0 Views

        เมื่อเห็นเคราสีทองของตัวเองกำลังพลิ้วไหวอยู่ในมือของอีกฝ่าย สีหน้าของราชาแบล็กสโตนก็พลันเปลี่ยนไปทันที นี่คือความอัปยศ มันแทบไม่ต่างอะไรกับการโดนตบหน้าในที่สาธารณะ  ความโกรธเกรี้ยวยิ่งลุกโชนขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอของตัวเอง สิ่งนี้มันเตือนสติให้เขาต้องควบคุมความโกรธของตัวเอง

        เห็นได้ชัดว่า ความแข็งแกร่งของราชาเมืองแซมบอร์ดมันยิ่งกว่าในข่าวลือเสียอีก แน่นอนว่าเมื่อกี้อีกฝ่ายสามารถตัดคอเขาได้ในชั่วพริบตา….นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!

        ราชาแบล็กสโตนหันหน้าไปมองชายในชุดเกราะสีเงินที่อยู่ข้างๆ

        เขาเห็นอีกฝ่ายกระพริบตาให้แล้วส่ายหัว

        ราชาแบล็กสโตนถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเข้าใจความนัยที่อีกฝ่ายจะสื่อได้ทันที ——เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของราชาเมืองแซมบอร์ดสูงล้ำมาก และเหนือกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ดูเหมือนว่าแผนการที่เคยวางไว้ก่อนหน้านี้อาจจะไม่สำเร็จก็ได้….แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะคัดค้านอีกฝ่ายได้  สำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่อยู่ด้วยกฎแห่งป่าแล้ว ราชาเมืองแบล็กสโตนมีพรสวรรค์ระดับปานกลาง ตอนนี้อายุเขาก็ปาไปห้าสิบกว่าปีแล้ว ยังเป็นได้แค่นักรบคลื่นพลังธาตุไฟระดับ 2 ดาว แต่ก็ยังถือได้ว่าเป็นราชาของอาณาจักรที่มีอำนาจในทางการทหารคนหนึ่ง สำหรับผู้ที่เกิดมาในราชวงศ์ ความคิดและความอดทนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา ดังนั้นเขาจึงรู้ว่ากลยุทธ์แบบไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

        “1….2….”

        ซุนเฟยไม่สนใจว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาเพียงแค่นั่งนับถอยหลังอยู่บนหลัง【ลมกรดทมิฬ】ด้วยน้ำเสียงเย็นชา ตัวเลขทีละตัวๆที่หลุดออกมาจากปากของซุนเฟย มันเหมือนกับค้อนยักษ์ที่กำลังกระหน่ำทุบลงมาในหัวใจของราชาและทหารม้าเมืองแบล็กสโตน  น้ำเสียงเย็นชานั่นทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นโครมครามด้วยความกลัว พวกเขาต่างกำอาวุธในมือแน่นตามสัญชาตญาณ

        “4….5….6….”

        ซุนเฟยยังคงนับถอยหลังด้วยน้ำเสียงที่ไม่ช้าไม่เร็ว

        สายลมของปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านร่างพวกเขาไป  ไม่รู้ว่าทำไม เหล่าทหารของกองทัพเมืองแบล็กสโตนถึงรู้สึกว่าอากาศในเช้านี้มันหนาวกว่าในทุกๆวัน

        “….7….8…”

        ทั้งๆที่เป็นเพียงการนับเลขถอยหลังธรรมดาๆที่กล่าวออกมาจากปากของราชาในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว กลับทำให้ทหารเมืองแซมบอร์ดทุกคนรู้สึกเลือดร้อนขึ้นมา ราวกับว่าในอกของพวกเขามีบางสิ่งบางอย่างอยากที่จะพรั่งพรูออกมา ที่ผ่านมาเมืองแบล็กสโตนมักจะข่มเหงรังแกเมืองแซมบอร์ดอยู่เสมอ พวกมันชอบหาข้ออ้างมาปล้นสะดมในอาณาเขตของเมืองแซมบอร์ด ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ราชาของพวกเขาพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถข่มพวกทหารม้าเมืองแบล็กสโตนจนหงอขนาดนี้ และยังทำให้ราชาแบล็กสโตนที่แสนเย่อหยิ่งคนนั้นไม่กล้าที่จะแสดงอารมณ์โกรธของตัวเองออกมา ทันใดนั้นเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดก็คำรามในลำคอด้วยความโกรธขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ และการนับถอยหลังของซุนเฟย มันเหมือนกับช่วยให้พวกเขาได้ระบายความอัปยศอดสูในอดีตออกมา

        เสียงคำรามในลำคอของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดนับร้อยคนดังกระหึ่มขึ้น  บรรยากาศที่น่าเกรงขามก็พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างช้าๆ ในน้ำเสียงของพวกเขาแฝงไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือเหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาสังหารพวกเขาเต็มแก่

        ทันใดนั้นกระแสสงครามก็ได้พลิกกลับ

        ผู้ที่ถือครองความได้เปรียบกลับกลายเป็นกองทัพเมืองแซมบอร์ดที่มีจำนวนคนน้อยกว่า

        เสียงขู่คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของคนที่มีไม่ถึง 200 คนได้สร้างแรงกดดันในสงครามขึ้นมา

        และแรงกดดันในสงครามของพวกเขาก็เหนือชั้นยิ่งกว่าการควบม้าวิ่งวนแล้วใช้หอกเคาะโล่ของเหล่าทหารเมืองแบล็ก สโตนซะอีก

        นี่มันคือการข่มขู่!

        ไม่มีใครกล้าที่จะสบตาพวกเขา!

        “9….”

        ทันทีที่คำว่า ‘9’ หลุดออกมา ซุนเฟยก็ยื่นมือไปด้านหน้า ประกายแสงสีม่วงก็สว่างขึ้นมาพร้อมกับขวานสีม่วงที่ปรากฏขึ้นในมือ เมื่อได้เห็นการกระทำของราชา วินาทีต่อมา ‘ชิ้งชิ้งชิ้งชิ้ง’เสียงแหลมคมของอาวุธก็ดังขึ้น….ทหารเมืองแซมบอร์ดต่างเล็งปลายคมหอกดาบไปทางข้าศึก ปลายหอกดาบสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายวาววับ

        เสียงขยับดาบที่ดังก้องไปทั่วสนามรบเสมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย หัวใจขององค์ราชาคานต์เต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าเขาได้มองเห็นเงาร่างที่จับต้องไม่ได้ก่อนหน้านี้กำลังจะพุ่งเข้ามาหาเขา ราชาแบล็กสโตนก็พลันตะโกนออกมาเสียงดังว่า “ถอย…”

        ครึ่กๆ——!!!

        ราวกับแม่น้ำสีดำได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว  เพียงชั่วพริบตา ทหารม้ากว่าสองพันนายก็ถอยกลับไปจนหมด ฝุ่นลอยตลบอบอวลไล่หลังพวกเขา คลื่นแม่น้ำสีดำได้หายเข้าไปในป้อมปราการที่ตั้งอยู่ห่างออกไป

        “ถุย!” ดร็อกบาถุยน้ำลายลงพื่นอย่างเหยียดหยาม

        “หนีเร็วจริงๆ”เพียร์ซมองตามหลังพวกเขาด้วยสายผิดหวังเล็กน้อย

   ……

        สิบนาทีต่อมา กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็ได้มาถึงประตูป้อมปราการสีดำ

        ทีแรกพวกเขาต่างก็คิดว่าราชาเมืองแบล็กสโตนจะต้องผูกใจอาฆาตและคงจะถือโอกาสกลั่นแกล้งพวกเขาด้วยการไม่เปิดประตูรับ แน่นอนว่าซุนเฟยคิดจะให้องค์หญิงนาตาช่าไป‘เคาะประตู’แต่พวกเขาก็ต้องแปลกใจ เมื่อจู่ๆประตูป้อมปราการก็ถูกเปิดออก ราวกับว่าทหารได้รับคำสั่งอยู่ก่อนแล้ว ว่าไม่ต้องขัดขวางการเดินทัพของเมืองแซมบอร์ด พวกเขาปล่อยให้ซุนเฟยเข้ามาในเมืองอย่างง่ายดาย

        “หรือว่าราชาแบล็กสโตนคิดจะปิดประตูตีแมว…โอ้ หึๆ บอกไว้ก่อนว่าบิดาไม่ใช่แมว….คิดว่าจะขังบิดาไว้ในป้อมนี้ได้?” ในใจซุนเฟยพลันแสยะยิ้มออกมา ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวอยู่ในใจสักนิด ซุนเฟยตบสะโพกของ【ลมกรดทมิฬ】ให้เป็นฝ่ายเดินเข้าไปในป้อมเป็นตัวแรก

        เห็นได้ชัดว่าเช็กและแลมพาร์ดรวมทั้งคนอื่นๆก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ภายใต้คำสั่งการของเช็ก รูปขบวนทัพที่อยุ่ห่างออกไปก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น หน่วยเทศกิจขยับเข้าไปอารักขารถม้าเวทย์มนต์ที่องค์หญิงนาตาช่าและแองเจล่านั่ง ทุกๆคนต่างระมัดระวังทุกๆฝีก้าว

        แต่ทว่าจนถึงตอนนี้ การโจมตีที่ใครหลายๆคนคิดไว้ ก็ไม่เกิดขึ้นสักที

        ในป้อมปราการสีดำดูปกติมาก ทหารแต่ละคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นระบบ

        ซุนเฟยกวาดสายตามองป้อมปรากการของศัตรูหมายเลข 1 ของอาณาจักรอย่างละเอียด

        เนื่องจากที่ตั้งและจุดยุทธศาสตร์ที่แสนพิเศษนี้  ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นป้อมที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน  สิ่งก่อสร้างภายในป้อมสร้างขึ้นด้วยก้อนหินสีดำ ไม่มีสิ่งก่อสร้างไม้ที่เป็นวัตถุไวไฟแม้สักอย่างเดียว อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างและระดับความสูงต่างผ่านการออกแบบมาได้อย่างรอบคอบและสมเหตุสมผล มีป้อมปราการหินขนาดเล็กกระจัดกระจายไปทั่ว มีการคุ้มกันที่แน่นหนา และเนื่องจากว่าป้อมปราการถูกสร้างขึ้นบนภูเขา ดังนั้นบนผนังภูเขาทั้งสองด้านจึงถูกขุดเจาะเป็นด่านและห้องหินอย่างเนื่องแน่น ที่สำคัญคือมีพลธนูและทหารบางส่วนซ่อนตัวอยู่ในนั้น

        ถนนภายในป้อมแคบมาก ลักษณะภูมิประเทศเป็นเหมือนเขาวงกต แม้ว่าพวกข้าศึกจะสามารถทำลายประตูเมืองแล้วเข้ามาได้ แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรูปขบวนทัพขนาดใหญ่ได้ กลับกันยังต้องแบ่งกลุ่มกระจายกันออกไป สูญเสียความได้เปรียบในด้านจำนวนคน  ได้ครอบครองภูมิประเทศที่โดดเด่นขนาดนี้ กองทัพเมืองแบล็กสโตนไม่ถูกทำลายลงได้ง่ายดายแน่

        ป้อมปราการที่สมบูรณ์ขนาดแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการออกแบบป้อมปราการของทหารในยุคอาวุธเย็น* ที่นี่ดูเหมือนกับเครื่องจักรสังหารที่ยึดติดกันในภูเขา

        ราชาเมืองแบล็กสโตนให้ความสำคัญกับที่นี่มาก ก่อนที่ซุนเฟยและคนอื่นๆจะเข้ามา พวกเขาเองก็เตรียมการเป็นอย่างดี อาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารจำนวนมากต่างถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดี  เพื่อไม่ให้พวกข้าศึกอย่างเมืองแซมบอร์ดได้พบเห็น ดังนั้นสิ่งที่ซุนเฟยพบเห็นในตอนนี้จึงเป็นเพียงแค่ 1 ใน 10 ของความแข็งแกร่งของป้อมปราการ

        ถนนที่นี่กว้างสุดแค่ 2 เมตร เพียงพอให้รถม้าแค่คันเดียวผ่านไปเท่านั้น  มีคนเดินบนถนนน้อยมาก แทบจะไม่เห็นประชาชนและพ่อค้าเลย นอกจากเหล่าทหารแล้วยังมีขบวนคาราวานของพ่อค้าขนาดกลาง บางส่วน เนื่องจากเมืองแบล็กสโตนอยู่ติดกับเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กทำให้มีกองคาราวานพ่อค้าเดินทางผ่านมาเสมอ และสำหรับใครที่ต้องการที่จะผ่านเส้นทางนี้ไปยังเมืองหลวงจะจ่ายค่าภาษีผ่านทางอย่างหนัก ดังนั้นกองคาราวานที่จะผ่านเส้นทางนี้ได้จะต้องมีเงินทุนหนาพอสมควร

        นอกจากทหารและพวกพ่อค้าที่มีอยู่น้อยนิด จำนวนคนที่มีมากที่สุดก็คือทาส

        ทาส!!

        เนื่องจากบนเทือกเขาอาทิตย์ของเมืองแบล็กสโตนมีเหมืองแร่อยู่มากมาย พวกเขาจึงสามารถสกัดแร่ออกมาเป็นจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง และที่นี่ก็ยังเป็นหนึ่งในเสาหลักทางการเงินของอาณาจักรอีกด้วย ตราบใดที่เขามีประชาชนเพียงพอ พวกเขาก็สามารถจัดตั้งกองทัพติดอาวุธขึ้นมาได้เรื่อยๆ หากการจัดหาอาวุธเหล็กเป็นหนึ่งในปัญหาระดับอาณาจักรของเมืองแซมบอร์ดแล้ว

        สำหรับเมืองแบล็กสโตนก็คงเป็นจำนวนทาสไม่เพียงพอต่อการสกัดเหมืองแร่  และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมอาณาจักรนี้ถึงได้ชอบทำสงครามนัก เพราะการทำสงครามจะทำให้พวกเขาได้รับสินสงครามจำนวนมากกลับมาด้วย และทาสก็คือหนึ่งในสินสงคราม

        ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ราชาแบล็กสโตนคนปัจจุบันที่มีความทะเยอทะยานสูงขึ้นครองราชย์  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในการทำเหมืองแร่ เมืองแบล็กสโตนจึงมักจะหาเรื่องอาณาจักรเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา แม้กระทั่งแอบสนับสนุนพวกกองกำลังโจรติดอาวุธบางส่วนและทหารรับจ้างให้ลักพาตัวประชาชนของอาณาจักรอื่นๆมาเป็นทาส แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือเมืองแซมบอร์ด สามปีก่อนหน้านี้ ความแข็งแกร่งของอาณาจักรแซมบอร์ดอ่อนแอมาก บวกกับมีราชายังปัญญาอ่อนกับขุนนางชั่วบาร์เซลที่บริหารปกครองแบบมั่วๆ ทำให้มีประชาชนถึง 1 ใน 6 ส่วนของอาณาจักรถูกลักพาตัวมาเป็นทาสในเหมืองแร่ที่เทือกเขาแห่งนี้ มีจำนวนมากที่ต้องตายไปเพื่อเป็นฐานบันไดให้เมืองแบล็กสโตนก้าวไปสู่รุ่งโรจน์

        ความแค้นระหว่างสองอาณาจักรไม่มีทางที่จะจบลงได้ง่ายๆ

        นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมซุนเฟยถึงได้สังหารทหารม้าทั้ง 200 คนของเมืองแบล็กสโตนเมื่อคืนวาน และอธิบายได้ว่าทำไมทั้งเพียร์ซ ดร็อกบาหรือแม้กระทั่งพัศดีโอเลกถึงได้สังหารพวกมันอย่างเหี้ยมโหดที่สุด เพราะเมืองแซมบอร์ดต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการกระทำของเมืองแบล็กสโตนมาเป็นระยะเวลานานแล้ว  ในเมืองแซมบอร์ดมีสาวแก่แม่ม่ายหลายคนที่ต้องสูญเสียสามีและบุตรหลาน แม้กระทั่งคนแก่คนชรา พวกมันก็ยังลักพาตัวไป….ความเจ็บปวดนี้ พวกแบล็กสโตนจะต้องชดใช้!

        กองทัพเมืองแซมบอร์ดค่อยๆเคลื่อนพลอย่างช้าๆ

        เมื่อเข้าสู่ใจกลางของป้อมปราการแบล็กสโตน ซุนเฟยก็ต้องขมวดคิ้ว

        เพราะเขามองเห็นว่าตรงกลางลานจัตุรัสเล็กๆ มีเสาหินที่มีระดับความสูงไม่เท่ากันประมาณ 300-400 ต้นมีคาบเลือดเกาะติดอยู่ เนื่องจากเสาหินเป็นสีขาวเมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างสีดำแบบนี้ยิ่งทำให้มันดูสะดุดตาขึ้นมา เสาหินเหล่านั้นมีรอยเปื้อนเลือดจำนวนมากจนดูน่ากลัว แม้ว่าจะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่ก็ยังคงมีแมลงวันอยู่มากมาย แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ซุนเฟยขมวดคิ้ว แต่เป็นเพราะร่างสกปรกซอมซ่อที่ถูกมัดอยู่บนเสาหินพวกนั้นต่างหาก  ร่างกายของพวกเขาผอมแห้งจนน่าใจหาย

        ตามร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยบาดแผลน่ากลัว

        ซุนเฟยกวาดสายตามองเพียงชั่วครู่ก็พบว่า คนที่ถูกมัดเหล่านั้นบางส่วนได้หมดลมหายใจแล้ว อีกส่วนก็อยู่ในสภาพเป็นตายเท่ากัน และบางส่วนยังคงประคองสติเอาไว้ได้ พวกเขาอ้าปากเหมือนจะร้องครางออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ทว่าเสียงที่เล็ดดรอดออกมากลับไม่ใช่เสียงร้องของคน  แต่มันเหมือนเสียงร้องของสัตว์เดรัจฉานที่ได้รับบาดเจ็บหนักต่างหาก อยู่ไม่สู้ตายจริงๆ

        “ฝ่าบาท คนพวกนี้น่าจะเป็นทาสที่ทำผิดแล้วถูกลงโทษ จากนั้นก็นำมาแขวนประจานที่เสา เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู!” เช็กอธิบายออกมา

        ซุนเฟยพยักหน้าไม่พูดอะไร

        ในยุคอาวุธเย็นเช่นนี้  ฉากที่โหดร้ายป่าเถื่อนแบบนี้ก็อยู่ในการคาดการณ์ของซุนเฟยก่อนหน้านี้ ตัวเขาเองก็ไม่มีความสามารถมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเรื่องพวกนี้ แม้ว่าซุนเฟยจะทำใจยอมรับมันบ้างแล้ว….แต่พอได้มาเห็นจริงๆ ในใจของเขาก็รู้สึกแย่มาก มันส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาอย่างรุนแรง

        ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งของจัตุรัส

        ———-

        【冷兵器时代】ยุคอาวุธเย็น*  หมายถึงยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่มีปืน ใช้เพียงอาวุธประเภทดาบ กระบี่  หอก ขวานในการสู้รบ


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “สดุดีมหาราชา” : https://goo.gl/eeCkY3

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/121
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย90-100บาท/เล่ม ค่ะ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม