ความรวดเร็ว(III) ได้ถูกใช้งานแล้ว]

พลังใหม่ได้ไหลเข้ามาสู่ร่างกายของซังจิน ซังจินจึงวิ่งเขาไปหามังกรในทันที แต่ว่าเธอก็ได้สนใจหนังสือมากกว่าตัวของเขา

“โอ้ววว นั่นมัน…คือพลังของบุคคลโบราณมราอยู่ในสมัยก่อนๆ? น่าสนใจๆ มันน่าสนุกอะไรอย่างนี้”

เธอได้หัวเราะราวกับว่าเธอกำลังสนุกกับตัวเองอย่างแท้จริง ซังจินก็ได้ ซังจินได้ใช้มืออื่นกวาดกรวดทรายในขณะที่พุ่งไปข้างหน้า

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย <