0 Views

        “อืม เรื่องแรก ข้าเห็นว่าในเรือนจำมันมืดและชื้น ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน สภาพแวดล้อมมันเลวร้ายมาก เห็นได้จากม้วนเอกสารเรือนจำก่อนหน้า ข้าพบว่านักโทษส่วนใหญ่ร่างกายอ่อนแอเป็นเพราะได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องทำให้ต้องเสียชีวิต ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับเป็นที่คุมขัง นักโทษ  อีกอย่างชาวบ้านในเมืองแซมบอร์ดก็เป็นคนซื่อสัตย์อาจจะก่อเหตุอาชญากรเป็นบางครั้ง อีกทั้งเหตุอาชญากรก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่เป็นข้อพิพากษาระหว่างเพื่อนบ้านก็ไม่สมควรที่จะต้องได้รับการทรมานแบบนี้ ดังนั้นข้าตัดสินใจที่จะสร้างคุกใหม่ที่เรียบง่ายด้านนอกเขาวงกตใต้ดิน นักโทษที่เป็นชาวบ้านธรรมดาก็นำไปคุมขังที่ด้านนอกนั้น โอเลก เรื่องนี้เจ้าช่วยข้าจัดการให้เร็วที่สุดนะ”

        โอเลกชะงัก

        เขาคาดไม่ถึงว่าเรื่องแรกที่ฝ่าบาทจะให้เขาจัดการจะเป็นเรื่องนี้ ถ้าตามเหตุผล เรือนจำแห่งนี้แข็งแกร่งมาก ร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยมีนักโทษคนไหนสามารถหลบหนีไปจากที่นี่ได้ นับว่าเป็นเรือนจำที่ยอดเยี่ยมที่สุด  แต่….แต่ตอนนี้โอเลกไหนเลยจะกล้าตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการตัดสินใจของราชาได้ เขารีบทำตัวเป็นภูติตูดม้าที่ดีแสดงความจงรักภักดี “ฝ่าบาททรงมีพระเมตตายิ่ง ทรงเห็นอกเห็นใจชาวประชา โอเลกเคารพเลื่อมใสยิ่งนัก  ฝ่าบาททรงวางใจ กระหม่อมจะใช้เวลาสั้นๆในการสร้างเรือนจำหลังใหม่ด้านนอกวงกตใต้ดินนี้อย่างแน่นอนพะยะค่ะ”

        ซุนเฟยพยักหน้า แต่ก็ยังไม่วางใจต้องสำทับไปอีกประโยคว่า “อืม งั้นก็ดี แต่เจ้าต้องจำไว้นะ อย่าได้ไปรบกวนชาวบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นห้ามบังคับเกณฑ์แรงงานชาวบ้านมาช่วย….เอาแบบนี้ ข้าคิดว่าสถานรักษาพยาบาลทหารในเมืองคงไม่สามารถนำมาใช้การได้อีกครั้ง เจ้าก็นำคนที่มีความรอบคอบไปตกแต่งบางส่วนแล้วเปลี่ยนที่นั่นให้กลายเป็นเรือนจำก็ได้ กำลังทรัพย์ท้องพระคลังตอนนี้มีจำกัด แค่ซ่อมแซมบางส่วนก็พอ”

        โอเลกรู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะแสดงความจงรักภักดีจึงรีบพูดออกมาอย่างใจป้ำว่า “ฝ่าบาทโปรดวางใจ การซ่อมแซมตกแต่งเรือนจำครั้งนี้ ไม่ต้องใช้เงินจากท้องพระคลังก็ได้พะยะค่ะ  โอเลกยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองพะยะค่ะ”

        ซุนเฟยรอประโยคนี้อยู่เลย

        เขาตบไหล่โอเลกพร้อมรอยยิ้มแล้วพยักหน้า “อืม  เห็นเจ้ามีความจงรักภักดีขนาดนี้ ข้ารู้สึกดีใจมาก จำไว้ การปกครองประเทศของข้าอเล็กซ์ซานเดอร์รางวัลและการลงโทษข้าแบ่งแยกอย่างชัดเจน  เจ้าสร้างคุณูปการให้แก่เมืองแซมบอร์ดก็จะทำให้ทุกคนในเมืองต่างซาบซึ้งกับความดีของเจ้า ข้าอเล็กซ์ซานเดอร์จะไม่ให้เจ้าต้องลำบากอย่างแน่นอน”

        พูดจบ ซุนเฟยก็เดินออกจากเรือนจำไปพร้อมรอยยิ้ม

        โอเลกได้รับประโยคที่ให้กำลังใจแบบนี้ ในใจก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

