0 Views

        “ข้าไม่คู่ควรกับเขาเลย เพราะฉะนั้นข้าต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้….ดียิ่งกว่านี้!”

        ความคิดนี้เหมือนไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในสมองของแองเจล่าอย่างคลุ้มคลั่ง

        ในใจของสาวงามคนนี้มีแต่ซุนเฟยเพียงคนเดียว เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าตัวเองเริ่มกลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่และคงไม่อยากจะรู้ด้วย…. เธอในตอนนี้ไม่คู่ควรกับเขาเลยจริงๆ  ความคิดนี้เด่นชัดขึ้นทุกขณะ  ในยามที่เธอต้องเผชิญหน้ากับซุนเฟยมันทำให้เธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

        น่าเสียดายแม้ว่าซุนเฟยจะประกาศว่าตัวเองเป็น‘ผู้เชี่ยวชาญความรักครึ่งก้าว’ แต่ในความเป็นจริงเขากลับไม่รู้ถึงความคิดที่อยู่ในใจของแองเจล่า

        อาหารเย็นยังคงดำเนินต่อไป

        “โอ้ จริงสิ อเล็กซ์ซานเดอร์ องค์หญิงก็สั่งจองชุดกระโปรงที่พระองค์ออกไป 2-3 ชุด….เอ่อ  เธอยังเลือก【ชุดมีมี่】อีกหลายชุด…..”แองเจล่าไม่รู้ว่า ‘มีมี่’ มีความหมายว่าอะไร เพียงแค่รู้สึกว่ามันน่ารักดี จึงกล่าวออกมาอย่างคล่องปากดูเป็นธรรมชาติมากๆ

        ซุนเฟยพลันสำลักทันที

        พระเจ้า….สามารถจินตนาการได้ถึงสาวงามที่บริสุทธิ์ดุจเซียนดอกไม้ พูดคำว่า ‘มีมี่’สองคำแบบหน้าไม่เปลี่ยนสีหรือใจเต้นโครมครามเพราะความอายสักนิด? บ้าไปแล้ว ตอนนี้ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองร่างของแองเจล่า มองไปมองมาชักเพลินจนหัวใจเต้นสูบฉีด

        “อ่อ จริงเหรอ แล้วองค์หญิงเลือกสีอะไรไปล่ะ?” ซุนเฟยจงใจถามด้วยสีหน้านิ่งๆ

        “สีแดง…อ่อแล้วยังมีสีชมพูกุหลาบด้วย”สาวน้อยเจ็มม่าที่นั่งอยู่อีกด้านเป็นคนตอบหลังจากที่เธอฟาดอาหารบนโต๊ะจนเรียบ  เด็กสาวคนนี้ได้รับความรักจากซุนเฟยและแองเจล่าในฐานะน้องสาวของพวกเขาซึ่งเจ็มม่าพยายามที่จะมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เธอเอียงคอและแย่งตอบ “【ชุดมีมี่】ที่องค์หญิงเลือกส่วนใหญเป็นสีแดง”

        อีกครั้งแล้ว

        เป็นอีกครั้งที่เด็กสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องต้องมาพูดคำว่า‘มีมี่’2 คำนี้โดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด ซุนเฟยไอออกมาพยายามที่จะไม่ให้แอปเปิลที่ตัวเองเคี้ยวอยู่พ่นออกมา

        “อเล็กซ์ซานเดอร์  พระองค์ไม่สบายเหรอเพคะ?”

        เห็นซุนเฟยสำลักจนหน้าคอแดงไปหมด แองเจล่าจึงถามอย่างเป็นห่วง

        “เอ่อ….ไม่  ไม่เป็นไร แฮะๆๆ!”ซุนเฟยพยายามบ่ายเบี่ยงเป็นเรื่องอื่นแทน “อากาศวันนี้ดีจริงๆเลยนะ…”

        ท่ามกลางบรรยากาศละมุนละไมที่ทำให้คนรู้สึกหน้าแดงใจสั่นในช่วงอาหารเย็นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ——แน่นอนว่า บรรยากาศนี้มีเพียงซุนเฟยฝ่ายเดียวที่เป็นแบบนี้เท่านั้น

        พวกข้ารับใช้พากันเก็บจานชาม ส่วนแองเจล่าและเจ็มม่าก็ตัดสินใจจูงมือกันไปเดินย่อยอาหารที่สวนดอกไม้หลังพระราชวังไปดูสุนัขสีดำขนาดใหญ่ที่‘จำศีลในฤดูใบไม้ร่วง’

        สุนัขสีดำตัวนี้เมื่อสามปีก่อนแองเจล่าเก็บมันได้จากหลังภูเขาด้านข้างนอก ตอนนั้นมันยังมีขนาดเท่าฝ่ามือน่ารักน่าชัง ใครจะรู้ว่าในเวลาแค่ 3 ปีมันจะพัฒนาร่างกายของมันอย่างบ้าคลั่งจนมีขนาดเท่าลูกวัวทั้งยังแข็งแกรางไม่ธรรมดาอีกด้วย แม้ว่าจะดูจากภายนอก เจ้าสุนัขดำอาจจะดูไม่ใช่สายพันธุ์ที่ล้ำค่าอะไรและไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆแต่เจ้าตัวนี้มีนิสัยแปลกๆมันจงรักภักดีต่อแองเจล่าและเจ็มม่ามาก แต่ไม่รู้ทำไม สำหรับซุนเฟยที่เป็นนายผู้ชายของมัน มันกลับไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่ เห็นหน้าทีไรก็ต้องแยกเขี้ยวขู่และมีสายตาที่ไม่ใช่สายตาของสุนัข

        แต่เมื่อ 10 วันก่อน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าสุนัขยักษ์ตัวนี้ จู่ๆมันก็เกิดอาการหลับลึกขึ้นมา ไม่ว่าจะเรียกยังไงหรือปลุกเท่าไหร่ก็ตื่น ทั้งวันไม่กินไม่ดื่ม แองเจล่าเชิญสัตวแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองแซมบอร์ดมาดูแต่สัตวแพทย์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แองเจล่าจึงได้แต่กระวนกระวายใจมาก….

        แน่นอนว่า มันมีสาเหตุ

        ซุนเฟยไม่ได้บอกคู่หมั้นสาวสวยของตัวเองว่าความจริงแล้วที่เจ้าสุนัขตัวนี้อยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายแบบนี้ เป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ที่เขาทดลอง【น้ำยาฮัลค์】เขาใช้มันเป็นหมาทดลอง อาศัยพลังที่แข็งแกร่งของตัวเองงัดปากสุนัขแล้วเทน้ำยาให้มันดื่มไปครึ่งขวด เจ้าสุนัขที่หน้าสงสารแม้ว่ามันจะไม่ได้ตายเพราะความเจ็บปวด แต่คาดว่าด้วยฤทธิ์ของ【น้ำยาฮัลค์】ที่มันดื่ม ทำให้สัญชาตญาณการป้องกันตัวสัตว์เข้าสู่สภาะจำศีล

        เห็นเงาของแองเจล่าและเจ็มม่าหายลับที่หน้าประตู ซุนเฟยก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ของห้องโถง

        ไม่รู้ว่าทำไม ซุนเฟยจึงนึกถึงองค์หญิงลึกลับของราชอาณาจักรเซนิทคนนั้นขึ้นมา องค์หญิงองค์นี้ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ มาถึงเมืองแซมบอร์ดมาหลายสิบวันแล้วแต่กลับไม่คิดที่จะอยากพบซุนเฟยราชาของอาณาจักรบริวารคนนี้ เธอไม่มาพบซุนเฟย ซุนเฟยก็ไม่ไปพบเธอ ทั้งสองคนทำตัวเหมือนเด็กที่ดูว่าใครจะมีความอดทนได้มากที่กว่า ใครที่จะมีความอดทนได้นานกว่า

        “หึๆ ค่ดไม่ถึงว่าจะเลือกชุดชั้นในสีแดง ดูเหมือนว่าองค์หญิงองค์นี้จะไม่ใช่คนน่าเบื่อเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ!”

        ซุนเฟยหัวเราะอย่างไม่อาย

        ในขณะที่องค์ราชาอยู่ในอาการเบิกบานเต็มที่จนไม่ทันสังเกตว่า พฤติกรรมที่‘น่ากลัว’ของเขากำลังทำให้ข้ารับใช้ที่กำลังทำความสะอาดห้องโถงพากันตื่นตกใจและมีอาการขนลุก

        “ฝ่าบาท  นักบวชแมซโซลาและอัศวินลูเซียโนทั้งสองท่านมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

        ตอนนั้นเอง ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงาน

        ซุนเฟยจำได้ว่าทหารรักษาการณ์คนนี้เขาเป็น 1 ในนักรบผู้กล้าหาญทั้ง 23 คนบนสะพาน ชื่อว่ามิชาเอล บัลลัค ดูจากรูปลักษณ์ที่รู้เลยว่าชายคนนี้เป็นคนที่ซื่อสัตย์และมีความยุติธรรม หน้าเหลี่ยม ผมหยิกสีดำ ตาโตดูมีชีวิตชีวา ทำให้คนรู้สึกน่าเชื่อถือมาก

        ซุนเฟยมาถึงทางเข้าห้องโถงใหญ่ของราชวัง ก็เห็นนักบวชแมซโซลาและอัศวินลูเซียโนกำลังรออยู่ที่หน้าห้องโถงอย่างสุภาพ ด้านหลังทั้งสองคนยังมีอัศวินข้าราชบริพารตามมาอย่างเป็นระเบียบพร้อมทั้งกำลังยกหีบขนาดใหญ่

        เมื่อเห็นซุนเฟยมาถึง ทั้งสองคนก็ยิ้มประจบ แต่ซุนเฟยกลับไม่ทักทายอะไรซ้ำยังแค่นเสียงร้องหึออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ทั้งสองคนหน้าชา สีหน้าดูเก้อเขินเท่านั้นแต่ไม่กล้าแสดงท่าทางไม่พอใจออกมา พวกเขารออยู่ตรงหน้าประตูห้องโถงอย่างเรียบร้อย

        สักพัก ยามรักษาการณ์จึงพูดออกมาว่า “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์เชิญทั้งสองเข้าเฝ้า”

        ทั้งสองคนมีสีหน้าดีอกดีใจรีบเดินเข้าไปด้านใน โดยบอกใบ้ให้อัศวินข้าราชบริพารด้านหลังยกหีบพวกนั้นเข้ามา เมื่อเข้าสู่ทางเดินห้องโถงพวกเขาก็กังวลเกี่ยวกับเท้าของพวกเขากลัวว่าจะสร้างเสียงดังรบกวนซุนเฟย พวกเขาพยายามสงบใจ    ขณะที่เดินไปที่ใต้บัลลังที่ล้อมรอบไปด้วยปีศาจสิงโต พวกเขาคำนับก่อนจะพูดว่า “นายท่านผู้ยิ่งใหญ่…แมซโซลาและลูเซียโนขอพบนายท่าน”

        “พวกเจ้ามาหาข้าทำไม?”

        ซุนเฟยนั่งอยู่บนบัลลังมองมาที่ทั้งสองคน ไม่มีท่าทีปฏิเสธหรือยอมรับสำหรับคำเรียกขานว่า‘นายท่าน’แต่แมซโซลาและลูเซียโนที่ได้ยินคำถามดังกล่าวกลับคิดว่าซุนเฟยยอมรับสถานะที่ปิดบังไว้ของตัวเอง ในใจก็ยิ่งมั่นใจกับการคาดการณ์ของตัวเอง จึงรีบตอบอย่างประจบว่า “พวกเราทั้งสองคนเพิ่งทราบสถานะที่แท้จริงของนายท่าน พวกเราต่างชื่นชมเอกลักษณ์และการกระทำของนายท่านมาก ดังนั้นเมื่อเราจัดการโบสถ์จนเป็นระเบียบแล้วจึงรีบมาพบนายท่านอย่างเป็นทางการเพื่อมาฟังการสั่งสอนของนายท่าน ”

        พูดจบแมซโซลาส่งซิกให้พวกอัศวินข้าราชบริพารเปิดหีบเหล็กทั้งสองอัน ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างสีสันสดใสถึงหกสีกระจายออกมาจากด้านใน ท่ามกลางแสงสว่างนี้ยังแฝงไปด้วยคลื่นพลังเวทย์มนต์จางๆ ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกๆเหมือนเดจาวู

        “นอกจากหินเวทย์มนต์ทุกธาตุเหล่านี้ยังมีม้วนคัมภีร์เวทย์มนต์ไม่กี่ม้วน เป็นตัวแทนจิตใจที่จะแสดงความเคารพของข้าและลูเซียโนที่มีต่อนายท่านผู้ยิ่งใหญ่ หวังว่านายท่านจะชื่นชอบ”แมซโซลาบอกให้อัศวินข้าราชบริพารยกหีบเหล็กขั้นไปวางที่ขั้นบันไดใต้บัลลัง พลางพูดประจบ

        ซุนเฟยไม่พูดอะไร

        เขาเดินไปที่หีบเหล็กกล่องแรก กวาดสายตามอง ด้านในบรรจุด้วยหินรูปร่างแปลกๆไม่ว่าจะ สีแดง สีเหลือง สีฟ้า สีขาวมีทุกสี ส่องแสงประกายนุ่มนวล ที่น่าแปลกใจก็คือหินแต่ละก้อนด้านในนั้นปลดปล่อยคลื่นเวทย์มนต์จางๆออกมา บ้างก็นุ่มนวล บ้างก็เย็นยะเยือก บ้างก็ร้อนระอุ บ้างก็หนักแน่น กลิ่นอายเวทย์มนต์ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันก็เปล่งแสงหลากสีออกมาอย่างต่อเนื่องในกลางอากาศ

        ซุนเฟยยื่นมือออกไปคว้าก้อนหินเวทย์มนต์มาถือไว้ในมือพลางขมวดคิ้ว

        ในใจของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เพราะว่าแมซโซลาเรียกพวกมันว่าก้อนหินเวทย์มนต์ ซุนเฟยเห็นว่ามันเหมือนกับ【เกร็ดอัญมณี】ในโลก Diablo ไม่ใช่แค่รูปร่างเท่านั้น แม้กระทั้งกลิ่นอายเวทย์มนต์จางๆที่ปกคลุมบนตัวหินก็ยังเหมือนกันอีก ซุนเฟยมั่นใจว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันแน่นอน

        แต่สิ่งของในโลก Diablo ทำไมถึงได้มาปรากฏในโ,กแห่งความจริงได้ล่ะ?และดูจากความหมายของแมซโซลาและลูเซียโน ก้อนหินเวทย์มนต์นี้จะต้องเป็นของล้ำค่า แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่หายากอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั่นสองคนนี้คงไม่ใส่มาเต็มหีบใหญ่ขนดนี้หรอก

        ในมือของซุนเฟยโยน【เกร็ดอัญมณีสีเขียว】ใส่ในหีบเหล็ก ก่อนจะมองไปอีกหีบ

        หีบอันที่สองไม่ได้มีเพียงแค่เห็นหินเวทย์มนต์แต่ยังมีม้วนคัมภีร์ซึ่งมัดด้วยด้ายสีทองอยู่ประมานหลายสิบม้วน ทุกๆม้วนจะมีสีที่ไม่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้รู้สึกถึงพลังเวทย์มนต์ แต่สัญลักษณ์เวทย์มนต์ที่แกะสลักอยู่ด้านในอย่างหนาแน่นเดี๋ยวกระพริบเดี๋ยวดับ แม้ว่าจำนวนของม้วนคัมภีร์จะมีไม่กี่สิบม้วน แต่แมซโซลาเจ้างูหางกระดิ่งจอมเจ้าเล่ห์กลับนำมาบรรจุใส่หีบเหล็กมาถวาย สามารถเห็นได้ว่ามูลค่าของม้วนคัมภีร์สิบกว่าม้วนนี้อาจจะมีค่าเทียบเท่ากับก้อนหินเวทย์มนต์ แต่ที่น่าเสียดายคือ แม้ว่าก่อนหน้านี้ซุนเฟยจะเคยอ่านผ่านๆในหอสมุดหลวงของเมืองแซมบอร์ด แต่สำหรับสายอาชีพนักเวทย์ของแผ่นดินอาเซรอท ซุนเฟยก็ไม่ได้มีความเข้าใจมากนัก ทำให้เขามองไม่เห็นถึงเวทย์มนต์บนคัมภีร์ว่าเป็นระดับอะไร และก็ไม่รู้จักตัวอักษรเวทย์มนต์พวกนั้น เขาหยิบม้วนคัมภีร์สิบกว่าอันนั้นขึ้นมาดูก็ไม่ออก

        “ของพวกนี้ ข้าจะรับไว้”

        ซุนเฟยไม่มีความเกรงใจสักนิดสำหรับของขวัญล้ำค่าที่มาส่งมอบให้ถึงที่ ก็นะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธด้วยล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นแมซโซลาและลูเซียโนที่เป็นคนชองโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ชั่วร้ายส่งของขวัญมาให้  ในเมื่อได้มีโอกาสรีดไถทั้งสองคนซุนเฟยจึงไม่รู้สึกผิดสักนิด

        “อ่า เยี่ยมมาก เพียงแค่นายท่านชื่นชอบย่อมเป็นเรื่องดี….เรื่องดี!”

        ได้ยินซุนเฟยยอมรับของขวัญ ก็ทำให้ทั้งสองคนพลันโล่งอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี  นี่สามารถอธิบายได้ว่า【บุตรคนโปรดของพระเจ้า】ตรงหน้าคนนี้พอใจกับการแสดงความเคารพของตัวเองและเริ่มมีทัศนคติที่ดีขึ้น นี่เป็นสัญญาณที่ดีหลังจากนี้ก็แค่พยายามอีกนิดหน่อยก็สามารถเอาชนะใจนายท่านคนนี้ได้รับความโปรดปราน

        “ยังมีอีกเรื่อง ข้าอยากรู้ว่าพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าในการต่อสู้ของเมืองแซมบอร์ดปรากฏเวทย์มนต์แห่งความตายที่ชั่วร้ายออกมา?”ซุนเฟยก็พลันถามออกมา “เป็นคำสั่งของท่านบิชอปแห่งราชอาณาจักร หรือได้รับข่าวสารจากสำนักงานใหญ่?”

        แมซโซล่าและลูเซียโนดูแปลกใจ ทั้งสองคนลอบสบตากัน สุดท้ายเป็นแมซโซลาที่ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “รายงานนายท่าน ความจริงเรื่องนี้  ข้อมูลไม่ได้มาจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ระหว่างทางที่พวกข้าได้มาถึงเมืองแซมบอร์ดก็บังเอิญพบชายชุดคลุมสีดำลึกลับแปลกๆคนหนึ่งเป็นคนบอกเรื่องนี้แก่พวกเรา”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “สดุดีมหาราชา” : https://goo.gl/eeCkY3

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/121
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย90-100บาท/เล่ม ค่ะ)