        แม้แต่ตอนที่ถูกองค์ราชาตบไหล่ตัวเองเบาๆก็รู้สึกว่ามีพลังงานอบอุ่นพลั่งพรูออกมาทั่วร่าง เขารู้ว่าการซ่อมแซมเรือนจำครั้งนี้เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยม เขาตัดสินใจแล้ว แม้ว่าจะต้องล้มละลายก็ต้องซ่อมแซมเรือนจำใหม่ให้ดีที่สุด และเขาเองก็เข้าใจความนัยที่ฝ่าบาทต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน เรื่องนี้ไม่เพียงทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยแต่ยังทำให้ชาวบ้านทั้งหมดรู้สึกดีด้วยเช่นกัน….คำใบ้นี้ ทำให้ในใจของเขายิ่งมั่นใจมากขึ้น

   ……

            ……

        เมื่อออกจากเรือนจำที่หน้ากลัวได้ ซุนเฟยไม่ได้มีองค์รักษ์มาอารักขาตน เขาเดินตามเส้นทางลงภูเขาคนเดียวด้วยท่าทางชิลๆ ชื่นชมทิวทัศน์ที่สวยงามยามพระอาทิตย์ตกไปพลางร้องเพลง ไปพลาง ขณะที่เดินเข้าไปในเมืองอย่างช้าๆ

        เรื่องราวที่ได้รับรู้ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก การปรับปรุงเรือนจำครั้งนี้ทำให้ได้พบเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างแผนที่ที่ตั้งเทพและปีศาจ ซุนเฟยอารมณ์ดีมาก ทิวทัศน์ที่สวยงามทำให้คนรู้สึกดื่มด่ำ บรรยากาศที่แสนสดชื่น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากแหกปากตะโกนลั่นท้องฟ้า

        ภายใต้พระอาทิตย์ตกดิน แสงอาทิตย์ยามตกดินทอแสงสีทองบ่งบอกว่าเวลาอาหารค่ำมาถึงแล้ว ในเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยควันจากปล่องไฟ สกุนนาบินกลับรัง เสียงทุ้มต่ำของเหล่าแมลงดังระงม แม่น้ำและภูเขาที่สวยราวกับภาพวาด

        ซุนเฟยเดินบนถนนเข้าไปในเมืองอย่างช้าๆ ไม่ได้รีบร้อนจะกลับวังทันที

        เขาอยากจะเดินชมชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของเหล่าชาวบ้านในเมือง ฉากนี้สำหรับซุนเฟยที่เป็นคนต่างโลกแล้วทะลุมิติมาที่นี่ถือว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ เหมือนจู่ๆเขาได้เข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์แฟนตาซีในโลกเก่า สิ่งก่อสร้างด้วยหินขนาดใหญ่ในเมือง วัฒนธรรมแปลกๆและรูปปั้นหินที่น่าเกรงขาม ทุกๆที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่ซุนเฟยไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำให้ซุนเฟยได้เปิดหูเปิดตา เขารู้สึกมหัศจรรย์ที่ตัวเองค่อยๆผสานเข้ากับโลกนี้

        ตอนนี้เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงบราวกับเป็นแดนสุขาวดี

        ตอนนี้ ‘ระดับชื่อเสียง’ ของซุนเฟยไม่เป็นสองรองใครในเมืองแซมบอร์ด ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ตลอดทางที่เดินบนท้องถนน บางครั้งก็จะมีคนเดินเข้ามาทำความเคารพ  โชคดีที่แผ่นดินอาเซรอทมีการแบ่งแยกลำดับชนชั้นอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่ได้เหมือนสมัยโบราณในโลกเก่าที่เมืองเห็นราชวงศ์ก็รีบเข้าไปคุกเข่าทำความเคารพซึ่งมันก็ลดความยุ่งยากแก่ซุนเฟยได้ไม่น้อยเลย เขายิ้มทักทายตอบกลับไปทุกคนพลางเดินชื่นชมวิวทิวทัศน์ของเมือง แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเล็กๆแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว  ในใจรู้สึกสนิทสนมใกล้ชิดจนยากที่จะแยกออกจากกันได้เหมือนหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิหลังจากที่ฝนตกก็เจริญเติบโตขึ้นมา

        “เฮ้ ซากิลจอมเจ้าล์ อย่าวิ่งนะ….”

        ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเด็กๆดังขึ้นมา มีเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ วิ่งทะเล่อทะล่าออกมาจากข้างซอยไม่ทันระวังได้ชนเข้ากับร่างของซุนเฟย ดวงตากลมโตสีน้ำเงินมองซุนเฟยตาค้าง ด้านหลังของเขามีกลุ่มเด็กๆวิ่งเข้ามามีทั้งชายและหญิงซึ่งแตะละคนก็มอมแมมไปทั่วตัว บนใบหน้าของทุกคนต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นพวกเขาต่างมองมาที่ซุนเฟยพลางหัวเราะชอบใจ

        ที่เหนือความคาดหมายคือ ในกลุ่มเด็กน้อยเขาได้เห็นหลุยส์เด็กสาวผมแดงลูกสาววัย 12 ปีของเพียร์ซ สาวน้อยน่ารักเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ตอนนี้ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าขาวนวลก็เต็มไปด้วยคราบสีเทา ดูเป็นคนละคนกับเด็กสาวเมื่อสองสามวันก่อนที่อ้อนวอนซุนเฟยให้ช่วยชีวิตบิดาตัวเอง  แล้วถ้าหากซุนเฟยสามารถช่วยชีวิตเพียร์ซได้ก็จะยอมเป็นคนรักของเขา  ตอนนี้เธอดูร่าเริงสดใสยามที่ได้อยู่กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

        “องค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์….”

        ในขณะที่ซุนเฟยพบหลุยส์ หลุยส์เองก็จำซุนเฟยได้เช่นกัน ถือโอกาสมองใบหน้าน่ารักดั่งตุ๊กตาที่กำลังแสดงท่าทางเจ้าเล่ห์และกระดากอายที่เห็นไม่ได้ง่ายๆ ทันใดนั้นพวกเด็กๆต่างกรูรอบล้อมซุนเฟยอย่างเจี๊ยวจ๊าว

        ไม่ช้า ชาวเมืองแซมบอร์ดก็ได้พบฉากที่ไม่น่าเชื่อแบบนี้——

        พวกเด็กๆซนมากเหมือนได้พบของเล็กชิ้นใหม่ พวกเขาต่างลูบคางเล็กๆที่สกปรกของตัวเองอย่างเงียบ ๆกระพริบตาปริบๆ นั่งอยู่ข้างๆริมถนน บางครั้งก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ท่ามกลางพวกเด็กๆก็มีร่างขององค์ราชาอเล็กซ์ซานเดอร์ผผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขากำลังพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจเหมือนพวกนักพเนจรที่กำลังเล่านิทานให้พวกเด็กๆฟัง เขาอุ้มเด็กตัวเล็กๆมอมแมมๆมาไว้ที่ตักโดยมีเด็กคนอื่นๆล้อมรอบกาย

        “โอ้พระเจ้า ขอบคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ที่ทำให้พวกเรามีราชาที่กล้าหาญและสูงส่งเช่นนี้ ”

        ทุกๆคนที่เห็นฉากนี้ต่างรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเติบโตขึ้นในใจของพวกเขาอย่างช้าๆ เดิมทีมีผู้หญิงบางคนถือไม้กวาดมาตามหาลูกชายตัวเองกลับบ้านไปกินข้าวด้วยท่าทางโมโห แต่เมื่อเห็นลูกชายตัวเองแสนซนของตัวเองกำลังนั่งอยู่บนตักของราชาแล้วกำลังฟังอะไรบางอย่างอยู่ ก็ยืนอย่างเงียบๆด้วยท่าทางดีใจและแปลกใจ

            ……

 

 

        ท่ามกลางวงล้อม

        “ฮ่าๆๆ ดีๆๆ วันนี้ก็พอแค่นี้แล้วกัน เรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดโดราเอมอนและโนบิตะจอมขี้เกียจมีอีกมาก หากพวกเจ้าชอบ  ไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาเล่าให้ฟังต่อ ตอนนี้ใกล้จะมืดแล้ว รีบกลับบ้านไปกินข้าวเถอะ!”ซุนเฟยอุ้มเด็กน้อยมอมแมมที่อยู่บนตักวางกับพื้นลุกขึ้นยืน เรื่องราวในวันนี้จบลงด้วยรอยยิ้ม

        “อ่า….ไม่อยากกลับบ้านเลย ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจสักนิด”พวกเด็กๆต่างโอดครวญ

        พวกเด็กๆไม่อยากหยุดแค่นี้แต่ละคนมองซุนเฟยด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ นี่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกมีความสุขมากราวกับได้รับชัยชนะ  เขาหัวเราะเสียงดังออกมา “ตอนนี้พวกเจ้ายังเด็ก รอให้พวกเจ้าโตขึ้น ก็สามารถหลายเป็นนักรบผู้กล้าหาญที่แท้จริงและนักเวทย์ผู้สูงส่งได้ เหมือนเรื่องราวของพ่อมดโดราเอมอนและคนสนิทจอมขี้เกียจอย่างโนบิตะ….”

        “แต่พวกข้าไม่สามารถกลายเป็นนักรบหรือนักเวทย์ได้….ฝ่าบาท บิดาของข้าเป็นช่างตีเหล็ก บางทีข้าก็อาจจะเป็นได้แต่ช่างตีเหล็กคนหนึ่ง”มีเด็กบางคงพูดออกมาด้วยท่าทางซึมเศร้า

        “ใช่แล้ว ไม่มีนักเวทย์คนไหนยินดีจะรับลูกชาวบ้านอย่างพวกเราไปเป็นลูกศิษย์หรอก พวกเราไม่มีม้วนคัมภีร์คลื่นพลังด้วย….” เด็กน้อยอีกคนก็พูดออกมาด้วยนัยน์ตาเศร้าๆ “ครอบครัวพวกเรานะจนมาก แม้แต่ข้าวก็ยังกินไม่อิ่มเลย  พ่อบอกว่ามะรืนนี้จะส่งข้าไปเป็นข้ารับใช้ในคฤหาสน์ของท่านไวเคานต์ลิวอิส”

        “เมืองแซมบอร์ดมีเพียงลูกขุนนางและพ้อค้าเท่านั้นถึงสามารถเชิญอาจารย์มาสอนได้….” สาวน้อยผมแดงหลุยส์กระพริบตากลมโตของเธอแล้วพูดว่า “ถ้าหากมีใครยอมสอนพวกเราก็คงดี…น่าเสียดายที่พ่อแสนขี้เกียจของหม่อมฉันก็ไม่มีคลื่นพลังอะไร เฮ้อ!”

        พวกเด็กๆต่างมีสีหน้าสิ้นหวัง รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆมอมแมมๆค่อยๆหายไป  เหลือเพียงความโศกเศร้าที่ไม่สมควรจะมีอยู่ในวัยนี้  มีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นวีรบุรุษ?มีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่อยากเป็นวีรบุรุษที่ได้รับการชื่นชอบจากทุกคน? น่าเสียดายที่ความเป็นจริงมันโหดร้าย  ทำให้ความฝันของพวกเด็กๆที่ยังไม่ทันจะงอกเงยก็ถูกดึงออก ด้วยสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อยและแรงกดดันในการดำรงชีวิต ทำให้พวกเขาสูญเสียสิทธิที่จะไล่ตามความฝัน

        เห็นใบหน้าที่ย่อท้อของพวกเขาแล้ว ในใจซุนเฟยก็พลันเจ็บปวดไปด้วย

        ในใจของเขาพลันกระตุก ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคิดที่ยอดเยี่ยมบางอย่าง

            ……

 

 

        เมื่อกลับมาที่พระราชวัง เหล่าข้ารับใช้ก็เตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย ซุนเฟยก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของแองเจล่าและเจ็มม่า ในใจก็รู้สึกแปลกใจ เมื่อกินข้าวไปได้ไม่กี่คำ ก็เตรียมจะเข้าไปในห้องโถงเงียบๆคนเดียว ในใจคิดวางแผนสำคัญๆหลายอย่างที่ต้องทำ ตอนนี้เอง แองเจล่าก็เดินนำเจ็มม่าเข้ามา ในที่สุดก็กลับมาแล้ว

        “พวกเจ้าสองคนวันนี้ไปไหนกันมา ตลอดทั้งวันข้าไม่เห็นแม้แต่เงา?” ซุนเฟยถามกึ่งๆหยอกล้อ

        “ฮิฮิ ฝ่าบาท คิดถึงพี่แองเจล่าใช่ไหมล่ะ?” สาวน้อยเจ็มม่าเหล่มองไปที่แองเจล่าที่เดินไปอยู่ข้างๆซุนเฟยก่อนหัวเราะคิกคักตอบไปว่า “พูดไปก็เป็นเรื่องบังเอิญ  วันนี้พวกเราบังเอิญไปพบองค์หญิงที่เป็นเอกอัครราชทูตของราชอาณาจักรเซนิทบนถนนเข้านะ เลยสนทนาพูดคุยกันนาน….ฝ่าบาท องค์หญิงองค์นี้ทรงสุภาพอ่อนโยนมาก พูดจาไพเราะ  ไม่มีท่าทางเย่อหยิ่งเลยนะ สนทนากับแองเจล่าอย่างร่าเริงเชียว….ฮิฮิ ใช่แล้ว เธอยังถามเกี่ยวกับเรื่องราวของฝ่าบาทมากมายเลยล่ะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “สดุดีมหาราชา” : https://goo.gl/eeCkY3

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/121
120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย90-100บาท/เล่ม ค่ะ)